สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) มีมติ ‘เอกฉันท์’ อนุมัติให้ประเทศสมาชิกปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉิน 400 ล้านบาร์เรล ถือเป็นมาตรการปล่อยน้ำมันสำรองครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ มากกว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022 เพื่อหวังบรรเทาความผันผวนราคาพลังงานจากสงครามสหรัฐอเมริกา-อิหร่าน-อิสราเอล
ทำไม IEA สั่งปล่อยน้ำมันสำรองครั้งประวัติศาสตร์ มากกว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครน?
เมื่อคืนนี้ (11 มีนาคม) IEA ประกาศปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินรวมทั้งสิ้น 400 ล้านบาร์เรลสู่ตลาดโลก โดยผ่านมติเอกฉันท์จากชาติสมาชิก 32 ประเทศ ถือเป็นการระบายคลังน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ คิดเป็นตัวเลข 1 ใน 3 ของปริมาณทั้งหมด และมากกว่า 2 เท่าของสถิติเดิมในปี 2022 หลังรัสเซียเปิดฉากบุกยูเครน ซึ่งขณะนั้นมีการปล่อยน้ำมันสู่ตลาด 182 ล้านบาร์เรล
ทั้งนี้ ฟาติห์ บีโรล (Fatih Birol) ผู้อำนวยการบริหาร IEA แถลงการณ์ว่า เพราะตลาดน้ำมันคือตลาดระดับโลก มาตรการดังกล่าวจึงเป็นการตอบสนองความปั่นป่วนครั้งใหญ่อย่างความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ขยายผลกระทบในระดับโลก
“การฟื้นตัวของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการทำให้ตลาดน้ำมันและก๊าซกลับสู่ภาวะปกติ” ผู้อำนวยการบริหาร IEA ย้ำ
นับว่า มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อตอบโต้สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ หลังกองกำลังพิทักษ์อิสลามอิหร่าน (Islamic Revolutionary Guard Corps: IRGC) พยายามควบคุมช่องแคบดังกล่าวด้วยการสร้าง ‘กำแพง’ ทางทะเล ผ่านยุทธวิธีต่างๆ เช่น การวางทุ่นระเบิด หรือยิงขีปนาวุธตามแนวชายฝั่ง ทำให้การเดินเรือต้องหยุดชะงัก
อนึ่ง การประกาศของ IEA สอดคล้องกับการหารือของกลุ่ม G7 ที่กรุงปารีส ซึ่งคาดว่า ประเทศเหล่านี้จะทำหน้าที่รับผิดชอบปริมาณน้ำมันสำรองถึง 70% ของทั้งหมด โดย เอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศสระบุว่า การสำรองน้ำมันฉุกเฉิน 400 ล้านบาร์เรล เทียบเท่าปริมาณน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ 20 วันข้างหน้า หรือคิดเป็น 1 ใน 5 ของจุดยุทธศาสตร์ตลาดพลังงานโลก
จากมาตรการดังกล่าว 32 ประเทศสมาชิก IEA จะทยอยปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินเพื่อชดเชยอุปทานน้ำมันที่หายไปจากตลาดราว 15 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซที่หยุดชะงัก ได้แก่
- สหราชอาณาจักรเตรียมปล่อยน้ำมันจากคลังสำรอง 13.5 ล้านบาร์เรล ซึ่งมีน้ำมันสำรองเพียงพอ 120 วันของการบริโภค
- ญี่ปุ่นเตรียมปล่อยน้ำมันประมาณ 80 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองรัฐและเอกชนตั้งแต่ 18 มีนาคมเป็นต้นไป เพื่อช่วยลดแรงกดดันต่อราคาพลังงานโลก
- เกาหลีใต้ปล่อยน้ำมัน 22.46 ล้านบาร์เรล
- เยอรมนีประกาศปล่อยน้ำมันประมาณ 19.51 ล้านบาร์เรล
อย่างไรก็ดี การระบายคลังน้ำมันสำรองครั้งนี้ถูกมองว่า เป็นมาตรการ ‘แทรกแซง’ ตลาดพลังงานระดับประวัติศาสตร์ โดยมีจุดประสงค์ผ่อนคลายความตึงเครียดด้านอุปทาน ทำให้นักวิเคราะห์เตือนว่า อาจบรรเทาสถานการณ์ได้เพียงชั่วคราว ตราบใดที่ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถกลับมาเดินทางได้ตามปกติ
อิหร่านประกาศเตรียมทำให้ราคาน้ำมันพุ่งถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ล่าสุด อิหร่านเตือนว่า ราคาน้ำมันโลกอาจพุ่งแตะ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน โดย อับราฮิม โซลฟากา (Ebrahim Zolfaqari) โฆษกกองบัญชาการทหารอิหร่านส่งสารไปยังสหรัฐฯ ว่า เป็นเพราะราคาน้ำมันขึ้นอยู่กับความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งอเมริกาเป็นฝ่ายทำให้ตะวันออกกลางไม่มั่นคงเอง
ขณะที่ กองกำลัง IRGC ประกาศว่า จะไม่ให้เรือลำไหนขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซแม้แต่หยดเดียว โดยสั่งโจมตีเรือพาณิชย์ที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งในอ่าวเปอร์เซีย ทำให้เรือเรืออย่างน้อย 3 ลำถูกโจมตีเมื่อวานนี้ หนึ่งในนั้นคือเรือสัญชาติไทยอย่างมยุรีนารี ขณะที่เรือพาณิชย์ที่ได้รับความเสียหายเพิ่มขึ้นเป็น 14 ลำ
ภาพ: Benoit Tessier / Reuters
อ้างอิง:
- https://www.audacy.com/wwl/news/business/wealthy-nations-pledge-record-release-of-emergency-oil-reserves-in-a-bid-to-calm-surging-prices
- https://www.theguardian.com/business/2026/mar/11/international-energy-agency-release-oil-stockpile-iran-war
- https://www.reuters.com/world/middle-east/combatants-mideast-war-trade-more-air-strikes-iran-clamps-down-dissent-2026-03-11/
- https://edition.cnn.com/2026/03/10/politics/iran-begins-laying-mines-in-strait-of-hormuz


