×

ทะเลแดง-ช่องแคบบับเอลมันเดบ เป้าหมายถัดไปจากฮอร์มุซ? ทำไมโลกต้องกังวลฮูตีเข้าร่วมสงครามอิหร่าน

29.03.2026
  • LOADING...
ภาพกองกำลังฮูตีกำลังเตรียมยิงขีปนาวุธ

กลุ่มฮูตีเข้าร่วมสงครามสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล-อิหร่านอย่างเต็มตัว หลังเปิดฉากยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอล พร้อมย้ำว่าจะเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อไปจนกว่าการรุกรานจะยุติลง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การขยายตัวของสงครามอาจสร้างผลกระทบขนาดใหญ่ต่อการเดินเรือและราคาน้ำมันโลก โดยเฉพาะในทะเลแดงและช่องแคบบับอัลมันเดบ

 

 
 

กองกำลังฮูตีเข้าร่วมสงครามได้อย่างไร

 

เมื่อวานนี้ (28 มีนาคม) ยาห์ยา ซารี โฆษกฝ่ายทหารของกลุ่มฮูตี ออกแถลงการณ์ว่า กองกำลังพร้อม ‘แทรกแซงทางทหารโดยตรง’ หากมีประเทศอื่นเข้าร่วมโจมตีร่วมกับสหรัฐฯ–อิสราเอล หรือมีการใช้ทะเลแดงเป็นฐานปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน

 

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา กลุ่มยืนยันว่าได้ยิงขีปนาวุธพิสัยไกลจำนวนหนึ่งไปยังเป้าหมายทางทหารของอิสราเอล และจะดำเนินการโจมตีต่อไปจนกว่าการรุกรานของฝ่ายตรงข้ามจะยุติลง โดยสื่อถึงการยกระดับปฏิบัติการของอิสราเอลต่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

 

นอกจากนี้ กองกำลังฮูตียังโจมตีอิสราเอลเป็นครั้งที่สองภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง ขณะที่อิสราเอลระบุว่าสามารถยิงสกัดขีปนาวุธจากเยเมนได้ 2 ลูก

 
 

กลุ่มฮูตีคือใคร ทำไมโลกต้องกังวลการเข้าร่วมสงคราม

 

ฮูตีเป็นกลุ่มการเมืองและการทหารของเยเมน ก่อตัวขึ้นในพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศช่วงต้นทศวรรษ 2000 โดยตั้งชื่อตามผู้ก่อตั้งคือ ฮุสเซน อัล-ฮูตี และมีรากฐานจากนิกายไซดียะห์ในศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์

 

ในช่วงแรก กลุ่มวางตัวเป็นขบวนการภาคประชาชนที่ต่อต้านการทุจริตและอิทธิพลจากต่างชาติ ก่อนจะเติบโตอย่างรวดเร็วจากสงครามกลางเมืองเยเมนในปี 2014 โดยเผชิญหน้ากับรัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

 

กลุ่มฮูตีเป็นพันธมิตรของอิหร่าน และนิยามตนเองว่าเป็นส่วนหนึ่งของ ‘แกนแห่งการต่อต้าน’ (Axis of Resistance) เช่นเดียวกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน และกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา

 

รายงานของ The Wall Street Journal วิเคราะห์ว่า การยิงขีปนาวุธครั้งนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของฮูตี จากบทบาทผู้เล่นในระดับท้องถิ่นสู่การเป็นตัวแสดงสำคัญในภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง ซึ่งอาจมีบทบาทในการขยายวงสงครามและเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก

 

ต้องอธิบายก่อนว่า ฮูตีควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนเหนือของเยเมน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น และอยู่ใกล้กับช่องแคบบับอัลมันเดบ บริเวณตอนใต้ของทะเลแดง ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเส้นทางขนส่งพลังงานและการค้าระหว่างประเทศ

 

นั่นหมายความว่า หากสงครามลุกลามยิ่งขึ้น ทะเลแดงและช่องแคบบับอัลมันเดบอาจกลายเป็นเป้าหมายถัดไปจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมผลกระทบทางเศรษฐกิจและจุดชนวนความขัดแย้งระหว่างซาอุดีอาระเบียกับเยเมนอีกครั้ง เหมือนในช่วง 7 ปีก่อน

 

ฟาเรอา อัล-มุสลิมี นักวิจัยจากสถาบัน Chatham House ให้สัมภาษณ์กับ The Guardian ว่า การเข้าร่วมของฮูตีถือเป็นการยกระดับสถานการณ์ที่น่ากังวล โดยเฉพาะผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ในทะเลแดงและช่องแคบบับอัลมันเดบ รวมถึงความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและการทหารในภูมิภาคอ่าวอาหรับ

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ให้ความเห็นกับ The Wall Street Journal ว่า การโจมตีครั้งนี้สะท้อน ‘การเดินเกมอย่างระมัดระวัง’ เพราะแม้ฮูตีจะถูกอิหร่านกดดันให้ยกระดับสถานการณ์ แต่ก็พยายามหลีกเลี่ยงการยั่วยุให้สหรัฐฯ และอิสราเอลตอบโต้ในวงกว้าง โดยการยิงขีปนาวุธเพียงลูกเดียวถูกมองว่าเป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์ เพื่อย้ำภาพลักษณ์ในฐานะผู้ปกป้องชาวปาเลสไตน์

 
 

ฮูตีเข้าร่วมสงคราม ตลาดน้ำมันโลกเสี่ยงผันผวนมากขึ้น

 

ก่อนหน้านี้ ซาอุดีอาระเบียพยายามลดการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ โดยเปลี่ยนไปใช้เส้นทางส่งออกน้ำมันดิบผ่านท่าเรือยานบูบนชายฝั่งทะเลแดง ซึ่งเป็นจุดส่งออกหลักไปยังเอเชีย

 

เช่น Saudi Aramco บริษัทน้ำมันของซาอุดีอาระเบียรายใหญ่ที่สุดของโลก ก็ใช้เส้นทางดังกล่าว โดยส่งน้ำมันผ่านท่อไปยังท่าเรือยานบูแทน

 

The Wall Street Journal ระบุว่า หากฮูตีกลับมาโจมตีเรือในทะเลแดงอีกครั้ง ตลาดน้ำมันโลกอาจเผชิญความปั่นป่วนรุนแรงขึ้น เนื่องจากปริมาณน้ำมันจำนวนมากอาจหายไปจากอุปทาน และผลักดันให้ราคาสูงขึ้น

 

นักวิเคราะห์ชี้ว่า แม้การเปลี่ยนเส้นทางของซาอุดีอาระเบียจะไม่สามารถชดเชยปริมาณน้ำมันที่ไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ทั้งหมด แต่ก็ช่วยชะลอการปรับขึ้นของราคาน้ำมันได้บางส่วน

 

ทั้งนี้ นาวีน ดาส (Naveen Das) นักวิเคราะห์น้ำมันอาวุโสจาก Kpler ระบุว่า หากเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียถูกโจมตีในทะเลแดง ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเป็นสัญญาณว่า เส้นทางทางเลือกทั้งหมดกำลังถูกคุกคาม และโลกไม่มีทางออกในการขนส่งน้ำมัน

 

ขณะที่ เดวิด อ็อกลีย์ (David Oxley) จาก Capital Economics วิเคราะห์ว่า หากความรุนแรงกลับมาในทะเลแดง และทำให้อุปทานน้ำมันในตะวันออกกลางทั้งหมดถูกกักไว้ ราคาน้ำมันดิบ Brent อาจพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 130-150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ประมาณ 4,600-5,800 บาท) จากระดับปัจจุบันราว 100 ดอลลาร์ (ประมาณ 3,200 บาท)

 

ปัจจุบัน UK Maritime Trade Operations เตือนว่า ระดับภัยคุกคามในทะเลแดงยังอยู่ในระดับสูง โดยระบุว่า ฮูตียังคงมีทั้งศักยภาพและเจตนาในการโจมตีเรือในภูมิภาค ขณะที่ก่อนหน้านี้ แหล่งข่าวจากอิสราเอลเปิดเผยกับ CNN ในช่วงต้นเดือนมีนาคมว่า กลุ่มติดอาวุธอาจเปิดฉากโจมตีต่ออิสราเอลเพิ่มเติม

 

ภาพ: Houthi Military Media / Reuters

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising