หลังจากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันดิบ และ ก๊าซธรรมชาติจากประเทศผู้ผลิตในตะวันออกกลาง ส่งผลให้เรือบรรทุกปุ๋ยมากกว่า 20 ลำ ที่บรรทุกสินค้ารวมเกือบ 1 ล้านเมตริกตัน หรือประมาณ 1,000 ล้านกิโลกรัม ต้องติดค้างอยู่ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย สถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มความกังวลต่อความเสี่ยงการขาดแคลนปุ๋ยในตลาดโลก และ อาจกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของหลายประเทศในเอเชีย
ข้อมูลจาก Kpler บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลด้านการขนส่งสินค้า รายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา มีเรือบรรทุกสินค้าอย่างน้อย 21 ลำ ที่บรรทุกปุ๋ยยูเรีย กำมะถัน ฟอสเฟต และ ปุ๋ยประเภทอื่นๆ รวมประมาณ 9.8 แสนเมตริกตัน ติดค้างอยู่ในพื้นที่ โดยมีเรืออย่าง African Lorikeet ที่จดทะเบียนในปานามา และ Kiran China ที่จดทะเบียนในมอลตา รวมอยู่ด้วย ทั้งนี้ประมาณครึ่งหนึ่งของเรือทั้งหมด ไม่นับ 4 ลำที่ยังไม่ทราบปลายทาง มีจุดหมายปลายทางอยู่ในประเทศแถบเอเชีย
สำหรับสินค้าที่บรรทุกอยู่ในเรือ ประกอบด้วย ยูเรียประมาณ 4.6 แสนตันจากเรือ 9 ลำ, กำมะถันราว 3.3 แสนตันจากเรือ 8 ลำ, และ ฟอสเฟตประมาณ 1 แสนตันจากเรือ 2 ลำ ขณะที่อีก 1 ลำบรรทุกทั้งยูเรียและฟอสเฟต และอีก 1 ลำเป็นปุ๋ยที่ไม่ระบุประเภท แม้ว่ากำมะถันจะไม่ได้ถูกใช้ในภาคเกษตรทั้งหมด แต่กำมะถันจากตะวันออกกลางส่วนใหญ่ถูกนำไปเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตปุ๋ย
ทั้งนี้ ประเทศในอ่าวเปอร์เซียถือเป็นหนึ่งในฐานการผลิตปุ๋ยเคมีรายใหญ่ของโลก โดยใช้ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต มีกำลังการผลิตกำมะถันประมาณ 22–30 ล้านตันต่อปี และยูเรียราว 30–38 ล้านตันต่อปี มากกว่าครึ่งหนึ่งของกำมะถันโลกและกว่า 30% ของยูเรียโลกต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง แม้จะมีรายงานว่าเรือบรรทุกปุ๋ยหนึ่งลำที่เชื่อมโยงกับบริษัทจีน สามารถเดินทางผ่านช่องแคบได้หลังการปิดเส้นทาง แต่ Kpler ประเมินว่า หากการปิดช่องแคบยืดเยื้อ ปริมาณวัตถุดิบสำหรับการผลิตปุ๋ยในตลาดโลกอาจหายไปถึง 30–50% ต่อปี
“ผลกระทบเริ่มปรากฏแล้ว โดยการส่งออกกำมะถันไปยังอินโดนีเซีย, จีน และ โมร็อกโก ได้รับผลกระทบ ขณะที่การส่งออกยูเรียไปยังอินเดีย และ ออสเตรเลีย ก็เริ่มสะดุดเช่นกัน”
นอกจากนี้ เอเชียยังถือเป็นภูมิภาคที่พึ่งพาปุ๋ยจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง โดยนำเข้ายูเรียประมาณ 40%, กำมะถัน 54%, และแอมโมเนีย 71% จากภูมิภาคดังกล่าว ขณะที่ทางเลือกด้านการขนส่งมีจำกัด เนื่องจากเส้นทางทางบกมีข้อจำกัด และแทบไม่มีเส้นทางเดินเรืออื่นที่สามารถทดแทนช่องแคบฮอร์มุซได้ ทำให้สถานการณ์นี้เพิ่มแรงกดดันต่อราคาปุ๋ยในตลาดโลก และเพิ่มความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหาร
ด้าน Akiyoshi Kawashima จาก Shippio ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการค้าระหว่างประเทศแบบคลาวด์ กล่าวว่า ตราบใดที่การประเมินด้านความปลอดภัยยังไม่ดีขึ้น บริษัทเดินเรือจะยังคงใช้ความระมัดระวังในการตัดสินใจเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และอาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งก่อนที่ระบบโลจิสติกส์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ภาพ:GreenOak/shutterstock
อ้างอิง:

