×

กรมการแพทย์อธิบายกลไกหัวใจวายเฉียบพลันจากหลอดเลือดตีบ 3 เส้น ย้ำ 4 นาทีทอง CPR-AED คือกุญแจยื้อชีวิต

โดย THE STANDARD TEAM
21.08.2026
  • LOADING...
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงกลไกหลอดเลือดหัวใจตีบ การเกิดหัวใจวายเฉียบพลัน และขั้นตอนการทำ CPR พร้อมใช้เครื่อง AED

วานนี้ (20 สิงหาคม ) สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ ออกแถลงการณ์เตือนประชาชนให้ตระหนักถึงอันตรายของ ‘ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ’ ซึ่งเป็นโรคเงียบที่ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เกิดจากการสะสมของพฤติกรรมการใช้ชีวิตเป็นเวลานาน พร้อมเผยกลไกสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน และแนะขั้นตอนการปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างถูกต้องเพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิต

 

นพ.ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ อธิบายว่า โดยปกติหัวใจอาศัย ‘หลอดเลือดโคโรนารี’ (Coronary Artery) หลัก 3 เส้น ในการลำเลียงเลือดและออกซิเจนเข้าสู่กล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง การเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นผลจากการสะสมของคอเลสเตอรอล แคลเซียม และเซลล์เม็ดเลือดขาวบริเวณผนังหลอดเลือดด้านใน จนกลายเป็น ‘คราบตะกรัน’ (Plaque) ที่พอกหนาขึ้นตามกาลเวลา

 

เมื่อหลอดเลือดหลักทั้ง 3 เส้นเกิดการตีบแคบพร้อมกัน กล้ามเนื้อหัวใจจะตกอยู่ในภาวะเปราะบางขั้นสุด เนื่องจากไม่มีหลอดเลือดเส้นอื่นสำรองเพื่อชดเชยการไหลเวียนของเลือดในภาวะฉุกเฉินได้ โดยปัจจัยเสี่ยงแบ่งออกเป็น:

 

  • ปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้: อายุที่เพิ่มขึ้น, เพศชาย และประวัติบุคคลในครอบครัวสายตรงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจก่อนวัยอันควร
  • ปัจจัยทางสุขภาพและพฤติกรรม: โรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดสูง (โดยเฉพาะ LDL), การสูบบุหรี่, ภาวะน้ำหนักเกิน และการขาดการออกกำลังกาย

 

ขณะที่ นพ.เขตต์ ศรีประทักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก ระบุว่า ในระยะแรกผู้ป่วยอาจไม่แสดงอาการ แต่เมื่อหลอดเลือดตีบแคบรุนแรงขึ้น เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ จะเริ่มส่งสัญญาณเตือน ดังนี้:

 

  • เจ็บแน่นหน้าอกรุนแรง รู้สึกเหมือนมีของหนักทับหรือถูกบีบรัดบริเวณกลางอก
  • มีอาการปวดร้าวจากหน้าอกขึ้นไปบริเวณกราม คอ ไหล่ แขนซ้าย หรือสะบักหลัง
  • อาการร่วมอื่นๆ เช่น หายใจไม่อิ่ม หอบเหนื่อย เหงื่อออกมาก ตัวเย็น หน้าซีด หรือจุกแน่นบริเวณลิ้นปี่คล้ายโรคกระเพาะ

 

สำหรับกลไกการเสียชีวิตกะทันหัน นพ.เขตต์ ชี้ว่า มักไม่ได้เกิดจากภาวะหลอดเลือดตีบเรื้อรังเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากจุดเปลี่ยนสำคัญคือ คราบตะกรันเกิดการปริแตก (Plaque Rupture) ร่างกายจะตอบสนองด้วยการสร้างเกล็ดเลือดและลิ่มเลือดเข้ามาอุดรอยแตกทันที ส่งผลให้หลอดเลือดถูกปิดกั้นอย่างสมบูรณ์แบบฉับพลัน

 

เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและออกซิเจนกะทันหัน จะทำให้ระบบไฟฟ้าหัวใจทำงานล้มเหลว เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรง (Ventricular Fibrillation) หัวใจจะสั่นพลิ้ว ไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองได้ ผู้ป่วยจะหมดสติและหัวใจหยุดเต้นภายในไม่กี่นาที

 

4 ขั้นตอนกู้ชีพ CPR + AED ยื้อชีวิตก่อนถึงมือแพทย์

 

หากพบผู้หมดสติและหัวใจหยุดเต้น การช่วยเหลืออย่างถูกวิธีและรวดเร็วเพื่อรักษาการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองถือเป็นเรื่องวิกฤตที่สุด โดยปฏิบัติตามหลัก 4 ขั้นตอน:

 

  • ประเมินสถานการณ์: ตบไหล่ทั้งสองข้างแรงๆ เพื่อดูการตอบสนอง หากไม่ตอบสนองและไม่หายใจ (หรือหายใจเฮือก) ให้เริ่มขั้นตอนการช่วยเหลือทันที
  • โทรแจ้งสายด่วน 1669: แจ้งศูนย์กู้ชีพว่าพบผู้หมดสติและไม่หายใจ ระบุสถานที่เกิดเหตุให้ชัดเจน พร้อมเปิดลำโพงโทรศัพท์เพื่อรับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่
  • ขอความช่วยเหลือ: ตะโกนขอความช่วยเหลือจากผู้ที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อให้นำเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED) มายังจุดเกิดเหตุให้เร็วที่สุด
  • ทำ CPR และใช้เครื่อง AED: วางส้นมือซ้อนกันกึ่งกลางหน้าอก กดให้ลึกประมาณ 5-6 เซนติเมตร ด้วยความเร็ว 100-120 ครั้งต่อนาที กดอย่างต่อเนื่องจนกว่าทีมกู้ชีพจะมาถึง และทันทีที่เครื่อง AED มาถึง ให้เปิดเครื่อง แปะแผ่นนำไฟฟ้าบริเวณหน้าอกตามรูป และปฏิบัติตามคำแนะนำด้วยเสียงจากเครื่องอย่างเคร่งครัด

 

สถาบันโรคทรวงอก เน้นย้ำว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุด ได้แก่ การตรวจสุขภาพประจำปี, หลีกเลี่ยงอาหารไขมันทรานส์ ไขมันอิ่มตัว รสจัด, ออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างน้อย 30 นาที/วัน (5 วัน/สัปดาห์) และงดสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด

 

นอกจากนี้ หากมีอาการจุกแน่นหน้าอกขณะออกแรง ควรีบพบแพทย์เพื่อตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) หรือเดินสายพานตรวจสมรรถภาพหัวใจ (Exercise Stress Test) รวมถึงพิจารณาการตรวจพิเศษ เช่น CT Calcium Score (ตรวจหินปูนเกาะผนังหลอดเลือดหัวใจ) เพื่อประเมินความเสี่ยงล่วงหน้าก่อนเกิดเหตุไม่คาดฝัน

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising