×

สรุปวิสัยทัศน์ 10 ผู้นำ จาก Dinner Talk ‘Health Equity and Sustainability Thailand’

โดย THE STANDARD TEAM
01.10.2025
Health Equity and Sustainability Thailand

งาน Dinner Talk ‘Health Equity and Sustainability Thailand คุณภาพและความยั่งยืนด้านสุขภาพในประเทศไทย’ กลายเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้นำจากหลายภาคส่วนมาร่วมกันแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ ว่าด้วยอนาคตของระบบสาธารณสุขไทยในมิติของ ความเสมอภาคและความยั่งยืน โดยมีผู้นำทั้ง 10 ท่านจากแวดวงการเมือง เศรษฐกิจ การแพทย์ และภาคเอกชน ประกอบด้วย

 

  • อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 
  • ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
  • ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์อุดม คชินทร กรรมการสภามหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ทรงคุณวุฒิ และที่ปรึกษาสาขาวิชาโรคระบบทางเดินอาหาร ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล
  • นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
  • ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)
  • นุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
  • รองศาสตราจารย์ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
  • ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
  • จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

 

ท่ามกลางบทสนทนาที่เข้มข้น มีประเด็นสำคัญที่สะท้อนภาพใหญ่ ความท้าทายและโอกาสของระบบสาธารณสุขไทย ดังนี้

 

ความแตกต่างระหว่าง Health Equality และ Health Equity

 

หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการทำความเข้าใจต่อคำว่า  ความเท่าเทียมทางสุขภาพ (Health Equality) และ ความเสมอภาคทางสุขภาพ (Health Equity) โดยยกตัวอย่างภาพเปรียบเทียบเด็กสามคนที่มีความสูงไม่เท่ากันพยายามมองข้ามรั้วเพื่อดูการแข่งขันฟุตบอล หากเป็น Health Equality ทุกคนจะได้รับกล่องยืนชมฟุตบอลเท่ากันคนละ 1 กล่อง แม้จะเท่ากัน แต่ผลลัพธ์กลับไม่เหมือนกัน เพราะเด็กตัวเตี้ยยังมองไม่เห็น ขณะที่ Health Equity คือการจัดสรรทรัพยากรตามความจำเป็น เพื่อให้ทุกคนบรรลุผลลัพธ์เดียวกัน เช่น เด็กที่เตี้ยมากได้ 3 กล่อง เด็กที่เตี้ยน้อยได้ 1 กล่อง ส่วนเด็กที่สูงพอแล้วไม่ต้องใช้กล่องเพิ่ม 

 

หลักการนี้สะท้อนว่า ระบบสาธารณสุขไทยควรมอบทรัพยากรให้ ‘เหมาะสม’ มากกว่า ‘เท่ากัน’ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นธรรม โดยเฉพาะในสังคมไทยที่มีปัจจัยสังคมที่กำหนดสุขภาพ (Social Determinants of Health) เช่น อายุ ฐานะทางเศรษฐกิจ และภูมิศาสตร์ 

 

 

บทเรียนจากโควิด-19 และธรรมาภิบาลสุขภาพโลก

 

วิกฤตโควิด-19 เป็นบทเรียนครั้งใหญ่ที่สะท้อนทั้งความเปราะบางและข้อจำกัดของระบบสาธารณสุขโลก ในเวลาหนึ่งเดือนแรกของการระบาด ความร่วมมือระหว่างประเทศแทบหยุดชะงัก หลายประเทศปิดกั้นการส่งออกหน้ากาก เครื่องช่วยหายใจ และวัคซีน เกิดภาพการขาดทั้ง Health Equality และ Health Equity ชัดเจน เมื่อประเทศร่ำรวยกวาดซื้อวัคซีนไว้เกือบทั้งหมด ขณะที่ประเทศรายได้น้อยต้องรอการบริจาค เหตุการณ์นี้ไม่เพียงชี้ให้เห็นความเหลื่อมล้ำ แต่ยังกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดความพยายามปฏิรูปธรรมาภิบาลสุขภาพโลก รวมถึงการปรับบทบาทขององค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อสร้างระบบเฝ้าระวัง เตือนภัย และกฎเกณฑ์สากลที่บังคับใช้ได้จริงเมื่อเกิดโรคระบาดในอนาคต

 

 

แรงสั่นสะเทือนที่ทำให้การบรรลุ Health Equity ยากขึ้น

 

ผู้นำทั้ง 10 ท่านสะท้อนว่ามีปัจจัยหลัก 5 ประการ ที่ทำให้การก้าวไปสู่ Health Equity เป็นเรื่องท้าทายมากขึ้น

 

  1. Technology Disruption: เทคโนโลยีแม้จะช่วยลดช่องว่างด้านสุขภาพ แต่หากการเข้าถึงไม่ทั่วถึงก็อาจขยายความเหลื่อมล้ำได้เช่นกัน
  2. Pandemic Disruption: WHO ประเมินว่าหลายประเทศทั่วโลกยังไม่พร้อมรับมือกับโรคระบาดครั้งต่อไป
  3. Aging Society Disruption: เมื่อสังคมไทยก้าวสู่สังคมสูงอายุ ความเสมอภาคด้านสุขภาพยิ่งสำคัญ ผู้สูงอายุจำนวนมากแม้ไม่ติดเตียงแต่มีภาวะอ่อนแอและจำเป็นต้องเข้าถึงบริการที่ดีกว่า
  4. Environmental Disruption: ปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น PM 2.5 ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล
  5. Geopolitical Disruption: ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กระทบทั้งการช่วยเหลือด้านสุขภาพระดับโลกและเสรีภาพทางวิชาการในการวิพากษ์วิจารณ์ระบบสาธารณสุข

 

 

Health Equity ในอุดมคติและข้อเสนอเพื่อไปให้ถึง

 

ผู้นำส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ระบบสุขภาพในอุดมคติที่สามารถบรรลุ Health Equity ได้จริงจะต้องเป็นระบบที่ดูแลสุขภาพอย่างครอบคลุม (Comprehensive Care) ตั้งแต่การสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟู และที่สำคัญคือต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชน เพราะชุมชนคือด่านแรกที่เข้าใจปัญหาและความต้องการของผู้คนได้ดีที่สุด

 

โดยมีข้อเสนอแนะเพื่อขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ดังนี้

 

  1. การปฏิรูประบบสุขภาพและการบริการ ควรเน้นการดูแลเชิงป้องกันและป้องกันเชิงรุก พร้อมทั้งเสริมความเข้มแข็งของระบบสุขภาพปฐมภูมิ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มบุคลากร เวลาการให้บริการ หรือการเชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างความไว้วางใจและการมีส่วนร่วม 

 

นอกจากนี้ควรพัฒนาการดูแลแบบครอบคลุมและบูรณาการ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโรงพยาบาล คลินิก ศูนย์สาธารณสุข และศูนย์ชุมชนเข้าด้วยกัน เพื่อลดการทำงานแบบแยกส่วน

 

 

  1. นโยบายและการกำกับดูแล ต้องมีการกำหนดสิทธิประโยชน์พื้นฐานร่วมกัน โดยสร้างมาตรฐานขั้นต่ำ (basic benefit package) ที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเข้าถึงยา บริการรักษา และวัคซีนที่จำเป็น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของกองทุนประกันสุขภาพที่มีหลายระบบ

 

ขณะเดียวกัน ควรใช้เทคโนโลยีเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ลดการใช้ทรัพยากรซ้ำซ้อน และออกแบบระบบจัดสรรงบประมาณที่มีแต้มต่อสำหรับประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

 

  1. การวิจัยและพัฒนา ควรลดความยุ่งยากในการขึ้นทะเบียนยาและนวัตกรรมการแพทย์ เพื่อให้นำสิ่งใหม่มาใช้ได้รวดเร็วขึ้น พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยในการต่อยอดผลงานสู่เชิงพาณิชย์ ขณะเดียวกันสามารถบังคับใช้มาตรการทางการคลัง เช่น ภาษีบาป (Sin Tax) เพื่อสร้างรายได้สนับสนุนระบบสุขภาพและกระตุ้นให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ

 

  1. นวัตกรรมและข้อมูล การใช้เทคโนโลยี AI และ Data Analytics จะช่วยจัดสรรทรัพยากรด้านสุขภาพได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของแต่ละกลุ่มประชากร อีกทั้งควรเร่งพัฒนา Telemedicine หรือระบบการแพทย์ทางไกล เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ง่ายขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาเดินทาง

 

 

  1. การมีส่วนร่วมของประชาชน ควรส่งเสริม Health Literacy ให้ประชาชนมีความรู้ด้านสุขภาพที่ถูกต้อง สามารถดูแลตัวเองและหลีกเลี่ยงข้อมูลผิดพลาดได้ พร้อมทั้งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งเสริมสุขภาพ เช่น ทางเดินเท้าและสวนสาธารณะ เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีในระยะยาว

 

  1. การสนับสนุนทางการเงิน ภาคการเงินควรมีบทบาทในการสนับสนุนสุขภาพมากขึ้น ทั้งการส่งเสริมความรู้ด้านการวางแผนทางการเงิน และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เชื่อมโยงกับสุขภาพ เช่น บัญชีออมทรัพย์พร้อมความคุ้มครองสุขภาพหรือประกันภัยที่มีเบี้ยต่ำและเข้าถึงง่าย รวมถึงสนับสนุนการลงทุนในเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพและความยั่งยืนในอนาคต

 

วิสัยทัศน์จากผู้นำทั้ง 10 ท่านในเวที Dinner Talk ครั้งนี้ ทั้งสะท้อนภาพความท้าทายของระบบสาธารณสุขไทย และยังวางแนวทางที่ชัดเจนสู่อนาคตของ Health Equity ที่เป็นรูปธรรม หากข้อเสนอเหล่านี้ได้รับการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบสุขภาพที่ทั้งยั่งยืน เท่าเทียม และเข้าถึงได้สำหรับทุกคน


READ MORE





Latest Stories