×

หทัยรัตน์-เพียรพร เผยประสบการณ์สมัคร สว. เปิดโปงขบวนการฮั้วในวงการสื่อ-ประชาสังคม

โดย THE STANDARD TEAM
23.08.2026
  • LOADING...
ภาพ หทัยรัตน์ พหลทัพ และ เพียรพร ดีเทศน์ อดีตผู้สมัคร สว. สองคนกำลังให้ข้อมูลในงานเสวนา

ในเวที ‘ชนกำแพงให้จบๆ ผ่าพิภพ สว.’ จัดขึ้นโดยโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ (iLaw) ที่โรงแรมมารวยการ์เด้น ได้มีการให้ข้อมูลเพิ่มเติมโดยอดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) คือ หทัยรัตน์ พหลทัพ อดีตบรรณาธิการบริหารสำนักข่าว The Isaan Record และ เพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการรณรงค์ภูมิภาค International River

 

 

▪️เผยสรชาติชวนเข้ากลุ่ม เสนอเงิน 6 หลัก

 

หทัยรัตน์ พหลทัพ ในฐานะผู้สมัคร สว.กลุ่ม 18 กล่าวว่า ขอไม่พูดถึงเรื่องโมฆะหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นไปได้ยากมาก แต่การที่หลายคนในประเทศนี้ปล่อยให้มีการทุจริตมโหฬารเป็นไปได้อย่างไร ตนเองมีบ้านเกิดที่หนองบัวลําภู จึงต้องไปลงสมัคร สว. ในจังหวัดนั้น ซึ่งเมื่อลงพื้นที่ก็เห็นปรากฏการณ์ทุจริตเยอะมาก ตั้งแต่รอบอำเภอ จึงรู้ว่ามีการซื้อเสียงกันแล้ว

 

ทั้งนี้ หทัยรัตน์เปิดเผยว่า มีการจ่ายเงินจากสัตวแพทย์คนหนึ่ง ที่ทํางานให้กับพรรคการเมืองพรรคที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้หญิง

 

หทัยรัตน์ระบุว่า เมื่อตนเองผ่านเข้าไปในรอบประเทศ วันที่ 24-25 มิถุนายน 2567 สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สว. ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้สมัคร สว. จังหวัดหนองบัวลำภู โทรมาหากว่าสิบสาย แจ้งว่าจะมีการประชุมที่โรงแรมไมด้า งามวงศ์วาน ซึ่งตนเองปฏิเสธไปว่า ตนเองมีอพาร์ตเมนต์ในกรุงเทพฯ ไม่เป็นไร สรชาติจึงอาสาจ่ายค่าเดินทางให้

 

หทัยรัตน์อ้างว่า ในการติดต่อมาครั้งหนึ่ง สรชาติได้ชวนตนเองมาอยู่ในกลุ่มเดียวกัน เพราะในกลุ่มยังไม่มีสื่อมวลชน โดยจะเสนอเงินให้หกหลัก ก็ไม่แน่ใจว่า หลังเข้าไปในกลุ่มในขบวนการแล้ว ตัวเลขจะแค่ไหน

 

หทัยรัตน์กล่าวอีกว่า เดิมทีสรชาติไม่ได้อยู่ในก๊วนสีนี้ พร้อมชี้ไปที่เสื้อสีน้ำเงินที่ตนเองสวมมา ก่อนกล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่ตนเองเชื่อว่านักข่าวที่ตามพรรคภูมิใจไทยรู้ คือก่อนจะมีการเลือกประธานวุฒิสภา มีการพิมพ์รายชื่อ สว.19 คน หนึ่งในนั้นมีเพื่อนตนเองที่เป็นแกนนํานักศึกษาตั้งแต่ยุค สนนท. แล้วนํารายชื่อไปเสนอให้กับผู้มีอํานาจของพรรคภูมิใจไทย ว่าจะขอโหวตให้กับประธานวุฒิสภา เพื่อค่าตอบแทนคนละ 3 ล้านบาท เพื่อตนเองก็อยู่ในรายชื่อ จึงขอเรียกร้องเพื่อนนักข่าวที่ประจําอยู่ที่รัฐสภาเปิดเผยข้อมูลออกมา ซึ่งตอนนี้ก็ตัดขาดเพื่อนกันไปแล้ว ไม่ขอคบกันอีก

 

“หลังจากการเลือก สว. ระดับประเทศแล้ว ดิฉันเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ยืนยันว่า มีหลักฐานทุกอย่าง พร้อมเจอกันที่ศาล เจ็บนิดเดียว แต่อย่าฟ้องไกลก็พอ”

 

หทัยรัตน์บอกด้วยว่า ก่อนเข้าสู่กระบวนการเลือก สว. ตนเองอยู่ในกลุ่ม สว.ประชาชน ที่ Romanticize ในทางการเมืองมาก เพราะเชื่อว่าการแสดงวิสัยทัศน์ หรือการตั้งเป้าในการเป็น สว. แล้วจะมีคนเข้ามาเป็นอาสาสมัครให้เรา หากเห็นเพื่อนมีวิสัยทัศน์มากกว่าแล้วจะโหวตให้ แต่เมื่อถึงวันเลือก คะแนนออกมาแล้ว บางคนก็ไม่พอใจ จึงเกิดปรากฏการณ์ ‘ผึ้งแตกรัง’

 

“สัญญาที่บอกว่าจะโหวตให้เรา ปรากฏว่าไม่โหวต ไปเข้ากลุ่ม ดี เด่น ดัง, กลุ่มสีน้ำเงิน หรือกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ที่มีโอกาส ทําให้เห็นว่าความเชื่อมั่นในประชาธิปไตยของเราคือเรื่องเพ้อฝัน ดังนั้น เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ระบบ สว. คือสิ่งที่เราเชื่อว่าไม่ควรมี หากจะมีการแก้ไขอะไรต่อไป อย่ามี สว. ในประเทศนี้เลย” หทัยรัตน์ทิ้งท้าย

 

▪️เลือก สว. ครั้งนี้ ขอให้เป็นหนสุดท้ายในจักรวาล

 

ขณะที่ เพียรพร ดีเทศน์ ในฐานะผู้สมัคร สว. กลุ่ม 8 เล่าว่า สว. กลุ่ม 8 เป็นที่ตนเองมองว่า “ทุเรศที่สุด” เพราะเอากลุ่มคนที่ต่อต้านการทำเหมือง ต่อต้านการทำลายสิ่งแวดล้อม มารวมกับกลุ่มนายทุน ที่ทำอสังหาริมทรัพย์ออกแบบผังเมือง จึงตัดสินใจมาลงในกลุ่มนี้ เพื่อเข้าไปเป็นเสียงส่วนน้อยที่ทำให้เรื่องนี้ดีขึ้น

 

เพียรพรระบุว่า ตั้งแต่ตนเองทำงานมา มองว่ากติกานี้ ไม่เป็นไปตามกติกา ซึ่งเมื่อเราทำแล้ว มีกลุ่มคนที่เขียนประวัติแบบไม่ใกล้เคียงกับความจริง การแบ่งกลุ่มที่สมัครตามความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์อาชีพที่ไม่ครอบคลุม และประวัติในใบ สว. 3 ไม่สมเหตุสมผล ไม่มีการการทำความรู้จัก เพื่อตัดสินใจเลือก

 

เพียรพรชี้ว่า ผู้ที่มีหน้าที่รักษากติกา กลับไม่ทำตามกติกานั้นเลย ไม่เคยจินตนาการเลยว่าในประเทศไทยจะมีการทุจริต และไม่เคารพความถูกต้องได้มากขนาดนี้ มีข้อกังขาต่อการทำงานของ กกต. ตลอดกระบวนการ ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ในวันเลือกมีผู้สมัครกลุ่มใหญ่ สวมเสื้อสีเฉพาะเป็นสัญลักษณ์ชัดเจน มีโพยลงคะแนนกติกาลงคะแนน ผลคะแนนที่ไม่สอดคล้องกับศักยภาพของผู้สมัคร ผิดวัตถุประสงค์ของการเลือก สว.

 

ขณะที่การเลือก สว. รอบไขว้แบบกลุ่ม มีการขานนับคะแนนหมายเลขเดียวกันมากขนาดนี้ ทำไมถึงเหมือนกัน และทำกับประเทศแบบนี้ การเลือก สว. เพื่อต้องการให้มีตัวแทนเข้ามาทำงาน แต่กลับทำกับประเทศแบบนี้ และ กกต. ยังคงทนทาน แม้จะมีข้อสงสัยจากสาธารณะ

 

เพียรพรกล่าวอีกว่า ในระดับจังหวัดมีบิ๊กในจังหวัด ซึ่งเป็นอดีต สส. จังหวัดแม่ฮ่องสอน ติดต่อเข้ามา เพื่อให้เข้าไปคุยก่อนการเลือก และมีการมากดดันตนเอง ซึ่งตนเองด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ทำไมถึงทำกันแบบนี้

 

เพียรพรเชื่อว่า ความเข้าใจที่มีมากขึ้นในสังคมไทย น่าจะสร้างความกดดันได้ในระดับหนึง และถึงแม้ว่าหากเลวร้ายที่สุดสิ้นเดือนนี้ไม่มีการสั่งฟ้อง ก็จะคาใจแบบนี้ต่อไป และจะเป็นตราที่ประทับอยู่ในชีวิตของคนเหล่านั้นตลอดไป และตนเองเชื่อเสมอว่า ความผิดต้องแก้ไขได้ในวันหนึ่ง และความยุติธรรม วันหนึ่งจะต้องเกิดขึ้น ตนเองเก็บหลักฐานไว้ทั้งหมด เชื่อว่าวันหนึ่งอาจจะต้องนำมาใช้ มันเป็นข้อเท็จจริง และไม่อยากให้ประเทศหมดหวังขนาดนั้น

 

“ระบบแบบนี้ การกระทำแบบนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว ขอให้เป็นครั้งเดียวในจักรวาล ครั้งเดียวในโลก เมื่อผ่านกระบวนการเหล่านั้น ทั้งเจ็บป่วยทางใจ และทางกายเป็นเดือน กว่าจะฟื้นตัว ทำไมคนเราถึงเลวได้ขนาดนี้” เพียรพร กล่าวทิ้งท้าย

 

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising