เกิดอะไรขึ้น:
การควบรวมกิจการเป็นบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) จะทำให้บริษัทมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการมากขึ้นและมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น InnovestX Research คาดว่า GULF จะมีงบดุลที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนลดลงจาก 1.8 เท่า มาอยู่ที่ 0.8 เท่าหลังจากควบรวมกิจการ
เนื่องจาก INTUCH ไม่มีหนี้ ซึ่งน่าจะช่วยเพิ่มความสามารถในการระดมทุนเพื่อคว้าโอกาสเติบโตในธุรกิจพลังงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น โครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรอบที่ 2 (3.6GW) และ PDP2024 (32GW ในส่วนของพลังงานหมุนเวียน) ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน ธุรกิจดิจิทัล และธุรกิจการลงทุนอื่นๆ
นอกจากนี้ TRIS Rating ยังได้ปรับเพิ่มอันดับเครดิตองค์กรของ GULF จากเดิม A+ เป็นระดับ AA- พร้อมทั้งปรับเพิ่มอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน เป็นระดับ AA- จากเดิมที่ระดับ A ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “คงที่” ซึ่งน่าจะช่วยให้ต้นทุนดอกเบี้ยของ GULF (ปัจจุบันอยู่ที่ 3.8%) มีแนวโน้มปรับตัวลดลงในระยะกลางถึงระยะยาว synergy ที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นหลังจากควบรวมกิจการอาจส่งผลทำให้เกิดความร่วมมือในอนาคตระหว่าง GULF SingTel และ ADVANC เพิ่มมากขึ้นในหลายๆ ด้าน
ประโยชน์จาก synergy ล่าสุด คือ การพัฒนา Data Center ที่ GULF ให้บริการระบบจ่ายไฟฟ้าและ ADVANC ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง รวมถึง Virtual Banking ที่เกี่ยวข้องกับ GULF ADVANC และ KTB ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพโดยรวมของบริษัท GULF ตั้งงบประมาณลงทุนตามแผน 5 ปี (ปี 2568-2572) วงเงิน 9.0 หมื่นล้านบาท โดยในปี 2568 จะใช้งบลงทุน 2.3 หมื่นล้านบาท ซึ่ง 70% จะใช้ลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียน 20% ใช้ลงทุนในธุรกิจดิจิทัล และ 10% ใช้ลงทุนในธุรกิจก๊าซ
แนวโน้มปี 2568 ยังแข็งแกร่ง InnovestX Research คาดว่ากำไรปกติจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.47 หมื่นล้านบาท ในปี 2568 เพิ่มขึ้น 12% YoY ปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้กำไรเติบโตคือ: 1) กำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติมจากโรงไฟฟ้าหินกอง (HKP) หน่วยที่ 2 (COD: มกราคม 2568) ซึ่งมีกำลังการผลิต 770MW (GULF ถือหุ้น 49%), 2) โครงการโซลาร์ฟาร์ม 5 แห่ง (เพิ่มขึ้น 308MW) และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) 2 แห่ง (เพิ่มขึ้น 289MW) ใน 4Q68, 3) การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพิ่มเติม (เพิ่มขึ้น 110MW) ภายใต้ GULF1, 4) Data Center แห่งใหม่ เฟส 1 (COD: เมษายน 2568) ที่มีลูกค้าจองเต็มแล้ว (GULF ถือหุ้น 40%), และกำไรที่เพิ่มขึ้นจาก ADVANC (GULF ถือหุ้น 40.4%) เนื่องจากคาดว่ารายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้งาน (ARPU) จะเติบโตและกำไรมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นหลังการประมูลคลื่นความถี่
นอกจากนี้ยังคาดว่า GULF จะมีรายได้เงินปันผลจาก KBANK (GULF ถือหุ้น 3.25%) ใน 2Q68 ด้วย โดยคาดว่า GULF จะมีกำไรที่เกิดขึ้นครั้งเดียวจำนวนมากถึง 4.5 หมื่นล้านบาท จากการต่อรองราคาซื้อ ซึ่งคาดว่าจะบันทึกใน 2Q68 ซึ่งจะชดเชยค่าที่ปรึกษาที่บันทึกใน 1Q68 และ 2Q68
กระทบอย่างไร:
ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลุ่มพลังงาน (SET ENERG) ปรับขึ้น 1.40% ขณะที่ SET Index ปรับลง 3.0% สู่ 1,168.12 จุด
กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:
InnovestX Research แนะนำ OUTPERFORM สำหรับ GULF โดยให้ราคาเป้าหมายกลางปี 2568 อ้างอิงวิธี DCF ที่ 70 บาทต่อหุ้น (WACC 4.9% และ terminal value 1.6%) และเลือก GULF เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มสาธารณูปโภค
ด้าน valuation ของ GULF น่าสนใจมากขึ้น โดยอัตราส่วน PE ปี 2568 ลดลงจากระดับ 32 เท่าก่อนควบรวมกิจการ มาอยู่ที่ 29 เท่า นอกจากนี้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่คาดหวังก็เพิ่มขึ้นจาก 1.9% มาอยู่ที่ 2.3% ทั้งนี้คาดการณ์ถึง sentiment เชิงบวกจากวงจรอัตราดอกเบี้ยขาลงทั่วโลก ซึ่งจะส่งผลดีต่อ GULF เนื่องจากธุรกิจของบริษัทต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก ทำให้จำเป็นต้องจัดหาเงินทุนด้วยการกู้ยืมค่อนข้างสูง (ปกติแล้วสัดส่วนหนี้สินต่อทุนจะอยู่ที่ 3:1) ดังนั้นจึงคงมุมมองเชิงบวกต่อความแข็งแกร่งของผลประกอบการในระยะ 1-2 ปีข้างหน้าของ GULF
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือ ผลตอบแทนจากการลงทุนในโครงการใหม่ต่ำกว่าคาด และการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ ปัจจัยเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญ คือ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
GULF – คว้าโอกาสเติบโต
https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/research/company-analysis/high-conviction/gulf-hc-20250403