×

Grab ชะลอเก็บ ‘ค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง’ สู้พิษน้ำมันแพง ห่วงผลักภาระให้ลูกค้า แม้อินเซนทีฟพิเศษ 10 ล้านใกล้หมด

27.03.2026
  • LOADING...
ภาพหน้าจอแสดงข้อความ 'Grab เมินเก็บ ค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง ชี้ไม่ควรผลักภาระให้ลูกค้า' สื่อถึงนโยบาย Grab ไม่ขึ้นค่าธรรมเนียมแม้ราคาน้ำมันแพง

แกร็บ ประเทศไทย (Grab) กางแผนรับมือวิกฤตราคาน้ำมันแพงจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง หลังมาตรการอัดฉีดงบ 10 ล้านบาทช่วยคนขับและไรเดอร์เตรียมหมดลงในช่วงต้นเมษายนนี้ รับเร่งศึกษามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม พร้อมประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 เตรียมรุกบริการใหม่ ‘สินเชื่อส่วนบุคคลสำหรับลูกค้าทั่วไป’ เป็นครั้งแรก

 

 
 

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 18 มีนาคม Grab ผู้เป็นแพลตฟอร์มแอปเรียกรถและเดลิเวอรีรายใหญ่ของไทยได้พิจารณาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมัน จึงประกาศมอบ ‘อินเซนทีฟพิเศษ’ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันให้แก่คนขับและไรเดอร์

 

มาตรการดังกล่าวครอบคลุมทั้งบริการรับ-ส่งผู้โดยสาร และบริการเดลิเวอรีผ่านแอปพลิเคชัน Grab โดยจะมีการสนับสนุนค่าน้ำมันในทุกเที่ยวของการให้บริการ คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 10 ล้านบาท เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น

 

โดยในวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่แถลงทิศทางประจำปี 2569 จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ Grab ประเทศไทย ระบุว่างบก้อนดังกล่าวเป็นการอุดหนุน 13 บาทต่อเที่ยว ซึ่งช่วยชดเชยได้บางส่วน และประเมินว่างบกำลังจะหมดในช่วงต้นเมษายน โดยกำลังดูว่าจะมีมาตรการช่วยเหลือต่ออย่างไรบ้าง

 

คล้อยหลังเพียง 1 วัน คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบในการปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิน ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด ในวันที่ 26 มีนาคม 2569 ปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้น 22% ซึ่งการปรับราคาเป็นผลมาจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

 
 

ไม่อยากผลักภาระให้ลูกค้า

 
 เมื่อถูกถามว่า ควรเก็บค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง (Fuel Surcharge) หรือไม่ จันต์สุดา ระบุว่า “ยังอยู่ในช่วงการพิจารณาและไม่ได้ข้อสรุป เนื่องจากสินค้าอื่นก็แพงขึ้นพร้อมกัน ทั้งพลาสติก ปุ๋ย หรือไข่ไก่ การผลักภาระให้ผู้บริโภคทั้งหมดจึงไม่เหมาะสม”

 

ทางออกระยะยาวที่ Grab เน้นคือการผลักดันรถ EV ซึ่งประหยัดค่าพลังงานได้ 60 ถึง 70% เทียบกับน้ำมัน ช่วยให้คนขับไม่ต้องกังวลเรื่องราคาน้ำมันผันผวน

 

โปรแกรม EV เริ่มมาประมาณ 3 ปี จากหลักร้อยคันขยายมาสู่หลักพันคัน โดยมาจากทั้งโปรแกรมของ Grab เองแบบผ่อนหรือเช่าในราคาเริ่มต้นประมาณ 8,000 ถึง 11,000 บาท ผ่อน 5 ปี นอกจากนี้ยังมีคนขับที่มี EV ของตัวเองมาเข้าระบบ พร้อมเตรียมขยายความร่วมมือกับผู้ผลิตรถเพิ่มเติมผ่านโปรแกรมเช่ารถ EV ทั้ง 2 ล้อและ 4 ล้อ

 

แม่ทัพแกร็บ ประเทศไทยมองสถานการณ์ความตึงเครียดนี้คล้ายกับช่วงโควิดที่เป็นภาวะราคาพุ่งฉับพลัน โดย Grab มีข้อได้เปรียบที่ครอบคลุมธุรกิจทั้งฝั่งการเดินทางและฝั่งเดลิเวอรี

 

หากสถานการณ์รุนแรงจนคนต้อง Work from Home มากขึ้น จะใช้วิธีลดงบการตลาดฝั่งการเดินทางลง จากนั้นจะนำงบที่ได้มาอัดฉีดโปรโมชันให้ฝั่ง GrabFood และ GrabMart แทน รวมถึงอาจพิจารณาให้คนขับรถยนต์หันมาช่วยส่งอาหารเหมือนที่เคยทำ

 

ผู้บริหารย้ำว่าโควิดคือสถานการณ์ที่อยู่คนละระดับความรุนแรงกับปัจจุบัน แต่ต้องมีแผนสำรองรองรับทุกความผันผวน ส่วนการช่วยเหลือร้านอาหาร บริษัทยังไม่ลดค่าคอมมิชชัน (ปัจจุบัน Maximum อยู่ที่ 30%) เพราะมีต้นทุนทั้งจ่ายให้ไรเดอร์รวมถึงการทำโปรโมชัน ทำให้มีพื้นที่ลดได้น้อยมาก

“แนวทางที่เลือกใช้แทนคือการดึงงบการตลาดมาสนับสนุนส่วนลดให้ผู้ใช้ เพื่อให้ออเดอร์ร้านค้าเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ สำหรับประเด็นการช่วยเหลือร้านค้าในกรณีที่ค่าน้ำมันขึ้น ยังอยู่ในขั้นตอนศึกษาและเก็บเป็นการบ้านต่อไป”

 

ยอดสั่งซื้อยังทรงตัว

 

ข้อมูล Basket Size หรือยอดสั่งซื้อเฉลี่ยในกรุงเทพฯ อยู่ที่ 230 ถึง 240 บาทต่อออเดอร์ ส่วนต่างจังหวัดอยู่ที่ 100 กว่าบาทต่อออเดอร์ ปัจจุบันยังคงทรงตัวและไม่มีสัญญาณลดลง รวมถึงยังไม่พบว่าร้านอาหารปรับราคาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

สิ่งนี้สะท้อนว่าภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันยังไม่กระทบโดยตรงต่อพฤติกรรมการสั่งอาหาร สอดคล้องกับรายงาน e-Conomy SEA โดย Google, Temasek และ Bain & Company ที่ระบุว่าเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โต 15% โดยไทยเติบโตสูงถึง 16% สวนทางกับจีดีพีที่ค่อนข้างต่ำ

 

ขณะที่ตลาดส่งอาหารออนไลน์ในไทยเติบโต 22% มีมูลค่าราว 161,000 ล้านบาท ดันให้ไทยเป็นตลาดใหญ่อันดับ 2 รองจากอินโดนีเซีย แม้จะมีประชากรน้อยกว่าถึง 4 เท่า โดย Grab ครองส่วนแบ่งตลาดในไทยที่ 47%

 

ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับการเติบโตในปี 2568 ที่พบว่าคนขับที่ใช้งานประจำต่อเดือนเติบโตขึ้น 50% ขณะที่ร้านค้าซึ่งมียอดขายจริงเติบโตประมาณ 10% ส่วนผู้ใช้บริการที่ทำธุรกรรมรายวันเติบโตขึ้น 37% ตอบรับกับกลยุทธ์บริการ GrabCar Saver ที่ดันให้ความถี่ใช้งานเติบโต 19%

 

ฝั่งบริการระดับเรียกรถพรีเมียมก็ยังคงเติบโตถึง 90% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ขณะที่บริการ GrabForBusiness สำหรับองค์กรเติบโตถึง 45% โดยมีลูกค้าหลักจากกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา เทคโนโลยี และอีคอมเมิร์ซ

 
 

ส่งสินเชื่อใหม่เจาะกลุ่มบุคคล

 

อีกธุรกิจที่โดดเด่นคือการให้สินเชื่อแก่คนขับและร้านอาหารที่เติบโตถึง 40% ปัจจัยสำคัญคือการมีข้อมูลเชิงลึกของผู้กู้ ทั้งจำนวนรอบการขับต่อวัน, ยอดขายของร้านอาหาร, ความถี่ในการปิดร้าน และคะแนนเรตติง มาประมวลผลเป็นเครดิตสกอริง

 

ข้อมูลทั้งหมดทำให้ตัวเลขหนี้เสียอยู่ในระดับต่ำมากที่ 2% กว่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของธนาคารแห่งประเทศไทย สำหรับในปี 2569 นี้ บริษัทเตรียมรุกตลาดต่อด้วยการทดลองเปิดตัวสินเชื่อเงินสด Grab Quick Cash ให้กับบุคคลทั่วไปเป็นครั้งแรก

 

บริการสินเชื่อใหม่นี้เจาะกลุ่มผู้ที่ต้องการทุนประกอบอาชีพ วงเงินสูงสุด 20,000 บาท ผ่อนจ่ายสูงสุด 6 เดือน เงื่อนไขคือต้องอายุ 20 ปีขึ้นไป ผ่านการยืนยันตัวตน และใช้แอปพลิเคชันมาแล้วอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อใช้ข้อมูลประเมินความเสี่ยง ทั้งการใช้บัตรเครดิตและความถี่ไปสนามบิน

 

รวมถึงการพิจารณาสัดส่วนการใช้ GrabBike เทียบกับ GrabCar และพฤติกรรมการสั่งซื้อรวม โดยเมนูขอสินเชื่อใหม่นี้จะแสดงเฉพาะผู้ที่ผ่านเกณฑ์ประเมินจากฐานข้อมูลแล้วเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น GrabCar Group Ride บริการนั่งรถร่วมกับเพื่อนและหารค่าโดยสาร

 

รวมถึงฟีเจอร์ GrabMart Basket Builder ที่ใช้เอไอช่วยค้นหาสินค้าด้วยภาพถ่ายหรือเสียงสั่งงาน และการจับมือกับกลุ่มโรงแรม IHG เพื่อให้บริการรับส่งแขกโรงแรมผ่าน GrabForBusiness โดยสามารถนำค่าเดินทางรวมกับบิลห้องพักได้โดยตรง

 

“เรามุ่งเน้นให้ระบบนิเวศทั้งหมดเติบโตไปพร้อมกับแพลตฟอร์ม แม้ในสภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน” จันต์สุดา กล่าวทิ้งท้ายถึงทิศทางธุรกิจ “การปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงจะช่วยให้เรารักษาความเป็นผู้นำตลาด และขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวผ่านความท้าทายนี้ไปได้”

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising