×

Grab ปรับเกมธุรกิจ ใช้ AI สู้ต้นทุนพุ่ง – เพิ่มรายได้ไรเดอร์ ลดภาระผู้ใช้ยุคน้ำมันพุ่งทั่วภูมิภาค พร้อมเล็งขยายโมเดลธุรกิจใหม่กระจายเสี่ยงระยะยาว

12.04.2026
  • LOADING...
ภาพแสดงโลโก้ Grab พร้อมข้อความ Grab 2026 ปรับเกมใช้ AI เพิ่มรายได้ไรเดอร์ ลดภาระผู้ใช้

ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนราคาน้ำมันที่พุ่งสูงและผันผวน กำลังบีบให้ธุรกิจแพลตฟอร์มเผชิญโจทย์ยากรอบด้าน ทั้งการรักษาระดับราคาบริการ ความสามารถในการแข่งขัน ไปจนถึงรายได้ของพาร์ตเนอร์ในระบบ ไม่ว่าจะเป็นไรเดอร์ ร้านค้า หรือผู้ประกอบการรายย่อย

 

วิกฤตครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของต้นทุนที่แพงขึ้นอย่างเดียว แต่กำลังลุกลามเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้าง ที่บังคับให้ผู้เล่นในอุตสาหกรรมต้องเร่งปรับตัว เพื่อรักษาการเติบโตของธุรกิจ

 

ในจังหวะนี้ Grab เลือกเดินเกมรุก ด้วยการยกระดับ AI จากเพียงเครื่องมือเสริม สู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญขององค์กร เพื่อใช้เป็นกลไกหลักในการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสใหม่ในระบบเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม

 

ท่ามกลางบริบทดังกล่าว THE STANDARD WEALTH มีโอกาสเดินทางไปยังงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ประจำปี GrabX 2026 ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นทิศทางการทรานส์ฟอร์มครั้งสำคัญของ Grab ในการใช้ AI เป็นทางรอดของธุรกิจ

 

ฟิลลิป แคนดัล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Grab ได้ประกาศวิสัยทัศน์ ‘AI First with Heart’ บนเวที พร้อมเน้นย้ำถึงทิศทางการนำ เทคโนโลยี AI มาแก้ทุก Pain Point ของธุรกิจ

 

หัวใจสำคัญของงานนี้ Grab ได้วางตำแหน่ง AI เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของการเติบโตทางธุรกิจ โดยไม่จำกัดการเข้าถึงเฉพาะผู้ที่มีความรู้หรือกำลังซื้อสูง แต่ต้องการให้ทั้งไรเดอร์ แม่ค้า และ ผู้ประกอบการรายย่อย สามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือเพิ่มโอกาสและรายได้ได้อย่างเท่าเทียม

 

ยิ่งในช่วงวิกฤตต้นทุนน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น มองว่า AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการลดต้นทุนแฝง และ เพิ่มประสิทธิภาพในระบบทั้งหมด เพื่อรักษาสมดุลระหว่างราคาบริการ ความสามารถในการแข่งขันและรายได้ของพาร์ตเนอร์

 

เปิดตัวนวัตกรรม AI ใหม่ ลดภาระผู้ใช้ยุคน้ำมันแพง

 

Grab ได้เปิดตัว 13 นวัตกรรมและบริการใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ยกระดับแพลตฟอร์มจากซูเปอร์แอปไปสู่การเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะ (Intelligent Everyday Guide) ที่การใช้งานของพาร์ตเนอร์และลูกค้านับล้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้ชีวิตสะดวกขึ้น

 

 

สำหรับหน้าที่ของ AI จะถูกนำไปต่อยอดในหลายมิติธุรกิจ เริ่มตั้งแต่ ส่วนของ Group Ride บริการเรียกรถสำหรับการเดินทางเป็นกลุ่ม จะช่วยให้ผู้ใช้บริการประหยัดค่าโดยสารได้มากถึง 40% เมื่อเดินทางในเส้นทางใกล้เคียงกัน โดยปัจจุบันได้เปิดให้บริการแล้วในประเทศอินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และไทย ส่วนเวียดนามภายจะเปิดในไตรมาสที่ 3 นี้

 

สำหรับการทำงานของ AI จะทำหน้าที่จัดลำดับการเดินทาง พร้อมคำนวณค่าโดยสารของแต่ละคนโดยวัดจากระยะทาง สภาพการจราจรและยังเตรียมเปิดตัวฟีเจอร์ Waiting Room เร็วๆ นี้ เพื่อให้ทุกคนสามารถเช็กความพร้อมของผู้ร่วมเดินทาง และติดตามสถานะของรถได้แบบเรียลไทม์

 

ตามด้วย Grab More ฟีเจอร์ที่ให้ผู้ใช้บริการและคนใกล้ชิดสามารถสั่งอาหารจากร้านที่อยู่ใกล้กันในออร์เดอร์เดียวกันได้โดยไม่ต้องเสียค่าส่งเพิ่ม ไม่มีขั้นต่ำในการสั่งซื้อ และไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมคำสั่งซื้อขนาดเล็ก โดยมี AI เป็นตัวช่วยเพื่อให้อาหารจากคนละร้านส่งถึงมือได้ในเวลาเดียวกัน และ Grab AI Assistant เลขาส่วนตัวอัจฉริยะในรูปแบบ AI ที่จะเข้ามาวางแผนงานเลี้ยงบริษัท ทั้งการสั่งผ่านฟูดเดลิเวอรีหรือการทานที่ร้าน

 

รวมถึง Cash Loan สินเชื่อเงินสดของบุคคลทั่วไปที่ใช้ข้อมูลของแกร็บและ AI มาช่วยวิเคราะห์และประเมินศักยภาพทางการเงินของผู้สมัคร ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์ความต้องการทางด้านการเงินของผู้คนหลายล้านคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ ซึ่งเตรียมเปิดตัวในไทยและมาเลเซียภายในช่วงกลางปีนี้

 

“เป้าหมายของการเปิดตัวผู้ช่วย AI ก็เพื่อช่วยหนุนไรเดอร์ ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้ แต่ยังช่วยลดการวิ่งรถโดยไม่จำเป็น ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในช่วงน้ำมันแพง โดยระบบสามารถแนะนำเส้นทาง พื้นที่ที่มีดีมานด์สูง และจัดลำดับงานอย่างเหมาะสม ทำให้คนขับสามารถรับงานได้ต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีพาร์ตเนอร์ใช้งานแล้วกว่า 5 แสนราย และมีแผนขยายอีกหลายล้านราย ซึ่งสะท้อนการเร่งใช้ AI เป็นเครื่องมือรับมือวิกฤตต้นทุนในระดับภูมิภาค” ฟิลลิปย้ำ

 

กลยุทธ์ AI คือทางรอดฝ่าวิกฤต

 

นอกจากนี้ Grab ยังเดินหน้าขยาย AI จากแพลตฟอร์มดิจิทัลสู่โลกความจริง ผ่านการพัฒนา เทคโนโลยี ฮาร์ดแวร์ เช่น กล้องอัจฉริยะ ยานยนต์ไร้คนขับ และหุ่นยนต์ โดยหนึ่งในไฮไลต์คือการเปิดตัว ‘Carrie’ หุ่นยนต์ช่วยรับ-ส่งสินค้า ที่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ Pain Point ให้คนขับ เช่น การเสียเวลาหาอาหารในห้าง หรือรอรับสินค้า โดย Carrie จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางรับสินค้าแทน ซึ่งช่วยลดเวลาที่สูญเสียไปถึงราว 10% และเพิ่มโอกาสในการรับงานต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันจะอยู่ในช่วงทดลอง แต่ถือเป็นก้าวสำคัญของ Grab ในการเข้าสู่ธุรกิจหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในอนาคต

 

 

ในช่วงเวลาเดียวกัน ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหา Technology Gap โดยเฉพาะในกลุ่มร้านค้ารายย่อยและประเทศที่โครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตยังไม่สมบูรณ์ เช่น ฟิลิปปินส์ โดยแนวทางสำคัญคือการใช้ Edge AI หรือการประมวลผลบนอุปกรณ์ภายในร้านโดยตรง เพื่อลดการพึ่งพาอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เช่น วิเคราะห์ข้อมูลจาก CCTV แบบเรียลไทม์, ใช้ ดาต้า รองรับร้านค้าขนาดเล็ก ซึ่งจะทำให้สามารถขยายตลาดขนาดเล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ในระยะยาว

 

เล็งขยายโมเดลธุรกิจใหม่ กระจายเสี่ยง รับแรงกดดันต้นทุนระยะยาว

 

ในเชิงกลยุทธ์ Grab ยังคงยึดแนวทาง Product-led growth โดยมองว่าผลิตภัณฑ์คือหัวใจของการเติบโต และไม่สามารถแยกออกจากรายได้ของบริษัทได้ โดยบริษัทตั้งเป้าเป็น Regional Super Hub ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมขยายไปยังไต้หวัน ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการเข้าซื้อกิจการ และรอการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล

 

ฟิลลิปกล่าวต่อว่า AI จะไม่ใช่แค่เป็นฟีเจอร์เสริม แต่จะเป็นตัวเร่งการเติบโตให้องค์กร และยังตั้งเป้าขยายสู่ธุรกิจใหม่ Travel Solutions ที่ครอบคลุมตั้งแต่การเดินทาง การใช้จ่าย ไปจนถึงการจองที่พัก ซึ่งถือเป็น Blue Ocean ใหม่ในระบบของ Grab

 

นอกจากการเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ๆ แล้ว Grab ยังปรับโครงสร้างรายได้เพื่อรองรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเตรียมพัฒนาโมเดล Subscription สำหรับบริการ Cloud Printer และ Virtual Store Manager และการขยายสู่ Intelligent Everyday Guide จะช่วยเพิ่มความถี่ในการใช้งาน และสร้างรายได้จากบริการใหม่ๆ ที่ไม่ขึ้นอยู่กับธุรกิจขนส่งเพียงอย่างเดียว ซึ่งถือเป็นการกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันในระยะยาว

 

ภายใต้ภาพรวมทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่า Grab กำลังเร่งทรานส์ฟอร์มแพลตฟอร์มครั้งใหญ่ ที่ผสาน AI เทคโนโลยี ฮาร์ดแวร์ และบริการทางการเงินเข้าด้วยกัน เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจในระดับภูมิภาค

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising