Goldman Sachs สถาบันการเงินข้ามชาติชั้นนำระดับโลก เผยบทวิเคราะห์แนวโน้ม ตลาดหุ้นสหรัฐในปี 2569 โดยแบ่งคาดการณ์ออกเป็น 5 ประเด็นหลัก โดยนักวิเคราะห์วอลล์สตรีทส่วนใหญ่ ยังคงมุมมองในแง่บวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐ แม้ว่าราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2565 โดยดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 16% ในปี 2568 ซึ่งสูงกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยในอดีตที่ 10% ต่อปี
1. ตลาดหุ้นสหรัฐยังเป็นขาขึ้น แต่โตชะลอลง
แม้ตลาดหุ้นสหรัฐจะยังคงอยู่ในสภาวะ ‘ตลาดกระทิง (Bull Market)’ ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569 แต่จะลดความร้อนแรงลง Goldman Sachs ประเมินว่า ดัชนี S&P 500 จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 7,600 จุด หรือเติบโตขึ้น 12% ในปี 2569 โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก จากการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน ที่ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
2. หุ้นกลุ่มวัฏจักร (Cyclicals) ผลตอบแทนโดดเด่น
ภาวะการเงินในช่วงต้นปี 2569 คาดว่าจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของหุ้นกลุ่มวัฏจักร (Cyclical Investments) ซึ่งมักจะให้ผลตอบแทนที่โดดเด่นเมื่อเศรษฐกิจขยายตัว โดย Goldman Sachs มองว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐจะเริ่มฟื้นตัว เนื่องจากหน่วยงานรัฐกลับมาดำเนินการตามปกติ หลังรัฐบาลกลางถูกชัตดาวน์ยาวนาน ที่สุดในประวัติศาสตร์เป็นเวลา 43 วัน ทั้งนี้ยังมีปัจจัยสนับสนุนอื่นๆ ที่สำคัญได้แก่
- แรงส่งจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ‘Big Beautiful Bill’ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
- ภาวะการเงินที่ผ่อนคลายลง
- ผลกระทบจากภาษีศุลกากร (Tariffs) ที่น้อยกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้
“ภาคธุรกิจจะได้รับอานิสงส์จาก ‘ปัจจัยหนุนด้านรายได้’ (Revenue Tailwinds) ตามการเร่งตัวของเศรษฐกิจ โดยไม่ต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านค่าแรง ที่พุ่งสูงขึ้น หรือการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ซึ่งมักเป็นลักษณะเด่นของภาวะเศรษฐกิจช่วงปลายวัฏจักร (Late-cycle)”
อย่างไรก็ตาม แม้หุ้นกลุ่มวัฏจักรจะเริ่มขยับตัวขึ้นมานำตลาดตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 แต่เหล่านักกลยุทธ์มองว่า นักลงทุนยังไม่ได้สะท้อนปัจจัยบวก (Priced in) เข้าไปในราคาหุ้นอย่างเต็มที่
3. Big Tech ทุ่มเงินลงทุน AI 16 ล้านล้าน
ค่าใช้จ่ายในการลงทุน (CapEx) ด้าน AI ของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ (Hyperscalers) จะยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดย Goldman Sachs คาดว่า เม็ดเงินลงทุนใน AI อาจพุ่งสูงขึ้น 36% สู่ระดับ 5.39 แสนล้านดอลลาร์ (16 ล้านล้านบาท) ในปี 2569 และเป็นแนวโน้มต่อเนื่องไปถึงปี 2570 ซึ่งคาดว่าเม็ดเงินลงทุน จะเติบโตขึ้นอีก 17% จนแตะระดับ 6.29 แสนล้านดอลลาร์ (19 ล้านล้านบาท) อย่างไรก็ตาม ในระยะถัดไปค่าใช้จ่ายการลงทุน AI มีแนวโน้มชะลอลง
“เมื่อตัวเลขรายจ่ายและภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น ในท้ายที่สุดผลกำไร จำเป็นต้องเติบโตล้อตามกันไป เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงความสมเหตุสมผล และความคุ้มค่าของการลงทุนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง”
4. หมดยุคขายฝัน AI ต้องทำกำไรจริง
นักวิเคราะห์มองว่า หุ้นกลุ่ม AI กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่วัฏจักรการเติบโตใหม่ ซึ่งเป็นเฟส 3 ในปี 2569 โดยมีลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญดังนี้
- ค่าใช้จ่ายในการลงทุน AI ชะลอลง โดยในช่วง ‘เฟส 2’ ที่ผ่านมา ราคาหุ้น AI ถูกกำหนดด้วยการทุ่มงบประมาณลงทุนมหาศาลของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เช่น การสร้าง Data Center และซื้อชิปประมวลผล แต่ในเฟส 3 นี้ แนวโน้มค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะเติบโตในอัตราที่ช้าลง
- หมดยุคขายฝัน AI ต้องทำกำไรได้จริง แม้ในเฟสที่ 3 บริษัทต่างๆ จะหันมาประยุกต์ใช้ AI ในธุรกิจมากขึ้น แต่นักลงทุนจะยังไม่ปักใจ เชื่อว่าบริษัทนั้นจะได้ประโยชน์ในระยะยาว จนกว่าบริษัทจะสามารถพิสูจน์ ให้เห็นในงบการเงินว่า AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ได้จริง และประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นนั้น ทำให้กำไรเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม
- ผู้ชนะกลุ่มใหม่ปรากฎตัว เมื่อการนำ AI มาประยุกต์ใช้ ขยายวงกว้างไปสู่ภาคธุรกิจต่างๆ มากขึ้น ตลาดจะเริ่มเห็นความชัดเจน ว่าหุ้นตัวไหนคือ ‘ผู้ชนะที่แท้จริง’ โดยไม่เหมารวมการเติบโตทั้งอุตสาหกรรม หลังผู้ชนะในเฟส 2 คือบริษัทผู้ผลิตชิป และโครงสร้างพื้นฐาน
5. ดีลควบรวม-ซื้อกิจการ(M&A) ยังแข็งแกร่ง
ในปี 2569 คาดว่าธุรกรรมการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) จะเติบโตขึ้น 15% โดยมีปัจจัยสนับสนุนต่างๆ เช่น การเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง สภาพแวดล้อม การเงินที่ผ่อนคลายลง และความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในหมู่ผู้นำธุรกิจ ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้จะช่วยสนับสนุนให้ดีล (M&A) ประสบความสำเร็จเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ กิจกรรม M&A เริ่มฟื้นตัวในปี 2568 โดยมูลค่าธุรกรรม M&A ขนาดใหญ่ในสหรัฐ ทั้งในกลุ่มผู้ซื้อเชิงกลยุทธ์ (Strategic Acquirers) และกลุ่มทุนสปอนเซอร์ (Sponsor Acquirors) พุ่งทะลุระดับ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 75% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม Goldman Sachs เตือนให้นักลงทุนระมัดระวังเรื่องราคาหุ้นที่ค่อนข้างแพง เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง รวมถึงความผันผวนจากนโยบายภาษีศุลกากร และความไม่แน่นอนทางการคลัง ซึ่งอาจทำให้ตลาดเกิดการปรับฐาน (Correction) ได้เป็นระยะ แต่ในภาพรวมระยะยาวตลาดยังคงมีทิศทางเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน
ภาพ: Pavel Ignatov/Shutterstock
อ้างอิง:


