เมื่อก้าวเข้าสู่เดือนที่สองของปีนี้ เริ่มความผันผวนเริ่มกลับมาเยือนตลาดอีกครั้ง โดยเฉพาะแรงเทขายทำกำไรระยะสั้นที่กดดันราคาทองคำและแร่เงินให้ร่วงลงแรงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา นักลงทุนต้องรับมืออย่างไร
ดร.รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ Head of Investment Strategy & Head of Trading Product Specialist บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา สินทรัพย์อย่างทองคำจะปรับตัวลงแรงเกือบ 10% และแร่เงิน ร่วงลงกว่า 30% แต่หากพิจารณาภาพรวม สภาพคล่อง (Liquidity) ในตลาดการเงินโลกยังไม่ได้หายไปไหน สะท้อนจากการดีดตัวกลับของตลาดหุ้นเอเชียและราคาทองคำที่เริ่มฟื้นตัว
โดยสาเหตุหลักของการย่อตัว มาจากกระแสข่าวการตั้งประธานเฟดคนใหม่ คือ Kevin Warsh ซึ่งตลาดกังวลว่าจะทำให้นโยบายการเงินไม่ผ่อนคลายเท่าที่ควร แต่ในมุมมองของ InnovestX มองว่านี่เป็นเพียงการย่อยข่าว ของตลาด และการพักฐานครั้งนี้ถือเป็น Healthy Correction หรือการปรับฐานเพื่อไปต่อ ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนระยะกลางถึงยาวในการทยอยสะสม
ชี้ ‘ทองคำ’ มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
สำหรับทองคำ ดร.รัฐศรัณย์ มองว่าโครงสร้างราคาได้เปลี่ยนไปแล้ว (Structural Change) โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญ 3 ประการ ดังนี้
- ธนาคารกลางทั่วโลก หันมาซื้อทองคำเพิ่มขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาดอลลาร์ โดยประเมินว่าจะมีการซื้อเฉลี่ยสูงถึง 800 ตันในปีนี้
- ภาคเอกชน เข้ามาสะสมผ่านกองทุน ETF มากขึ้น
- นโยบายดอลลาร์อ่อน ของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งจะเป็นแรงส่งให้ราคาทองคำปรับขึ้นได้ต่อ
ประเมินเป้าหมาย ‘ทองคำ’ สิ้นปี 69 ลุ้น 5,700 ดอลลาร์
โดย Base Case ประเมินราคาเป้าหมายทองคำสิ้นปีไว้ที่ 4,975 ดอลลาร์/ออนซ์ และหากสถานการณ์เป็นใจ (Best Case) อาจไปได้ถึง 5,700 ดอลลาร์/ออนซ์ ดังนั้นการย่อตัวลงมาจึงเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าสะสม โดยแนะนำให้มีทองคำติดพอร์ตไว้ประมาณ 5-10%
สำหรับคำแนะนำการลงทุน โดยสามารถลงทุนผ่าน กองทุนรวม เช่น กองทุน UOBSGH ซึ่งมีความได้เปรียบกว่าการซื้อทองคำแท่ง ในแง่ของสภาพคล่อง ไม่ต้องเสียค่ากำเหน็จ ค่าเก็บรักษา และที่สำคัญคือได้รับยกเว้นภาษีจากกำไรส่วนต่างราคา (Capital Gain Tax) ซึ่งต่างจากการถือครองทองคำแท่งที่ตามกฎหมายต้องนำมาคำนวณภาษี
หุ้นโลก เฟ้นหาโอกาสใน ‘Late Cycle Rally’
ในฝั่งของตลาดหุ้น ดร.รัฐศรัณย์ นิยามสภาวะตลาดปัจจุบันว่าเป็น Rate Cycle Rally หรือช่วงกลางถึงปลายรอบวัฏจักรเศรษฐกิจ ตลาดขับเคลื่อนด้วยผลกำไรบริษัทจดทะเบียน (Earnings Driven) มากกว่าเพียงแค่การขยายตัวของ Valuation กลยุทธ์สำคัญคือ Stay Selective โดยมองหาตลาดที่มี Valuation ไม่ตึงตัวและมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้
- หุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็ก (US Small Cap) แนะนำกองทุน SCB R2000(A) เนื่องจากหุ้นกลุ่มนี้มีรายได้หลักจากภายในประเทศ (Domestic Consumption) ซึ่งได้ประโยชน์จากนโยบาย America First ของทรัมป์ และโครงสร้างหนี้ส่วนใหญ่เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) หากเฟดลดดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลัง กลุ่มนี้จะมีต้นทุนทางการเงินลดลงและกำไรเพิ่มขึ้นชัดเจนกว่าหุ้นใหญ่
- หุ้นอินเดีย แนะนำกองทุน K-INDX ล่าสุดมีข่าวดีจากการเจรจาลดภาษีกับสหรัฐฯ จาก 25% เหลือ 18% และยังเป็นตลาดที่ช่วยกระจายความเสี่ยงจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (Tech Bubble) ได้ดี
- หุ้นจีน: แนะนำกองทุน K-CHINA-T10+ โดยจับตาช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ที่จะมีการประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 15 ซึ่งคาดว่าจะเน้นสนับสนุนกลุ่ม Hardcore Technology เช่น EV, Battery, Robotics และ Semiconductor
แนะนำจัดพอร์ต Core & Satellite Strategy
ท่ามกลางความผันผวนในปีนี้ ดร.รัฐศรัณย์ แนะนำให้นักลงทุนจัดพอร์ตแบบผสมผสาน ดังนี้
- Core Port (พอร์ตหลัก) เน้นถือยาวในสินทรัพย์คุณภาพ เช่น หุ้นโลกและทองคำ เพื่อรอรับผลตอบแทนจากการลดดอกเบี้ยของเฟดที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 1-2 ครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง
- Satellite Port (พอร์ตเสริม) ใช้สำหรับจับจังหวะทำกำไร (Tactical Trading) เมื่อตลาดปรับตัวขึ้นแรงให้ทยอยขายทำกำไรบ้าง เพื่อรอจังหวะเข้าซื้อเมื่อตลาดย่อตัวแบบ Healthy Correction
โดยสรุป ทั้งทองคำและหุ้นโลกยังมี Upside แต่โอกาสอยู่ที่การ เลือก (Selective) และ จับจังหวะ การย่อตัวเพื่อสะสมสินทรัพย์ที่โครงสร้างพื้นฐานยังแข็งแกร่ง ในขณะที่กระจายความเสี่ยงออกจากตลาดที่ Valuation เริ่มตึงตัว
ภาพ: Volodymyr TVERDOKHLIB/Shutterstock


