×

บริษัทโรงกลั่นยักษ์ใหญ่โลกเผยกำไรเฉลี่ยไตรมาส 3 สูงสุดรอบเกือบ 4 ปี แม้ทรัมป์เคยบอกว่ากำลังทำเงินกำไรเกินไป

01.11.2026
อุปกรณ์และโครงสร้างโรงกลั่นน้ำมันและก๊าซในเขตอุตสาหกรรมพลังงาน

ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาว่ากลุ่มบริษัทน้ำมันรายใหญ่ อย่าง ExxonMobil และ Chevron กำลังทำกำไร “มากเกินไปจากภาวะขาดแคลน” หลังกำไรพุ่งขึ้นจากผลพวงสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน อย่างไรก็ดี ผลประกอบการไตรมาส 3 ของกลุ่มบริษัทน้ำมันและโรงกลั่นที่ทยอยประกาศออกมาสะท้อนว่า บริษัทน้ำมันยังคงได้ประโยชน์อย่างต่อเนื่องจากภาวะอุปทานเชื้อเพลิงตึงตัวและค่าการกลั่นที่อยู่ในระดับสูง

 

Shell, BP, TotalEnergies และ Exxon ต่างรายงาน Refining Margin หรือค่าการกลั่น ซึ่งเป็นตัวชี้วัดรายได้จากการแปรรูปน้ำมันดิบเป็นน้ำมันเบนซิน ดีเซล และน้ำมันเครื่องบิน ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

ส่วน Chevron แม้จะไม่ได้เปิดเผยตัวเลขค่าการกลั่นแยกออกมาในรูปแบบที่เทียบกันได้ แต่รายงานเมื่อ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา ระบุว่า กำไรจากธุรกิจปลายน้ำ (Downstream) ทั้งการกลั่นและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ เพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าจากปีก่อน แตะ 4.9 พันล้านดอลลาร์ หรือกว่า 1.6 แสนล้านบาท โดยบริษัทระบุว่ามาจากมาร์จินการขายผลิตภัณฑ์น้ำมันที่สูงขึ้น

 

ภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางอุปทานน้ำมันสำเร็จรูปที่ตึงตัวทั่วโลก แม้บริษัทน้ำมันจะระบุว่ากำลังเดินเครื่องโรงกลั่นใกล้เต็มกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการแล้วก็ตาม

 

ทั้งนี้ กำไรของ 5 บริษัท ได้แก่ BP, Shell, ExxonMobil Chevron และ TotalEnergies มีกำไรเฉลี่ยรวมกัน 1.126 หมื่นล้านดอลลาร์ ในไตรมาส 3 สูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี

 

Shell รายงานเมื่อวันพฤหัสบดี (29 ต.ค.) ว่า กำไรไตรมาส 3 ปี 2026 เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมทำสถิติค่าการกลั่นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อานิสงส์จากความปั่นป่วนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ดันราคาน้ำมันดิบให้สูงขึ้นและทำให้อุปทานเชื้อเพลิงตึงตัว

 

Adjusted Earnings หรือกำไรที่ปรับปรุงแล้ว ซึ่งเป็นตัวชี้วัดกำไรสุทธิหลักของบริษัท อยู่ที่ 1.081 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 5.43 พันล้านดอลลาร์ในปีก่อน ถือเป็นกำไรรายไตรมาสสูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2022 ช่วงหลังรัสเซียบุกยูเครนเต็มรูปแบบ และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 9.92 พันล้านดอลลาร์ ตามค่าเฉลี่ยประมาณการที่รวบรวมโดย LSEG

 

ด้าน Indicative Refining Margin หรือค่าการกลั่นอ้างอิงของ Shell อยู่ที่ 42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำลายสถิติเดิมที่ 28.04 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อไตรมาส 2 ปี 2022 และเป็นไปตามที่บริษัทคาดการณ์ไว้เมื่อต้นเดือน

 

ทำไมอุปทานถึงตึงตัว

 

ปัจจัยหลักประกอบด้วย การที่ยูเครนยังคงใช้โดรนโจมตีโรงกลั่นของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทานในตะวันออกกลางจากสงครามอิหร่าน รวมถึงการโจมตีซาอุดีอาระเบียโดยกลุ่มฮูตี

 

ปัจจัยเหล่านี้ยิ่งซ้ำเติมปัญหาการปิดตัวของโรงกลั่นในยุโรปและอเมริกาเหนือ แม้จะมีกำลังการกลั่นใหม่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคอื่นก็ตาม โดย Dan Jørgensen กรรมาธิการด้านพลังงานและที่อยู่อาศัยของสหภาพยุโรป ระบุในสัปดาห์นี้ว่า โรงกลั่นในสหภาพยุโรปราว 1 ใน 4 ปิดตัวไปในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา พร้อมเตือนว่ายุโรปกำลังเผชิญวิกฤตความมั่นคงทางพลังงาน

 

นอกจากค่าการกลั่นที่พุ่งสูง ราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นยังช่วยหนุนกำไรของ Integrated Oil Majors หรือบริษัทน้ำมันครบวงจรที่ทำทั้งธุรกิจต้นน้ำ (Upstream: สำรวจและผลิตน้ำมันและก๊าซ) และปลายน้ำ (Downstream: การกลั่น) ส่งผลให้กำไรของกลุ่มนี้ไต่กลับขึ้นไปใกล้ระดับช่วงวิกฤตพลังงานปี 2022 หลังรัสเซียบุกยูเครนเต็มรูปแบบ ซึ่งสวนทางกับผู้บริโภคที่ต้องแบกรับราคาพลังงานที่สูงขึ้น

 

มาตรการรัฐอาจช่วยได้จำกัด

 

นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า ความพยายามของภาครัฐในการกดราคา ทั้งการปล่อยน้ำมันดีเซลจากคลังสำรองฉุกเฉิน และข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียเพื่อเพิ่มอุปทานดีเซลสู่ตลาดโลก อาจส่งผลได้เพียงจำกัด หากไม่สามารถเพิ่มอุปทานได้จริงอย่างมีนัยสำคัญ ความต้องการไม่ชะลอตัวลง หรือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่คลี่คลาย

 

Raphael Portela ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์องค์กรและการวิเคราะห์ของบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน Wood Mackenzie ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า น้ำมันดิบยังคงส่งออกจากภูมิภาคอ่าวได้แม้อยู่ในภาวะสงคราม แต่ต้องแบกต้นทุนค่าขนส่งที่สูงลิ่ว ขณะที่ดีเซลและน้ำมันเครื่องบินที่ควรผลิตได้จากน้ำมันดิบเหล่านั้นแทบไม่ได้ออกสู่ตลาด ขณะเดียวกัน การหยุดชะงักของโรงกลั่นรัสเซียและคำสั่งห้ามส่งออกก็ยิ่งดึงอุปทานออกจากตลาดโลกซ้ำอีกระลอก

 

Portela มองว่า ภาวะตึงตัวจะคลี่คลายได้ก็ต่อเมื่ออุปทานผลิตภัณฑ์น้ำมันกลับมา ผ่านการที่โรงกลั่นได้รับน้ำมันดิบมากขึ้น ทั้งจากโรงกลั่นในภูมิภาคอ่าวกลับมาเดินเครื่อง และการส่งออกของรัสเซียกลับมาเป็นปกติ เขาระบุว่า หากมีข้อยุติเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ ค่าการกลั่นน่าจะปรับลดลงอย่างรวดเร็วจากปัจจัยด้านความเชื่อมั่น แต่ด้วยสต๊อกน้ำมันที่ร่อยหรอลงมาก ภาวะตึงตัวทางกายภาพจะยังลากยาวไปถึงปี 2027

 

อ้างอิง:


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories