เมื่อพูดถึง G-SHOCK สิ่งที่หลายคนนึกถึงคือนาฬิกาทนทานสายสตรีทที่อยู่คู่วงการมานานกว่า 40 ปี แต่วันนี้แบรนด์กำลังขยับตัวครั้งสำคัญในไทย ด้วยการพลิกโฉม Flagship Store แห่งใหม่ที่ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘G-SHOCK Garage’ ที่หยิบบรรยากาศโรงรถมาเป็นแรงบันดาลใจ เน้นดีไซน์ที่ดูแข็งแรงแต่เรียบง่าย
โดยมี เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป (CMG) ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย CASIO G-SHOCK ในไทย เป็นผู้ดำเนินการ โดยร้านแบ่งโซนสินค้าชัดเจน ทั้งโซน G-SHOCK Premium ที่รวมรุ่นไฮเอนด์อย่าง MR-G และ MT-G, โซน G-SHOCK สำหรับคนรุ่นใหม่, โซน G-SHOCK Women & Baby-G, โซน Timeless & Vintage และโซน Edifice
จุดที่น่าสนใจของสาขานี้คือการนำ ‘GORO’ หนึ่งในสี่คาแรกเตอร์ที่ NIGO ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ระดับโลกออกแบบให้ G-SHOCK โดยได้แรงบันดาลใจจากนาฬิการุ่น DW-5000 และ DW-5600 ซึ่งเป็นรุ่นที่นักสะสมรู้จักกันดี มาจัดแสดงที่ร้าน ซึ่งสาขานี้ถือเป็นเพียงไม่กี่แห่งทั่วโลกและเป็นแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำคาแรกเตอร์ตัวนี้มาจัดแสดง
สิรินาถ เรืองสุวรรณเดช Head of Casio Watch บริษัท เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “การนำ GORO มาจัดแสดงที่สาขานี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเพิ่มคุณค่าให้กับแบรนด์ในระดับภูมิภาค”
ตลาดนาฬิกาแข่งดุ แต่ Vintage คือโอกาส
ปัจจุบัน CASIO G-SHOCK มีจุดขายรวมประมาณ 132 แห่งทั่วประเทศ ฐานลูกค้าอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป สัดส่วนชาย 70% หญิง 30% โดยสาขาในเมืองที่มีนักท่องเที่ยวจะมีสัดส่วนลูกค้าต่างชาติเข้ามาด้วย ส่วนสาขาในพื้นที่โลคัลส่วนใหญ่จะเป็นคนไทยและคนในพื้นที่
เมื่อถามถึงภาพรวมตลาดนาฬิกาในไทย สิรินาถยอมรับว่าการแข่งขันค่อนข้างสูง ประกอบกับตัวแปรอื่นๆ ที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว แต่มองว่าด้วยพอร์ตสินค้าที่ครอบคลุมตั้งแต่ราคาหลักพันไปจนถึงหลักแสนบาท ทำให้แบรนด์ยังตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุกกลุ่ม
สิ่งที่น่าจับตาคือปีนี้ G-SHOCK โฟกัสตลาดกลุ่ม Vintage อย่างจริงจัง เพราะเทรนด์การแต่งตัวสไตล์ Vintage กลับมาได้รับความนิยมอย่างชัดเจนในกลุ่ม Gen Z ที่นิยม mix & match นาฬิกาเข้ากับสไตล์การแต่งตัว
สิรินาถมองว่านี่คือโอกาสสำคัญที่แบรนด์เข้ามาตอบโจทย์ได้ตรงจุด ควบคู่กับการเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี รวมถึงคอลเลกชันพิเศษที่ collab กับแบรนด์ระดับโลก
ผู้บริโภคเปลี่ยน แบรนด์ต้องตาม
อีกหนึ่งความท้าทายที่ G-SHOCK ต้องรับมือคือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนมาซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้แบรนด์ต้องขยายช่องทางออนไลน์ควบคู่กับหน้าร้าน เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าได้ทุกช่องทาง
ส่วนเรื่องช่วงเวลาที่คนไทยนิยมซื้อนาฬิกานั้น สิรินาถระบุว่าไม่ได้มีข้อจำกัดตายตัว แต่จะขึ้นอยู่กับช่วงเทศกาลมากกว่า เช่น ปีใหม่และวาเลนไทน์ ที่ลูกค้ามักซื้อเป็นของขวัญ
สำหรับแผนการตลาดปีนี้จะเน้นสร้างความแข็งแรงให้แบรนด์ผ่านแคมเปญ, กิจกรรม และการสื่อสารทั้ง Online และ Offline รวมถึงสร้างกระแสผ่าน KOL และอีเวนต์ในรูปแบบคอมมูนิตี้มากขึ้น
“เป้าหมายของเราคือการทำให้ G-SHOCK เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์และตัวตนของผู้สวมใส่ ไม่ใช่เพียงนาฬิกาบนข้อมือ” สิรินาถกล่าว

