ครั้งหนึ่งชาวประมงที่เรียกว่า ‘เหลียนเจียฉวนหมิน’ (连家船民) ในมณฑลฝูเจี้ยน ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของจีนเคยใช้ชีวิตอยู่บนเรือมาหลายชั่วอายุคน สำหรับพวกเขา เรือไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทำมาหากินเท่านั้น แต่ยังเป็นบ้านของสมาชิกทั้งครอบครัว บางลำใช้ชีวิตร่วมกัน 3 รุ่น ลอยลำอยู่กลางทะเลเป็นส่วนใหญ่ จนพวกเขาเรียกตัวเองว่า ‘ชาวเรือ’ (船民) มากกว่า ‘ชาวประมง’ (渔民) ซึ่งก็หมายถึงการขาดแคลนทั้งที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ไฟฟ้า น้ำประปา และสิ่งจำเป็นพื้นฐาน หลายครอบครัวอยู่ในภาวะยากจนมาอย่างยาวนาน
สถานที่ที่เราได้มาเยือนคือ ‘หมู่บ้านเซี่ยฉี’ (下岐村) ในเมืองหนิงเต๋อ มณฑลฝูเจี้ยน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชาวเรือเหล่านี้เคยอาศัยอยู่นอกชายฝั่ง และที่แห่งนี้ยังมีความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์การพัฒนาของจีนยุคคอมมิวนิสต์หรือจีนสมัยใหม่ด้วย
จุดเริ่มต้นสำคัญของเรื่องราวนี้ย้อนกลับไปในช่วงปี 1988-1990 ซึ่งเวลานั้นสีจิ้นผิงดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเขตหนิงเต๋อ มณฑลฝูเจี้ยน (中共宁德地委书记) ซึ่งเป็นตำแหน่งผู้นำพรรคระดับเขตในขณะนั้น
ข้อมูลจากหอนิทรรศการในหมู่บ้านเซี่ยฉีระบุว่า หนิงเต๋อ (宁德) ในเวลานั้นยังเป็นพื้นที่ชายฝั่งที่พัฒนาค่อนข้างช้า เศรษฐกิจมีขนาดเล็กที่สุดในมณฑลฝูเจี้ยน โดย 6 จาก 9 อำเภอในเมืองถูกจัดเป็นอำเภอยากจน ดังนั้นการได้สัมผัสชีวิตที่ยากลำบากของชาวประมงที่อาศัยอยู่บนเรือในช่วงที่สีจิ้นผิงทำงานที่นี่ จึงกลายเป็นหนึ่งในที่มาของแนวคิดที่จะช่วยให้พวกเขา ‘ขึ้นฝั่งและตั้งหลักปักฐาน’
หลายปีต่อมา สีจิ้นผิงได้ก้าวขึ้นมาทำงานในระดับมณฑล โดยในช่วงปี 1996-1999 ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลฝูเจี้ยน (中共福建省委副书记) โดยในเดือนมิถุนายน 1997 ระหว่างดำรงตำแหน่งดังกล่าว เขาเดินทางกลับไปสำรวจพื้นที่ชายฝั่งฝูติ่งเพื่อติดตามสภาพชีวิตของชาวประมง ซึ่งนิทรรศการบันทึกคำกล่าวของเขาในเวลานั้นว่า แม้สาธารณรัฐประชาชนจีนก่อตั้งมาเกือบ 50 ปีแล้ว แต่ประชาชนบางส่วนยังมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหาทางแก้ไขปัญหาการดำรงชีวิตของพวกเขาให้ได้

ในช่วง ปี 1997-1999 หมู่บ้านเซี่ยฉีจึงเริ่มโครงการระยะแรกในการย้ายชาวประมงขึ้นฝั่ง โดยจัดหาที่ดิน วางผัง ก่อสร้าง และจัดสรรบ้านอย่างเป็นระบบ โดยบ้านแต่ละหลังมีพื้นที่ประมาณ 40 ตารางเมตร พร้อมเงินช่วยเหลือ 13,000 หยวนต่อคน ซึ่งในพื้นที่ตำบลเซี่ยไป๋สือและวานอ้าว มีการสร้างบ้าน 339 หลัง รองรับ 511 ครัวเรือน หรือประชาชน 2,310 คน พร้อมสร้างหมู่บ้านชาวประมงใหม่ 2 แห่ง และจุดตั้งถิ่นฐานอีก 6 แห่ง


ต่อมาในเดือนธันวาคม 1998 สีจิ้นผิง ซึ่งขณะนั้นยังดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลฝูเจี้ยน เดินทางมายังหมู่บ้านเซี่ยฉี เพื่อติดตามสภาพที่อยู่อาศัยของชาวประมงริมแม่น้ำไป๋หม่า แต่สิ่งที่พบเห็นคือบ้านไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ภายในมืดและชื้น และแทบไม่มีเครื่องใช้ในครัวเรือน ภาพการลงพื้นที่ครั้งนั้นจึงสะท้อนสภาพของชาวประมงที่เคยใช้เรือลำเล็กเป็นบ้าน ต้องเผชิญทั้งลมฝนและความไม่มั่นคงในชีวิตมาหลายชั่วอายุคน แต่ชีวิตหลังมีบ้านก็ยังคงยากลำบาก
การ ‘ขึ้นฝั่ง’ จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะโจทย์ต่อมาคือทำอย่างไรให้คนที่มีบ้านแล้วสามารถ ‘ตั้งหลัก’ และ ‘สร้างฐานะ’ ได้ ชุมชนจึงเริ่มขยายอาชีพจากการจับปลาแบบดั้งเดิมไปสู่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การทำฟาร์มในทะเล การก่อสร้าง ไปจนถึงการทำการค้า นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมให้ชาวบ้านเหล่านี้นำเรือประมงบางส่วนไปใช้ด้านการท่องเที่ยวและสร้างรายได้ในรูปแบบอื่น เช่น การให้เช่า เพื่อให้ชาวบ้านได้มีงานทำและสามารถสร้างความมั่งคั่งได้
เมื่อเวลาผ่านไป เศรษฐกิจของชุมชนจึงเปลี่ยนโฉมไปอย่างมาก ข้อมูลที่จัดแสดงระบุว่า ปัจจุบันมีเรือประมงและเรือสนับสนุนการทำประมงจำนวน 420 ลำ พื้นที่เพาะเลี้ยงหอยนางรมกว่า 1,300 หมู่* การเลี้ยงปลาจวดเหลือง (yellow croaker / 黄鱼) ขนาดใหญ่กว่า 2,000 กระชัง และพื้นที่ปลูกสาหร่ายกว่า 1,500 หมู่ ขณะที่ในปี 2025 รายได้เฉลี่ยต่อหัวของผู้ประกอบอาชีพประมงอยู่ที่ 39,798 หยวน นอกจากนี้ยังมีคนในชุมชนเข้าสู่อุตสาหกรรมก่อสร้าง และมากกว่า 300 ครัวเรือนประกอบธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์ประมง ร้านอาหาร บริการ อีคอมเมิร์ซ และการค้า (*หมู่คือหน่วยวัดพื้นที่ของจีน โดย 1 หมู่มีขนาดประมาณ 25 ไร่)


ในเดือนพฤศจิกายน 2000 สีจิ้นผิงกลับมาที่ห้องทำงานในหมู่บ้านเซี่ยฉี เมืองหนิงเต๋ออีกครั้ง และกล่าวไว้ว่า “เราไม่เพียงทำให้พวกเขาย้ายขึ้นฝั่งและตั้งหลักปักฐานเท่านั้น แต่ยังต้องทำให้พวกเขามีฐานะที่ดีขึ้น สามารถอยู่อาศัยอย่างมั่นคง ประกอบอาชีพอย่างเป็นสุข และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีอย่างแท้จริง” ถ้อยคำนี้สะท้อนว่าโจทย์ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการย้ายผู้คนจากเรือขึ้นสู่แผ่นดิน แต่ครอบคลุมไปถึงการสร้างอาชีพ รายได้ และความมั่นคงในชีวิตระยะยาวด้วย

ห้องทำงานที่เคยเป็นของสีจิ้นผิงในสมัยดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเขตหนิงเต๋อ ปี 1988-1990 ซึ่งหมู่บ้านเซี่ยฉีรักษาไว้และจัดแสดงภายในหอนิทรรศการ

สีจิ้นผิงกลับมาห้องทำงานเก่าในหมู่บ้านเซี่ยฉีอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน ปี 2000

ถ้อยคำที่สีจิ้นผิงกล่าวไว้หลังกลับมาเยี่ยมหมู่บ้านในปี 2000

ในหอนิทรรศการมีการจัดแสดงภาพถ่ายครอบครัวชาวประมงหนึ่งซึ่งถ่ายในปี 1984, 1998, 2008, 2018 และ 2020 ทำหน้าที่ฉายภาพช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่านจากวันที่มีเพียงเรือ 1 ลำกับแห 1 ผืน คนสามชั่วอายุอยู่ร่วมเรือลำเดียว ไปสู่การมีบ้านบนฝั่ง พัฒนาอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีชีวิตที่มั่นคงกว่าเดิม
ที่นี่ให้ความสำคัญกับคำว่า ‘ขึ้นฝั่ง’ (上岸) หรือ ‘ซ่างอั้น’ เป็นอย่างมาก เราจะเห็นคำนี้ปรากฏอยู่ตามป้ายสถานที่ต่างๆ หรือของที่ระลึก จนดูเหมือนเป็นคำขวัญประจำหมู่บ้าน มีร้านคาเฟ่หนึ่งที่ผู้เขียนได้ไปลองชิมกาแฟพลัม ซึ่งเป็นกาแฟซิกเนเจอร์ของร้าน ก็มีการตั้งชื่อร้านว่า ‘ซ่างอั้นคาเฟ่’ เช่นกัน เป็นหนึ่งในจุดเช็กอินที่นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ต้องมาแวะถ่ายรูป
ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่าที่นี่แม้เป็นเมืองเล็กๆ แต่ก็มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยแต่ละปีจะมีผู้มาเยือนราว 2,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาตามรอยประวัติศาสตร์ โดยมณฑลฝูเจี้ยนเป็นบ้านเกิดของสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน และที่นี่ยังเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญของแนวคิดสีจิ้นผิงในการแก้ไขปัญหาความยากจนและยกระดับฐานะให้กับชาวบ้าน

เจิ้งเยวี่ยเอ๋อ ผู้นำตำบลกล่าวกับ THE STANDARD ว่า คำว่า ‘ซ่างอั้น’ หรือ ‘ขึ้นฝั่ง’ แฝงความหมายว่า จุดเริ่มต้นของการพัฒนา หรือเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาความแร้นแค้น นอกจากนี้คำคำนี้ยังใช้ในการอวยพรเพื่อขอให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ร่ำรวยขึ้นด้วย



