เงินบาทอ่อนค่าทะลุแนวต้านสำคัญ 32.80 บาทต่อดอลลาร์ นับเป็นระดับที่อ่อนค่าสุดในรอบ 5 เดือน หลัง FOMC ลงมติ 11 ต่อ 1 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในกรอบ 3.5% – 3.75% ด้านพาวเวลล์ไม่ปิดโอกาสที่ Fed จำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย หากผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางรุนแรงและยืดเยื้อกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ Fed และให้โอกาสเพียง 56% ที่ Fed จะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้
วันนี้ (19 มีนาคม 2569) พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 32.79 บาทต่อดอลลาร์ ‘อ่อนค่าลงหนัก’ สอดคล้องกับแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และการปรับตัวลดลงของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางทวีความร้อนแรงมากขึ้น จากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของอิหร่าน โดยอิสราเอล (นำมาสู่การตอบโต้ ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของกาตาร์ โดยอิหร่าน และทางการอิหร่านขู่จะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานอื่นๆ ในตะวันออกกลางเพิ่มเติม) หนุนให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น
นอกจากนี้ แม้ Fed จะมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ (11 ต่อ 1) คงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50%-3.75% ทว่าโทนการสื่อสารของ Fed สะท้อนความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านสูงต่อเงินเฟ้อ สะท้อนจากการปรับคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อ PCE (และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core PCE) สูงขึ้นสู่ระดับ 2.7% ขณะเดียวกัน คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือ Dot Plot ใหม่ของ Fed ยังสะท้อนถึงมุมมองระมัดระวังในการปรับดอกเบี้ยนโยบาย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ประธาน Fed ไม่ปิดโอกาสขึ้นดอกเบี้ย
โดยพูนกล่าวต่อว่า มีจำนวนเจ้าหน้าที่ Fed มากขึ้น ที่มองว่า Fed ควรคงดอกเบี้ย หรือลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง ในปีนี้ เมื่อเทียบกับ Dot Plot ในการประชุมเดือนธันวาคม ปี 2025
กอปรกับถ้อยแถลงของประธาน Fed เจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) ในช่วง Press Conference ที่ย้ำจุดยืนระมัดระวังในการปรับนโยบายการเงิน และไม่ปิดโอกาสที่ Fed จำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย หากผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางรุนแรงและยืดเยื้อกว่าคาด โดยภาพดังกล่าวได้ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ Fed และให้โอกาสเพียง 56% ที่ Fed จะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้
บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความกังวลว่าสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางเสี่ยงทวีความรุนแรงและอาจยืดเยื้อกว่าคาด ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดต่างกังวลว่า Fed อาจปรับลดดอกเบี้ยได้น้อยกว่าที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้า หลังผลการประชุม FOMC ล่าสุดของ Fed สะท้อนแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่ระมัดระวังตัวมากขึ้นและ Fed อาจลดดอกเบี้ยได้เพียง 1 ครั้ง ในปีนี้ ซึ่งภาพดังกล่าวได้กดดันบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ อาทิ Amazon -2.5% และ Miscrosoft -1.9% ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -1.36% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลง -1.46%
พาวเวลล์ยืนกรานอยู่ต่อ ท่ามกลางคดีสอบสวน DOJ
นอกจากนี้ พาวเวลล์ยังสร้างความประหลาดใจให้ตลาด โดยยืนยันว่าเขาไม่มีความตั้งใจจะลาออกจากตำแหน่งกรรมการ Fed จนกว่าการสอบสวนของ Department of Justice (DoJ) เกี่ยวกับโครงการปรับปรุงอาคารจะสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ เขายังระบุว่า หากยังไม่มีผู้สืบทอดตำแหน่งก่อนที่วาระประธานจะหมดลงในเดือนพฤษภาคม เขาจะทำหน้าที่รักษาการประธานต่อไป โดยวาระกรรมการของเขาจะสิ้นสุดในเดือนมกราคม 2028
Fed จับตาเงินเฟ้อสถานการณ์ตะวันออกกลาง
Fed ยังย้ำถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดย Powell กล่าวว่า “ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ไม่มีใครรู้แน่ชัด”
ส่วนในประเด็นราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น Powell อธิบายว่า โดยปกติธนาคารกลางจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยเพียงเพราะราคาพลังงานเพิ่มขึ้น เนื่องจากมักเป็นผลกระทบชั่วคราว แต่เงื่อนไขสำคัญคือประชาชนยังต้องเชื่อว่าเงินเฟ้อจะกลับสู่เป้าหมาย 2% ในระยะยาว ซึ่งปัจจุบันเงินเฟ้อสหรัฐฯ สูงกว่าเป้าหมายนี้มานานถึง 5 ปีแล้ว เขายังเผยว่า Fed ได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการ “ขึ้นดอกเบี้ย” เช่นกัน แต่ย้ำว่าคณะกรรมการส่วนใหญ่ยังไม่มองว่านั่นเป็นกรณีหลัก
การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกันที่ Fed คงดอกเบี้ย แม้สภาพเศรษฐกิจจะเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยก่อนหน้านี้ Fed เคยมั่นใจว่าตลาดแรงงานเริ่มมีเสถียรภาพ แต่รายงานการจ้างงานที่อ่อนแอในเดือนกุมภาพันธ์ รวมถึงสงครามที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ Fed จึงปรับถ้อยแถลงเกี่ยวกับตลาดแรงงานใหม่ โดยระบุว่าอัตราว่างงาน “แทบไม่เปลี่ยนแปลง” ในช่วงที่ผ่านมา
เปิดแนวโน้มค่าเงินบาท ทดสอบโซนแนวต้านสำคัญที่ 33.00 บาทต่อดอลลาร์
พูนกล่าวต่อว่า สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) กลับมามีกำลังมากขึ้นอย่างชัดเจน หลังการอ่อนค่าต่อเนื่องของเงินบาทจนเข้าใกล้โซนแนวต้าน 32.80 บาทต่อดอลลาร์ และเมื่อประเมินจากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้ เรามองว่า ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติม และอาจกลับมาอ่อนค่าแถวโซนแนวต้าน 32.80 บาทต่อดอลลาร์ ได้ (ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เงินบาทสามารถอ่อนค่าเพิ่มเติมทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์) หากบรรดานักลงทุนต่างชาติกลับมาขายสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติม ทว่าการอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกชะลอลงบ้าง ตามแรงขายเงินดอลลาร์จากฝั่งผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะฝั่งผู้ส่งออก ที่อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์แถวโซนแนวต้านดังกล่าว จนถึงโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์
ทั้งนี้ เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยง Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง
“อนึ่ง เรามองว่า ควรระวัง ความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลาง โดยเฉพาะในส่วนของ BOJ เนื่องจากเงินเยนญี่ปุ่นได้อ่อนค่าลงมาพอควรเข้าสู่โซนที่ทางการญี่ปุ่นได้เคยเข้าแทรกแซงก่อนหน้า ซึ่งทำให้ เงินเยนญี่ปุ่นเสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way Risk เช่นกัน โดยเงินเยนญี่ปุ่นอาจอ่อนค่าลงต่อทะลุโซน 160 เยนต่อดอลลาร์ หากทาง BOJ ไม่ได้ส่งสัญญาณชัดเจน ต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย หรือไม่ได้แสดงความกังวลต่อแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นในช่วงที่ผ่านมา ในทางกลับกัน เงินเยนญี่ปุ่นอาจแข็งค่าขึ้นบ้าง หรืออย่างน้อยชะลอการอ่อนค่าลง หาก BOJ ย้ำจุดยืนพร้อมเดินหน้าทยอยขึ้นดอกเบี้ย แต่อาจรอดูสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางไปก่อน และแสดงความกังวลต่อผลกระทบของการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นในช่วงที่ผ่านมา”

