×

F1 Break – การบ้านปิดเทอมของทีม กับงานเพิ่มเติมของแต่ละฝ่าย

30.03.2026
  • LOADING...
Max Verstappen กำลังถูกเข็นรถกลับในระหว่างการแข่งขัน F1

หลังธงตาหมากรุกที่ซูซูกะ อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต โบกสะบัด ตามมาด้วยการฉลองชัยที่ พาร์ค เฟอร์เม่ พร้อมกับรอยยิ้ม และความชุ่มฉ่ำจากแชมเปญบนโพเดียมผ่านไป นั่นหมานความว่า F1 จะห่างหายจากแฟนๆ ไปถึง 5 สัปดาห์

 

 
 

นี่เป็นการหยุดพักยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 ซึ่งเป็นผลกระทบจากโควิด-19 โดยกินเวลามากถึง 35 วัน

 

นี่ยังเป็นการพักเบรกที่รวดเร็วมากในศึก F1 เพราะเพิ่งผ่านมาแค่ 3 เรซเท่านั้น และทั้งหมดล้วนแต่เป็นความสำเร็จของ เมอร์ซีเดส AMG ที่ส่งนักขับไปคว้าอันดับ 1 ได้ทุกสนาม

 

อย่างไรก็ตาม การพักเบรกครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาด้วยความตั้งใจของฝ่ายจัด F1 หากต่อเป็นสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังไม่ใกล้เคียงจะสงบลง การสู้รบยังดำเนินต่อไป ทำให้ความปลอดภัยของนักขับและแฟนๆ ต้องกลายเป็นตัวเลือกแรก

 

การตัดสินใจยกเลิกเรซที่บาห์เรนกับซาอุดีอาระเบีย จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และ หลีกเลี่ยงใม่ได้

 

แม้แฟนๆ จะต้องเหงากันสักหน่อย เพราะการแข่งขัน 2 เรซที่ควรจะเกิดขึ้นในเดือนเมษายนหายไป แต่ในทางตรงกันข้าม มันอาจจะกลายเป็น Golden Time ที่อาจจะปรับโฉมหน้าการแข่งขันในอีก 19 เรซ ที่เหลือ เมื่อ F1 กลับมาแข่งขันอีกครั้งใน ไมอามี กรังด์ปรีซ์ ในเดือน พฤษภาคม

 

แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น หลายฝ่าย ก็ต่างมีการบ้านที่ต้องสะสางให้สำเร็จก่อน เพื่อยกระดับทีมของพวกเขาในการแข่งขันในฤดูกาลนี้ เพื่อทวีความสนุกสำหรับแฟนๆ

 

การสงบจิตใจของ แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน

 

“ทำอะไรก็ตามที่ทำให้ผมยิ้มได้”

 

นั่นคือคำตอบของ แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน เมื่อถูกถามว่า เมื่อ F1 พักเบรก 5 สัปดาห์ เขาจะทำอะไร?

 

แฟนๆ คงทราบกันดีว่า ในช่วงหลัง แม็กซ์ ‘แวะชก’ ไปทั่ว หลังจากฤดูกาลนี้เปิดฉาก เขาแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน กับกฎการแข่งขัน ถึงขั้นกับคิดที่จะแขวนพวงมาลัย

 

ในขณะเดียวกัน นักขับแชมป์โลก 4 สมัย ยังแวะชกรถของทีมตัวเอง หลังจากผ่านมา 3 เรซแล้ว เขายังไม่สามารถขึ้นโพเดียมได้เลย

 

ส่วนหนึ่งของปัญหานี้ คือการปรับเปลี่ยนเพาเวอร์ยูนิต มาเป็น เรดบูลเพาเวอร์เทรน (RBPT) ที่ร่วมมือกับ ฟอร์ด และอีกส่วนก็เป็นเรื่องของกฎใหม่ด้วย

 

แม็กซ์ วิจารณ์กฎใหม่ว่าเป็น “yo-yo racing” ที่ทำให้ลำดับนักขับสลับไปมาอย่างรวดเร็วเกินไป เขาต้องออกจากการแข่งขันที่จีนและเริ่มแสดงความไม่พอใจต่อสื่อมวลชนถึงขั้นไล่นักข่าวออกจากการสัมภาษณ์

 

อย่างไรก็ตาม การที่แม็กซ์ แวะชกและฟาดงวงฟาดงาไปทั่วแบบนี้ ไม่ใข่เรื่องที่ดีทั้งสำหรับทีมและสำหรับตัวเขาเอง เพราะเขาอาจจะขับรถด้วยความคาใจตลอดเวลา และนั่นอาจจะเป็นอุปสรรคในการรีดเร้นศักยภาพที่ตัวเขามีออกมาอย่างเต็มที่

 

ดังนั้น หนึ่งในสิ่งสำคัญที่เขาควรทำในช่วงเบรก นอกจากเล่นเกม หรือทำอะไรให้ตัวเขาเองยิ้มได้แล้ว เขาน่าจะต้องหาทางสงบจิตใจในระหว่างที่ทีมกำลังพัฒนารถควบคู่ไปด้วย

 

เพื่อที่จะให้ตัวเขาออกมาจากช่วงเบรก แบบเฟรซที่สุด และกลับมาเป็น ซูเปอร์แม็กซ์ ที่ยอดเยี่ยมอีกครั้ง

 

วิลเลียมส์ กับการให้รถงดข้าวเหนียวมะม่วง

 

วิลเลียมส์เริ่มต้นฤดูกาลใหม่ภายใต้กฎใหม่ในปี 2026 ด้วยผลงานได้ไม่ดีเท่าที่คาดหวังไว้ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคู่แข่งในกลุ่มกลางตาราง โดย ปัญหาสำคัญที่ทีมกำลังเผชิญคือ ตัวรถมีน้ำหนักเกิน (overweight) ซึ่งส่งผลกระทบต่อสมรรถภาพการแข่งขันอย่างชัดเจน

 

หลังจบเรซที่ ซูซูกะ อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต ทางด้าน เจมส์ วาวล์ส ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าทีมวิลเลียมส์ ต้องการ ‘ทุกๆ ชั่วโมงที่มี’ ในช่วงพักเบรก 5 สัปดาห์ ซึ่งนั่นตีความไอย่างชัดเจนว่า ทีมบอสของวิลเลียมส์รู้ดีว่า ทีมของเขามีปัญหาให้ต้องแก้ไขมากมายขนาดไหน

 

งานของวาวล์ส และ วิลเลียมส์ ในช่วง 5 สัปดาห์นี้ มีเรื่องสำคัญที่พวกเขาจะต้องทำให้ทุเลาลงพร้อมกัน 2 ข้อหลักๆ เพื่อให้รถของพวกเขา พร้อมสำหรับการแข่งขันอีกครั้ง

 

ข้อแรกและข้อสำคัญที่สุด นั่นคือการลดน้ำหนักรถ โดยต้องมุ่งเน้นการพัฒนาแชสซี เพื่อลดมวลของรถอย่างเหมาะสม นั่นจะทำให้เขารถของพวกเขาแบกน้ำหนักน้อยลง และทำเวลาได้ดีขึ้น

 

ข้อต่อมา คือเรื่องของการวิเคราะห์ข้อมูล โดยต้องตรวจสอบข้อมูลจากการแข่งขัน 3 รายการที่ผ่านมาอย่างละเอียดเพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่ควรปรับปรุง

 

ซึ่งหาก วาวล์ส ยังยืนยันว่า เป้าหมายของพวกเขา คือการเป็นทีมกลางตารางของ F1 แล้วล่ะก็ เวลา 5 สัปดาห์นี้อาจจะยังไม่พอด้วยซ้ำ แต่นั่นก็ไม่ใช่ ภารกิจที่เป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว และเราหวังว่า จะได้เห็นฟอร์มของทีมวิลเลียมส์ กลับมายอดเยี่ยมอีกครั้งหลังจากพักเบรกผ่านพ้นไป

 

หายนะ ของ แอสตัน มาร์ติน

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า สถานการณ์ปัจจุบัน ทีมแอสตัน มาร์ติน ตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤตที่สุด หลังจากผ่านแข่งขัน 3 เรซแรก หลังจากที่นำรถเข้าเส้นชัยได้แค่ครั้งเดียวจาก 3 เรซ

 

ปัญหาสำคัญคือเครื่องยนต์ของ ฮอนด้า มีปัญหาแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงมากจน เอเดรียน นิวอี ถึงกับเตือนว่าอาจทำให้เกิด “เส้นประสาทเสียหายถาวร” ต่อคนขับ

 

นอกจากนี้ยังมีความระส่ำระสายภายในการบริหาร โดยนิวอี ได้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าทีมแทน แอนดี้ โคเวลล์ หลังจากที่มีความขัดแย้งกันอย่างหนัก

 

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า เอเดรียน นิวอี จะกลับไปโฟกัสที่งานด้านเทคนิคเพียงอย่างเดียวเหมือนเดิม หลังจากมีการดึงตัว โจนาธาน วีทลีย์ จาก อาวดี มาดำรงตำแหน่งหัวหน้าทีมแทน

 

นี่นับว่าเป็นการแก้ปัญหาในด้านบริหารได้อย่างถูกฝาถูกตัว และถูกช่วงเวลา เพราะการที่ปัญหาในส่วนนี้ ถูกแก้ไข ทำให้ทีมสามารถโฟกัสกับการเพิ่มประสิทธิภาพรถได้อย่างเต็มที่

 

อย่างไรก็ตาม จากกฎที่ระบุไว้ว่า ทีมที่เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพตามหลังเครื่องยนต์ที่ดีที่สุดเกิน 2% จะได้รับสิทธิ์อัปเกรดเพิ่มเติม แต่สิทธิ์นี้จะยังไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะถึงการแข่งขันที่โมนาโกในเดือนมิถุนายน

 

นั่นหมายความว่า แอสตัน มาร์ติน จะต้องแก้ปัญหาแบบประคับประครองตัวไปอีกสักระยะ แต่ในช่วงเบรก 5 สัปดาห์นี้ พวกเขาต้องใช้เวลาเพื่อเฟ้นหาให้เจอว่า ปัญหาที่แท้จริงนั่นคืออะไร

 

เพื่อที่ว่าเมื่อถึงเวลาอัปเกรด พวกเขาจะสามารถทำได้อย่างทันท่วงที และนั่นอาจจะปรับโฉมหน้าของการแข่งขัน หลังจากนั้นไปก็ได้

 

Maintain and Improve

 

ทีมที่เข้าข่ายต้อง เมนเทน อาจจะเรียกได้ว่ามีแค่ เมอร์ซีเดส ทีมเดียวเท่านั้น เพราะในตอนนี้ พวกเขาเรียกได้ว่า นำหน้าทีมอื่นๆ อยู่อย่างชัดเจน ซึ่งนั่นพิสูจน์ได้จากการที่ชัยชนะใน 3 เรซที่ผ่านมาเป็นนักขับของทีมซิลเวอร์แอร์โรว์ ทั้งหมด

 

อันที่จริงแล้ว การพักเบรก 35 วันในครั้งนี้ จะพูดได้ว่า เมอร์ซีเดส เป็นทีมที่เสียประโยชน์ก็อาจจะว่าได้ เพราะคะแนนที่ควรจะกอบโกยได้ใน 2 เรซ หายไปยังใม่พอ แต่มันกลับเปิดโอกาสให้คู่แข่งของพวกเขาได้ตั้งตัวด้วย

 

นั่นรวมไปถึงคู่แข่งที่สำคัญอย่าง เฟอร์รารี ที่แม้ตอนนี้ คะแนนในตารางคะแนนจะห่างพอสมควร แต่การที่พวกเขาคว้าอันดับบนโพเดียมใน 3 เรซแรกได้ตลอด ก็ยังแสดงออกให้เห็นว่า พวกเขามีศักยภาพที่จะต้องสู้เพื่อแย่งแชมป์ในปีนี้ แต่ในตอนนี้พวกเขายังต้องพัฒนาอีก

 

นอกจาก เฟอร์รารีที่ต้องอยู่ในกลุ่มที่จำเป็นต้องพัฒนาแล้ว อีกที่ดูมีศักยภาพ แม้อาจจะปรากฎตัวบนโพเดียมช้าไปหน่อย คือทีมอย่าง แมคลาเรน

 

ในเรซล่าสุด ออสการ์ ปิอัสทรี พารถของทีมมะละกอ เช้าเส้นชัยเป็นอันดับ 2 แม้ว่ารถของเขาจะตามหลังรถของ คิมี อันโตเนลลี มากกว่า 10 วินาที แต่หลังจาก 2 เรซแรก ที่รถต้องเจอ DNS ไปถึง 3 ครั้ง ในเรซนี้ พวกเขาถือว่า อยู่ในทรงที่ดี

 

ขณะเดียวกัน ทีมอย่าง ฮาส กับ อัลพีน ก็อาจจะเรียกได้ว่า อยู่ในกลุ่มที่ต้อง เมนเทน ก็ว่าได้ เพราะปัจจุบัน พวกเขากลายเป็นทีมกลางตารางไปแล้ว โดย ฮาส ก้าวขึ้นมาอยู่อันดับ 4 และ อัลพีน รั้งอันดับ 5 แบบไม่มีใครคาดคิด

 

F1 กับปัญหาของตัวเองที่ต้องแก้

 

ไม่ใช่แค่ทีมต่างๆ ที่มีปัญหาต้องแก้ไข แต่ทาง FIA หรือ สหพันธ์ยานยนต์นานาชาติเอง ก็มีปัญหาที่ต้องจัดการให้เรียบร้อยในช่วง 5 สัปดาห์นี้เช้นกัน นั่นคือพวกเขาเตรียมจะพิจารณาทบทวนกฎเครื่องยนต์ปี 2026 ใหม่

 

สาเหตุการณ์กลับมาคิดใหม่ครั้งนี้ของ FIA เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุที่สนาม ซูซูกะ อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อ โอลิเวอร์ แบร์แมน หรือ น้องหมี จากทีม ฮาส ประสบอุบัติเหตุพุ่งชนแผงกั้นด้วยแรงกระแทกสูงถึง 50G ในระหว่างการแข่งขัน

 

อุบัติเหตุเกิดขึ้นขณะที่แบร์แมนพยายามแซง ฟรังโก โคลาปินโต โดยรถของโคลาปินโตแบตเตอรี่หมดและระบบเริ่มทำการเก็บเกี่ยวพลังงาน (harvesting) ทำให้ความเร็วลดลงกะทันหัน ในขณะที่แบร์แมน กำลังใช้พลังงานไฟฟ้าเร่งเครื่องเพื่อแซง ทำให้เกิดความเร็วที่ต่างกันมากจนน้องหมี ต้องหักหลบอย่างรุนแรงและเสียหลักชน

 

ยังโชคดีที่ แบร์แมน ไม่ได้เป็นอะไรมากจากเหตุการณ์นี้ แต่นั่นก็เพียงพอ ที่จะทำให้ FIA พิจารณาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกฎอย่างจริงจัง

 

กฎปัจจุบันกำหนดให้มีการแบ่งกำลังระหว่างเครื่องยนต์สันดาป (ICE) และระบบไฮบริด (ไฟฟ้า) ในสัดส่วนอย่างละครึ่ง ซึ่ง FIA เริ่มยอมรับว่าอาจเป็น “ความผิดพลาด”

 

นักแข่งหลายคนแสดงความกังวลว่ารถต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้ามากเกินไป และการจัดการพลังงานในช่วงที่รถวิ่งตามกันอย่างใกล้ชิดอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่อันตราย

 

โดย มาตรการระยะสั้น FIA กำลังพิจารณาปรับปรุงข้อจำกัดในการปล่อยพลังงานไฟฟ้า และอาจมีการเปลี่ยนสัดส่วนระหว่าง ICE และระบบไฟฟ้าใหม่ รวมถึงความเป็นไปได้ในการเพิ่มระบบเก็บเกี่ยวพลังงานที่เพลาล้อคู่หน้าด้วย

 

การปรับเปลี่ยนกฎไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งทีมแข่ง นักแข่ง และผู้ผลิตเครื่องยนต์

 

ผู้ผลิตเครื่องยนต์ได้ลงทุนไปเป็นจำนวนมากกับกฎปัจจุบันเพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มของอุตสาหกรรมยานยนต์ การจะเปลี่ยนกฎในตอนนี้จึงต้องใช้เวลาในการวิจัยและทดสอบใหม่

 

อย่างไรก็ตาม FIA ได้ยอมรับถึงปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว และกำลังเร่งหาทางออกเพื่อทำให้การแข่งขัน F1 ทั้งรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้นในอนาคต

 

โดยรายงานระบุว่า การประชุมครั้งสำคัญ เพื่อปรับเปลี่ยนกฎข้อนี้ จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายนนี้ ระหว่างที่มีการพักเบรกอยู่นั่นเอง

 

อ้างอิง

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising