×

F1 is back! กับสัญญาณบวก(?)ในไมอามี กรังด์ปรีซ์

02.05.2026
  • LOADING...
ภาพการแข่งขันรถสูตรหนึ่ง (F1) รายการไมอามี กรังด์ปรีซ์ ที่มีรถแข่งจากหลายทีมกำลังขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด

รอบ Free Practice 1 ในศึกไมอามี กรังด์ปรีซ์ เมื่อคืนที่ผ่านมา (23.00 ของวันแรงงาน 1 พฤษภาคม) ถูกผู้บรรยายการแข่งขันคาดหมายว่าน่าจะเป็นรอบ FP1 ที่มีผู้ชมมากที่สุดในรอบหลายปี ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

 

เพราะมันมีอย่างน้อย 2 ความรู้สึกจากแฟนๆ ที่เกิดขึ้นปนกัน ก่อนการแข่งขันเมื่อคืนที่ผ่านมา นั่นคือ ความคิดถึง และ ความสงสัย

 

ความคิดถึงคงอธิบายไม่ยาก เมื่อ F1 ต้องพักเรซไปถึง 5 สัปดาห์ เนื่องจากการยกเลิกการแข่งขัน บาห์เรน กรังด์ปรีซ์ และ ซาอุดี อาระเบียน กรังด์ปรีซ์ จากสาเหตุด้านความปลอดภัย หลังมีการปะทะกันในพื้นที่อิหร่าน

 

ในแง่ของความสงสัย นั่นคือแต่ละทีมจะมีโฉมหน้าเป็นอย่างไร เมื่อได้กลับมาอีกครั้ง เพราะเวลา 5 สัปดาห์ ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้พวกเขาอัปเกรดรถได้ และนั่นจะส่งผลต่อทั้งทีมกลุ่มนำ และกลุ่มที่กำลังประสบปัญหา

 

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการที่ต้องแข่งขัน ภายใต้การปรับเปลี่ยนกฎทางเทคนิคและปัญหาการจัดการพลังงานใหม่ ซึ่งมีการประชุมกันเมื่อช่วงเบรกที่ผ่านมา

 

ก่อนเริ่มการแข่งที่ไมอามี ทาง F1 ได้ปรับกฎเครื่องยนต์ใหม่ โดยลดขีดจำกัดการชาร์จแบตเตอรี่สูงสุดระหว่างรอบควอลิฟายจาก 8MJ เหลือ 7MJ

 

การปรับกฎครั้งนี้เพื่อลดภาระการจัดการแบตเตอรี่ของคนขับ และป้องกันอุบัติเหตุจากความเร็วบนทางตรงที่แตกต่างกันเกินไปเหมือนที่เกิดขึ้นกับ ‘น้องหมี’ หรือ ออลลี แบร์แมน ในญี่ปุ่น

 

อย่างไรก็ตาม รอบ FP1 รวมไปถึงรอบ สปรินท์ ควอลิฟายด์ เมื่อคืนที่ผ่านมา อาจจะไม่ทำให้แฟนๆ เห็นความแตกต่างจากช่วงก่อนเบรก 5 สัปดาห์มากขนาดนั้น

 

แน่นอนว่า ฟอร์มของบรรดาทีมที่ไล่ตาม เมอร์ซีเดส ก่อนช่วงเบรก ทั้ง แมคลาเรน, เฟอร์รารี และ เรดบูลล์ ต่างดูดีขึ้น แต่บรรดาทีมตามหลัง ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก

 

โดย 3 ทีมยักษ์ใหญ่ ทั้ง เฟอร์รารี, แมคลาเรน และ เรดบูลล์ ได้มีการอัปเกรดเพื่อไล่ตาม เมอร์ซีเดส ที่ครองความได้เปรียบในช่วง 3 สนามแรกของฤดูกาล

 

เฟอร์รารี ถือเป็นทีมที่มีการอัปเดตมากที่สุดในบรรดาทุกทีมที่ไมอามี โดยเน้นไปที่การเพิ่มดาวน์ฟอร์ซในทุกช่วงการใช้งานของรถ โดยมีการปรับปรุงแผ่นข้างปีกหน้า และเพิ่มครีบส่วนบนเพื่อจัดการกระแสลมร่วมกับการปรับปรุงแผ่นเบี่ยงลมบริเวณล้อหน้าและล้อหลัง เพื่อเสถียรภาพของกระแสลม

 

นอกจากนี้พวกเขายังปรับปรุงรูปทรงแฟริ่งของช่วงล่างด้านหน้า พร้อมกับพื้นรถมีการเปลี่ยนแปลงหลายจุด ทั้งการปรับปริมาตรของ keel และปรับปรุงขอบพื้นรถรวมถึงดิฟฟิวเซอร์ เพื่อให้ได้ดาวน์ฟอร์ซสุทธิที่เพิ่มขึ้น

 

ที่ถูกจับตามากที่สุดคือปีกหลัง ซึ่งออกแบบรูปทรงปีกหลักและแผ่นเปิดปิดใหม่ รวมถึงปรับปรุงจุดยึดเสา เพื่อลดแรงต้านในทางตรงในขณะที่ยังรักษาแรงกดในขณะเข้าโค้งไว้ได้

 

ขณะที่ แมคลาเรน ซึ่งยอมรับว่ารถมีข้อเสียเปรียบด้านอากาศพลศาสตร์ จึงมีการอัปเดตซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ระยะ เริ่มจากที่ไมอามีและระยะที่ 2 จะเป็นที่แคนาดา

 

ทีมมะละกอมีการใช้รูปทรงพื้นรถใหม่ทั้งหมด เพื่อเพิ่มดาวน์ฟอร์ซและประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังปรับปรุง sidepod inlet และฝาครอบเครื่องยนต์ใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์

 

นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงอุปกรณ์บริเวณมุมล้อหน้าและหลังเพื่อให้ทำงานร่วมกับกระแสลมและพื้นรถใหม่ได้ดีขึ้น พร้อมทั้งใช้ปีกหลังแบบใหม่

 

การอัปเดตครั้งนี้ส่งผลทันที โดย แลนโด นอร์ริส สามารถคว้าตำแหน่งโพลในรอบ สปรินท์ ควอลิฟายด์ ซึ่งเป็นครั้งแรกในฤดูกาล 2026 ที่รถซึ่งคว้าอันดับหนึ่งไม่ใช่ เมอร์ซีเดส

 

ขณะที่ทาง เรดบูลล์ พยายามแก้ปัญหารถที่ขับยากและคาดเดาไม่ได้ ตามคำวิจารณ์ของ แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน และ ไอแซค ฮัดจาร์ พวกเขาปรับปรุงองค์ประกอบปีกหน้าทั้ง 3 ชิ้นและแผ่นข้างใหม่เพื่อเพิ่มแรงกดและเสถียรภาพของกระแสลม

 

นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงรูปทรงพื้นรถส่วนหน้า และโครงสร้างพื้นด้านหน้า ร่วมกับการปรับปรุงช่องรับลมด้านข้างและฝาครอบเครื่องยนต์เพื่อให้กระแสลมทางด้านท้ายเสถียรขึ้น

 

อีกสิ่งที่น่าสนใจคือการปรับปรุงกลไกและจุดยึดปีกหลังเพื่อให้ “ขยับได้มากขึ้นในโหมดทางตรง” ซึ่งคาดว่าจะเป็นลักษณะเดียวกับปีกของ เฟอร์รารี เพื่อช่วยเพิ่มความเร็ว นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงท่อดึงอากาศที่ล้อหน้าและตัวถังบริเวณล้อหลังเพื่อช่วยเรื่องการระบายความร้อนของเบรกด้วย

 

การอัปเดตของทั้ง 3 ทีมในครั้งนี้ ส่งผลให้การแข่งขันที่ ไมอามี ดูสูสีขึ้นอย่างชัดเจน โดยในรอบ FP1 รถ 3 คันแรกที่ทำเวลาในการซ้อมดีที่สุดไม่ใช่ เมอร์ซีเดส แต่เป็น เฟอร์รารี, เรดบูลล์ และ แมคลาเรน ตามลำดับ

 

ขณะที่ในรอบ สปรินท์ ควอลิฟายด์ แม้ชื่อของ คิมี อันโตเนลลี จะแทรกขึ้นมาเป็นที่ 2 แต่ทีมแชมป์โลกเก่าอย่าง ปาปายา ก็ทำเวลาได้ในอันดับ 1 และ 3 ซึ่งมันเป็นแนวโน้มที่การแข่งขันน่าจะดูสูสีและสนุกขึ้นหลังจากนี้เป็นต้นไป

 

อย่างไรก็ตาม ที่น่าผิดหวังก็น่าจะยังคงเป็นบรรดาทีมรั้งท้ายที่ยังไม่ฟื้น ทั้ง แอสตัน มาร์ติน, วิลเลียมส์ และอาจจะรวมไปถึง คาดิลแลค

 

แอสตัน มาร์ติน แทบจะเรียกได้ว่า ก่อนเบรกพังยังไง ในวันแรกของไมอามี ก็พังอย่างนั้น ทำเอาแฟนๆ ดูไม่น่าจะมีความหวังสำหรับฤดูกาลนี้ง่ายๆ

 

ขณะที่ วิลเลียมส์ แม้รอบสปรินท์ ควอลิฟายด์ จะทำผลงานไม่ดี แต่ในรอบ FP1 พวกเขาลดช่องว่างจากบรรดาหัวแถวลงมาเหลือไม่ถึง 2 วินาทีได้แล้ว ซึ่งอาจจะพอนับเป็นสัญญาณบวกได้บ้าง

 

ถึงตรงนี้ อาจจะยังเร็วอยู่หากจะตัดสินอะไรหลังผ่านการแข่งขันไปเพียงแค่วันเดียวในไมอามี แต่มีความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในวันแรก อาจจะไม่ได้เปลี่ยนโฉมการแข่งขันได้ขนาดนั้น แต่มันก็ดูมีความหวังมากขึ้นสำหรับแฟนๆ

 

ความหวังที่จะได้เห็น F1 กลับมาดุเดือดอีกครั้งในช่วงเวลาที่เหลือของฤดูกาล

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising