F1 2026 เชกดาวน์ บาร์เซโลนา : 5 สัญญาณ ใครมาดี ใครยังหลงทาง และ Audi–Cadillac พร้อมแค่ไหน

01.02.2026
  • LOADING...
ภาพจำลองรถแข่ง F1 2026 ขณะทำการเชกดาวน์ที่สนามเซอร์กิต เดอ บาร์เซโลนา คาตาลุนญา เพื่อทดสอบสมรรถนะและความพร้อมของทีมก่อนเปิดฤดูกาล

ถ้าเปรียบ F1 ทั้งฤดูกาลเป็นภาพยนตร์หนึ่งเรื่อง การเชกดาวน์ก่อนเปิดฤดูกาล ก็คงไม่ต่างจาก ไตเติลขึ้นต้นของผู้สร้าง ช่วงเวลาสั้นๆ ที่ชื่อสตูดิโอ ค่ายหนัง และทีมงานหลัก ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนจอ ยังไม่มีฉากใหญ่ ยังไม่เฉลยเนื้อเรื่อง ไม่มีการบ่งบอกตอนจบ แต่เพียงพอจะบอกได้ว่า “หนังเรื่องนี้มาโทนไหน ใครเป็นเจ้าของ และควรตั้งความหวังไว้ระดับใด”

 

ก่อนที่อินโทรเปิดเรื่องจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ

 

ไม่ต่างจากภาพยนตร์ที่สตูดิโอและค่ายหนัง พอจะบอกได้ถึงแนวทาง คุณภาพ และเตรียมตัวเราเข้าสู่ภาพยนตร์ เพราะ F1 เชกดาวน์ ที่เพิ่งจบลงไปเมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา ณ เซอร์กิต เดอ บาร์เซโลนา คาตาลุนญา ก็ทำให้เราเห็นอะไรหลายอย่างไม่ต่างกัน

 

สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดในการทดสอบครั้งนี้คือ ความต่อเนื่องหรือคงทน (Reliability) ของรถรุ่นใหม่ เมื่อเปรียบเทียบกับการเปลี่ยนแปลงกฎครั้งใหญ่ในปี 2014 พบว่าในปี 2014 ทุกทีมรวมกันวิ่งได้เพียง 93 รอบ ในวันแรกของการทดสอบ

 

มาในปีนี้ เพียงทีมเดียวก็สามารถวิ่งได้มากกว่า 93 รอบแล้วตั้งแต่วันแรก และยอดรวมของทุกทีมในวันแรกสูงกว่าปี 2014 ถึง 5 เท่า

 

แต่เมื่อเจาะประเด็นลงไปในแต่ละทีม เราก็จะยิ่งได้เห็นอะไรน่าสนใจอีกหลายอย่าง และนี่คือสิ่งที่เราพอจะมองเห็นในการเชกดาวน์ตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา

 

1. แสงแห่งความหวังของเหล่า Silver Arrows กับ Tifosi

 

รถเมอร์ซีเดส W17 ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในทีมที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดในการทดสอบครั้งนี้ โดยสามารถทำระยะทางรวมได้ถึง 502 รอบ จากฝีมือการขับของ 2 คู่หูทั้ง จอร์จ รัสเซลล์ และ คิมี อันโตเนลลี

 

ตัวรถ W17 แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วและความคงทนต่อเนื่องซึ่งเป็นการเริ่มต้นที่สมบูรณ์แบบหลังจากที่ทีมเคยประสบปัญหาอย่างหนักในยุค Ground Effect

 

โดยรายงานหลังการทดสอบรถระบุว่า ทีมซิลเวอร์แอร์โรว์ เตรียมจะมุ่งเน้นไปที่การปรับเซตค่า Set-up ในการทดสอบที่บาห์เรนต่อไป

 

ด้านเฟอร์รารี ในการเชกดาวน์ที่บาห์เรน เราได้เห็น ‘ท่านเซอร์’ ลูอิส แฮมิลตัน ทำเวลาต่อรอบได้เร็วที่สุดในวันสุดท้ายที่ 1:16.348 วินาที

 

สิ่งที่สำคัญกว่าความเร็วคือ “ความรู้สึก” ของ แฮม ต่อตัวรถของเขา โดยเขาเปิดเผยว่าเขาชอบที่รถกลับมามีอาการท้ายปัดอีกครั้ง ซึ่งเข้าทางสไตล์การขับของเขา และถือเป็นสัญญาณบวกอย่างมากสำหรับทีมม้าลำพอง

 

อย่างไรก็ตาม เฟอร์รารี ก็ยังคงมีข้อกังขาเนื่องจากในอดีตพวกเขามักทำผลงานได้ดีในการทดสอบพรีซีซันแต่กลับล้มเหลวในการแข่งขันจริง แต่รถที่นำมาวิ่งในเชกดาวน์นี้ยังเป็นเพียงรุ่น “Spec-A” ขั้นพื้นฐาน ซึ่งมีโอกาสพัฒนาต่อยอดได้อีกมากในบาห์เรน

 

2. วิลเลียมส์ที่สูญหายเดียวดายเงียบงัน

 

วิลเลียมส์ เรซซิง เป็นเพียงทีมเดียวที่ ไม่สามารถนำรถลงวิ่งทดสอบที่บาร์เซโลนาได้ และพวกเขาแจ้งเรื่องนี้ล่วงหน้าก่อนการเชกดาวน์แล้วราว 1 สัปดาห์

 

เจมส์ วาล์วส์ หัวหน้าทีมระบุว่าพวกเขาตั้งเป้าหมายการพัฒนาที่ “ก้าวร้าว” เกินไปจนส่งผลต่อการผลิตรถ สิ่งนี้ทำให้พวกเขาเสียเปรียบคู่แข่งอย่างมากในการเตรียมตัวสำหรับฤดูกาลใหม่

 

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจไม่เข้าร่วมไม่ได้หมายความว่าพวกเขาหยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่ทีมเลือกใช้การทดสอบเสมือนจริงที่เรียกว่า Virtual Track Test (VTT) แทน เพื่อให้มั่นใจว่ารถจะพร้อมสำหรับการทดสอบอย่างเป็นทางการที่บาห์เรนในวันที่ 11 กุมภาพันธ์

 

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ทีมมีแผนจะทำ Filming Day เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการทดสอบ 6 วันในทะเลทรายอีกด้วย

 

3. แอสตัน มาร์ติน ในดีไซน์แรกของ เอเดรียน นิวอี

 

ในตอนแรก แอสตัน มาร์ติน ทำแฟนหวาดเสียวว่าจะมาอีหรอบเดียวกับ วิลเลียมส์ แต่สุดท้ายมาสายไม่ได้หมายความว่าไม่มา และเราได้เห็นภาพแรกของรถ AMR26 จนได้

 

แม้จะมาสายจนต้องส่งรถทางเครื่องบิน จนทำได้แค่วิ่งไปเพียง 65 รอบ ซึ่งน้อยที่สุดในบรรดาทีมที่ปรากฏตัว แถมยังพบปัญหาในการรวมเครื่องยนต์ Honda เข้ากับตัวรถทำรถให้ต้องหยุดการทดสอบในวันแรก

 

รายงานระบุว่าในตอนแรกรถมีปัญหาเครื่องดับ แต่ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ที่ตัดสินใจหยุดทำการทดสอบเป็นเพียงการป้องกันเอาไว้ก่อนเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านไป 1 วัน รถของ แอสตัน มาร์ติน กลับมาลงสนามอีกครั้งในวันสุดท้ายของการเชกดาวน์ โดยเปลี่ยนนักขับมาเป็น แฟร์นานโด อลอนโซ และ ทำเวลาดีที่สุดได้ 1 นาที 22.889 วินาที ในช่วงการวิ่งทดสอบช่วงเช้า ซึ่งเร็วกว่าที่แลนซ์ สโตรลล์ ทำได้ก่อนเครื่องยนต์มีปัญหาในวันก่อนหน้ามากกว่า 20 วินาที

 

แต่น่าสนใจไม่แพ้การทดสอบ คือออกแบบรถของนิวอี มีดีไซน์ซึ่งเรียกได้ว่าสุดโต่ง และล้ำหน้าไปจนสุดขอบของกฎข้อบังคับ

 

มันสุดโต่งจนถึงขั้นทำให้ทีมคู่แข่งรายอื่นอาจต้องตกตะลึง และรายงานก็ระบุว่า แชสซี ของพวกเขาดูมีประสิทธิภาพทีเดียว

 

ที่โดดเด่นเป็นที่พูดถึงในของรถ AMR26 คันนี้ ไล่ตั้งแต่ส่วนจมูกรถมีความกว้างกว่าปกติและถูกนิยามว่ามีรูปทรงคล้าย ‘ปากเป็ด’

 

ขณะที่ ไซด์พอด มีความบางมากและมีการตัดเว้าด้านล่าง นอกจากนี้ มีรายงานว่า จุดยึดระบบกันสะเทือนหน้าอยู่สูงมากบนแชสซี และฝาครอบเครื่องยนต์ มีการตัดเว้าออกไปค่อนข้างมากด้วย

 

แม้จะทำรอบวิ่งได้น้อยที่สุดในบรรดาทีมทั้งหมด แต่การมีนิวอีอยู่ในทีม ก็ยังสร้างความเชื่อมั่นให้สื่อต่างๆ ได้ไม่น้อย และต่างลงความเห็นตรงกันว่า ไม่อาจรีบตัดสินพวกเขาจนกว่าจะพรีซีซันเทสต์ที่บาห์เรน

 

4. การจับมือ เรดบูลล์-ฟอร์ด ที่ดูดีมิใช่น้อย

 

เครื่องยนต์ที่ เรดบูลล์ เรซซิง ผลิตเองร่วมกับ ฟอร์ด แสดงผลงานได้อย่างน่าประทับใจในด้านความน่าความต่อเนื่อง ทั้งในรถของทีม เรดบูลล์ และ เรซซิงบูลล์

 

ในตอนแรกหลายฝ่ายกังวลกับขุมพลัง เพาเวอร์เทรนส์นี้ ซึ่งหากเครื่องยนต์มีปัญหา เรดบูลล์ จะต้องเผชิญกับวิกฤตในช่วงต้นฤดูกาล

 

อย่างไรก็ตาม ผลการทดสอบถือเป็น “การยกภูเขาออกจากอก” เนื่องจากเครื่องยนต์มีความทนทานและมีสมรรถนะที่ดี

 

โดยทั้ง เรดบูลล์ และ วีคาร์บ วิ่งรวมกันได้ถึง 622 รอบ ปัญหาเดียวที่เกิดขึ้นในการเชคดาวน์ครั้งนี้คืออุบัติเหตุของ ไอแซค ฮัดจาร์ ท่ามกลางสภาพสนามเปียก ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับระบบเครื่องยนต์

 

5. ก้าวแรกของ อาวดี กับ คาดิลแลค

 

แม้ทั้งอาวดี กับ คาดิลแลค จะทำจำนวนรอบได้ไม่มากนัก แต่การที่สามารถนำรถลงวิ่งได้ครบทั้ง 3 วันถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญ

 

โดยเฉพาะ คาดิลแลค ที่มีเวลาเตรียมตัวเพียง 323 วันหลังได้รับการอนุมัติ ส่วน อาวดี เน้นไปที่การเก็บข้อมูลเครื่องยนต์และเกียร์ใหม่เป็นหลัก

 

สำหรับทีม 4 ห่วง แม้จะมีความได้เปรียบในการรับช่วงต่อทีม คิกเซาเบอร์ ที่มีระบบปฏิบัติการในสนามที่คล่องตัวอยู่แล้ว แต่ พวกเขายังต้องใช้เวลาในการเรียนรู้เทคนิคการบริหารจัดการเครื่องยนต์ที่ผลิตเอง โดยวิ่งไปได้ 240 รอบด้วยกัน

 

ขณะที่ คาดิลแลค ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ตรงข้ามกัน คือมีเครื่องยนต์ของเฟอร์รารี ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว แต่ต้องมาเรียนรู้ระบบการทำงานในสนามและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยตัวเอง ทำให้วิ่งได้เพียง 164 รอบ

 

การผ่านด่านแรกของทั้ง 2 ทีมก็นับได้ว่า เราจะได้เห็นภาพของ F1 ที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะในแง่ของการแข่งขัน ในฤดูกาลที่จะถึงนี้

 

แถมท้ายเล็กน้อยสำหรับทีมแชมป์เก่าอย่าง แมคลาเรน ที่กวาดแชมป์ปี 2025 ทั้งประเภททีมผู้ผลิตและนักขับ

 

ในตอนแรกพวกมีโปรแกรมที่แน่นขนัดด้วยการทดสอบสามวันติดต่อกัน แต่เมื่อเข้าวันที่ 2 รถก็มีปัญหาด้านระบบเชื้อเพลิง ทำให้ออสการ์ ปิอัสทรี ขับได้เพียง 48 รอบ แต่ทั้งเขาและแชมป์โลกอย่าง แลนโด นอร์ริส ต่างก็ขับได้มากกว่า 80 รอบในวันศุกร์

 

แม้จะไม่ได้เพอร์เฟ็กแต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะบอกว่าแมคลาเรนมีปัญหาใดๆ โดยสื่อหลายสำนักยังจัดให้พวกเขาเป็นทีมในชั้นหัวแถว ร่วมกับ เฟอร์รารี, เมอร์ซีเดส และ เรดบูลล์ หลังผ่านการเชกดาวน์ครั้งนี้

 

อย่างไรก็ตามทีมมะละกอยอมรับหลังจบการทดสอบว่าพวกเขายังมีงานต้องทำอีกมาก เพื่อให้เชี่ยวชาญกับเครื่องยนต์และรถใหม่คันนี้

 

และแฟน ก็จะได้เห็นภาพเหล่านั้นอย่างชัดเจนขึ้น ในการพรีซีซันเทสต์ ที่บาห์เรน ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ นี้อย่างแน่นอน

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising