ถ้าเปรียบ F1 ทั้งฤดูกาลเป็นภาพยนตร์หนึ่งเรื่อง การเชกดาวน์ก่อนเปิดฤดูกาล ก็คงไม่ต่างจาก ไตเติลขึ้นต้นของผู้สร้าง ช่วงเวลาสั้นๆ ที่ชื่อสตูดิโอ ค่ายหนัง และทีมงานหลัก ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนจอ ยังไม่มีฉากใหญ่ ยังไม่เฉลยเนื้อเรื่อง ไม่มีการบ่งบอกตอนจบ แต่เพียงพอจะบอกได้ว่า “หนังเรื่องนี้มาโทนไหน ใครเป็นเจ้าของ และควรตั้งความหวังไว้ระดับใด”
ก่อนที่อินโทรเปิดเรื่องจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
ไม่ต่างจากภาพยนตร์ที่สตูดิโอและค่ายหนัง พอจะบอกได้ถึงแนวทาง คุณภาพ และเตรียมตัวเราเข้าสู่ภาพยนตร์ เพราะ F1 เชกดาวน์ ที่เพิ่งจบลงไปเมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา ณ เซอร์กิต เดอ บาร์เซโลนา คาตาลุนญา ก็ทำให้เราเห็นอะไรหลายอย่างไม่ต่างกัน
สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดในการทดสอบครั้งนี้คือ ความต่อเนื่องหรือคงทน (Reliability) ของรถรุ่นใหม่ เมื่อเปรียบเทียบกับการเปลี่ยนแปลงกฎครั้งใหญ่ในปี 2014 พบว่าในปี 2014 ทุกทีมรวมกันวิ่งได้เพียง 93 รอบ ในวันแรกของการทดสอบ
มาในปีนี้ เพียงทีมเดียวก็สามารถวิ่งได้มากกว่า 93 รอบแล้วตั้งแต่วันแรก และยอดรวมของทุกทีมในวันแรกสูงกว่าปี 2014 ถึง 5 เท่า
แต่เมื่อเจาะประเด็นลงไปในแต่ละทีม เราก็จะยิ่งได้เห็นอะไรน่าสนใจอีกหลายอย่าง และนี่คือสิ่งที่เราพอจะมองเห็นในการเชกดาวน์ตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา
1. แสงแห่งความหวังของเหล่า Silver Arrows กับ Tifosi
รถเมอร์ซีเดส W17 ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในทีมที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดในการทดสอบครั้งนี้ โดยสามารถทำระยะทางรวมได้ถึง 502 รอบ จากฝีมือการขับของ 2 คู่หูทั้ง จอร์จ รัสเซลล์ และ คิมี อันโตเนลลี
ตัวรถ W17 แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วและความคงทนต่อเนื่องซึ่งเป็นการเริ่มต้นที่สมบูรณ์แบบหลังจากที่ทีมเคยประสบปัญหาอย่างหนักในยุค Ground Effect
โดยรายงานหลังการทดสอบรถระบุว่า ทีมซิลเวอร์แอร์โรว์ เตรียมจะมุ่งเน้นไปที่การปรับเซตค่า Set-up ในการทดสอบที่บาห์เรนต่อไป
ด้านเฟอร์รารี ในการเชกดาวน์ที่บาห์เรน เราได้เห็น ‘ท่านเซอร์’ ลูอิส แฮมิลตัน ทำเวลาต่อรอบได้เร็วที่สุดในวันสุดท้ายที่ 1:16.348 วินาที
สิ่งที่สำคัญกว่าความเร็วคือ “ความรู้สึก” ของ แฮม ต่อตัวรถของเขา โดยเขาเปิดเผยว่าเขาชอบที่รถกลับมามีอาการท้ายปัดอีกครั้ง ซึ่งเข้าทางสไตล์การขับของเขา และถือเป็นสัญญาณบวกอย่างมากสำหรับทีมม้าลำพอง
อย่างไรก็ตาม เฟอร์รารี ก็ยังคงมีข้อกังขาเนื่องจากในอดีตพวกเขามักทำผลงานได้ดีในการทดสอบพรีซีซันแต่กลับล้มเหลวในการแข่งขันจริง แต่รถที่นำมาวิ่งในเชกดาวน์นี้ยังเป็นเพียงรุ่น “Spec-A” ขั้นพื้นฐาน ซึ่งมีโอกาสพัฒนาต่อยอดได้อีกมากในบาห์เรน
2. วิลเลียมส์ที่สูญหายเดียวดายเงียบงัน
วิลเลียมส์ เรซซิง เป็นเพียงทีมเดียวที่ ไม่สามารถนำรถลงวิ่งทดสอบที่บาร์เซโลนาได้ และพวกเขาแจ้งเรื่องนี้ล่วงหน้าก่อนการเชกดาวน์แล้วราว 1 สัปดาห์
เจมส์ วาล์วส์ หัวหน้าทีมระบุว่าพวกเขาตั้งเป้าหมายการพัฒนาที่ “ก้าวร้าว” เกินไปจนส่งผลต่อการผลิตรถ สิ่งนี้ทำให้พวกเขาเสียเปรียบคู่แข่งอย่างมากในการเตรียมตัวสำหรับฤดูกาลใหม่
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจไม่เข้าร่วมไม่ได้หมายความว่าพวกเขาหยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่ทีมเลือกใช้การทดสอบเสมือนจริงที่เรียกว่า Virtual Track Test (VTT) แทน เพื่อให้มั่นใจว่ารถจะพร้อมสำหรับการทดสอบอย่างเป็นทางการที่บาห์เรนในวันที่ 11 กุมภาพันธ์
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ทีมมีแผนจะทำ Filming Day เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการทดสอบ 6 วันในทะเลทรายอีกด้วย
3. แอสตัน มาร์ติน ในดีไซน์แรกของ เอเดรียน นิวอี
ในตอนแรก แอสตัน มาร์ติน ทำแฟนหวาดเสียวว่าจะมาอีหรอบเดียวกับ วิลเลียมส์ แต่สุดท้ายมาสายไม่ได้หมายความว่าไม่มา และเราได้เห็นภาพแรกของรถ AMR26 จนได้
แม้จะมาสายจนต้องส่งรถทางเครื่องบิน จนทำได้แค่วิ่งไปเพียง 65 รอบ ซึ่งน้อยที่สุดในบรรดาทีมที่ปรากฏตัว แถมยังพบปัญหาในการรวมเครื่องยนต์ Honda เข้ากับตัวรถทำรถให้ต้องหยุดการทดสอบในวันแรก
รายงานระบุว่าในตอนแรกรถมีปัญหาเครื่องดับ แต่ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ที่ตัดสินใจหยุดทำการทดสอบเป็นเพียงการป้องกันเอาไว้ก่อนเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านไป 1 วัน รถของ แอสตัน มาร์ติน กลับมาลงสนามอีกครั้งในวันสุดท้ายของการเชกดาวน์ โดยเปลี่ยนนักขับมาเป็น แฟร์นานโด อลอนโซ และ ทำเวลาดีที่สุดได้ 1 นาที 22.889 วินาที ในช่วงการวิ่งทดสอบช่วงเช้า ซึ่งเร็วกว่าที่แลนซ์ สโตรลล์ ทำได้ก่อนเครื่องยนต์มีปัญหาในวันก่อนหน้ามากกว่า 20 วินาที
แต่น่าสนใจไม่แพ้การทดสอบ คือออกแบบรถของนิวอี มีดีไซน์ซึ่งเรียกได้ว่าสุดโต่ง และล้ำหน้าไปจนสุดขอบของกฎข้อบังคับ
มันสุดโต่งจนถึงขั้นทำให้ทีมคู่แข่งรายอื่นอาจต้องตกตะลึง และรายงานก็ระบุว่า แชสซี ของพวกเขาดูมีประสิทธิภาพทีเดียว
ที่โดดเด่นเป็นที่พูดถึงในของรถ AMR26 คันนี้ ไล่ตั้งแต่ส่วนจมูกรถมีความกว้างกว่าปกติและถูกนิยามว่ามีรูปทรงคล้าย ‘ปากเป็ด’
ขณะที่ ไซด์พอด มีความบางมากและมีการตัดเว้าด้านล่าง นอกจากนี้ มีรายงานว่า จุดยึดระบบกันสะเทือนหน้าอยู่สูงมากบนแชสซี และฝาครอบเครื่องยนต์ มีการตัดเว้าออกไปค่อนข้างมากด้วย
แม้จะทำรอบวิ่งได้น้อยที่สุดในบรรดาทีมทั้งหมด แต่การมีนิวอีอยู่ในทีม ก็ยังสร้างความเชื่อมั่นให้สื่อต่างๆ ได้ไม่น้อย และต่างลงความเห็นตรงกันว่า ไม่อาจรีบตัดสินพวกเขาจนกว่าจะพรีซีซันเทสต์ที่บาห์เรน
4. การจับมือ เรดบูลล์-ฟอร์ด ที่ดูดีมิใช่น้อย
เครื่องยนต์ที่ เรดบูลล์ เรซซิง ผลิตเองร่วมกับ ฟอร์ด แสดงผลงานได้อย่างน่าประทับใจในด้านความน่าความต่อเนื่อง ทั้งในรถของทีม เรดบูลล์ และ เรซซิงบูลล์
ในตอนแรกหลายฝ่ายกังวลกับขุมพลัง เพาเวอร์เทรนส์นี้ ซึ่งหากเครื่องยนต์มีปัญหา เรดบูลล์ จะต้องเผชิญกับวิกฤตในช่วงต้นฤดูกาล
อย่างไรก็ตาม ผลการทดสอบถือเป็น “การยกภูเขาออกจากอก” เนื่องจากเครื่องยนต์มีความทนทานและมีสมรรถนะที่ดี
โดยทั้ง เรดบูลล์ และ วีคาร์บ วิ่งรวมกันได้ถึง 622 รอบ ปัญหาเดียวที่เกิดขึ้นในการเชคดาวน์ครั้งนี้คืออุบัติเหตุของ ไอแซค ฮัดจาร์ ท่ามกลางสภาพสนามเปียก ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับระบบเครื่องยนต์
5. ก้าวแรกของ อาวดี กับ คาดิลแลค
แม้ทั้งอาวดี กับ คาดิลแลค จะทำจำนวนรอบได้ไม่มากนัก แต่การที่สามารถนำรถลงวิ่งได้ครบทั้ง 3 วันถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญ
โดยเฉพาะ คาดิลแลค ที่มีเวลาเตรียมตัวเพียง 323 วันหลังได้รับการอนุมัติ ส่วน อาวดี เน้นไปที่การเก็บข้อมูลเครื่องยนต์และเกียร์ใหม่เป็นหลัก
สำหรับทีม 4 ห่วง แม้จะมีความได้เปรียบในการรับช่วงต่อทีม คิกเซาเบอร์ ที่มีระบบปฏิบัติการในสนามที่คล่องตัวอยู่แล้ว แต่ พวกเขายังต้องใช้เวลาในการเรียนรู้เทคนิคการบริหารจัดการเครื่องยนต์ที่ผลิตเอง โดยวิ่งไปได้ 240 รอบด้วยกัน
ขณะที่ คาดิลแลค ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ตรงข้ามกัน คือมีเครื่องยนต์ของเฟอร์รารี ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว แต่ต้องมาเรียนรู้ระบบการทำงานในสนามและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยตัวเอง ทำให้วิ่งได้เพียง 164 รอบ
การผ่านด่านแรกของทั้ง 2 ทีมก็นับได้ว่า เราจะได้เห็นภาพของ F1 ที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะในแง่ของการแข่งขัน ในฤดูกาลที่จะถึงนี้
แถมท้ายเล็กน้อยสำหรับทีมแชมป์เก่าอย่าง แมคลาเรน ที่กวาดแชมป์ปี 2025 ทั้งประเภททีมผู้ผลิตและนักขับ
ในตอนแรกพวกมีโปรแกรมที่แน่นขนัดด้วยการทดสอบสามวันติดต่อกัน แต่เมื่อเข้าวันที่ 2 รถก็มีปัญหาด้านระบบเชื้อเพลิง ทำให้ออสการ์ ปิอัสทรี ขับได้เพียง 48 รอบ แต่ทั้งเขาและแชมป์โลกอย่าง แลนโด นอร์ริส ต่างก็ขับได้มากกว่า 80 รอบในวันศุกร์
แม้จะไม่ได้เพอร์เฟ็กแต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะบอกว่าแมคลาเรนมีปัญหาใดๆ โดยสื่อหลายสำนักยังจัดให้พวกเขาเป็นทีมในชั้นหัวแถว ร่วมกับ เฟอร์รารี, เมอร์ซีเดส และ เรดบูลล์ หลังผ่านการเชกดาวน์ครั้งนี้
อย่างไรก็ตามทีมมะละกอยอมรับหลังจบการทดสอบว่าพวกเขายังมีงานต้องทำอีกมาก เพื่อให้เชี่ยวชาญกับเครื่องยนต์และรถใหม่คันนี้
และแฟน ก็จะได้เห็นภาพเหล่านั้นอย่างชัดเจนขึ้น ในการพรีซีซันเทสต์ ที่บาห์เรน ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ นี้อย่างแน่นอน
อ้างอิง:
- https://www.formula1.com/en/latest/article/what-we-learned-from-the-barcelona-shakedown.U0F21sEIy0RiFj8vAxwFv
- https://www.espn.com/racing/f1/story/_/id/47780937/what-know-dont-f1-2026-barcelona-shakedown-test
- https://racingnews365.com/what-we-learned-from-f1s-barcelona-pre-season-shakedown-test
- https://www.motorsport.com/f1/news/what-happened-on-day-five-of-f1s-secretive-2026-shakedown/10794176/


