×

ทำไมการประท้วง-ก่อจลาจลของกลุ่ม Gen Z จึงลุกลามทั่วยุโรป?

02.11.2026
กลุ่มผู้ประท้วง Gen Z ชุมนุมเดินขบวนบนท้องถนนในยุโรป

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดการประท้วงโดยกลุ่มคนหนุ่มสาว ที่จำนวนมากเป็นกลุ่ม Gen Z ในหลายประเทศยุโรป เริ่มตั้งแต่ฝรั่งเศส ไปยังอิตาลี สเปน และล่าสุดคือเยอรมนี โดยมีเหตุผลหลักๆ เป็นการชุมนุมเรื่องค่าครองชีพ คุณภาพการศึกษา และที่อยู่อาศัย

 

การประท้วงหลายแห่งบานปลายเป็นความรุนแรง มีการบุกปล้นสะดมร้านค้า เผาและ ทำลายอาคารสถานที่ รถยนต์ ทรัพย์สินสาธารณะ และเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มผู้ประท้วงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

 

THE STANDARD จะพาไปสำรวจว่า เหตุใดจึงเกิดการประท้วงขึ้นทั่วยุโรป อะไรคือสาเหตุที่ผลักดันให้เกิดความไม่สงบเหล่านี้ และการเคลื่อนไหวต่างๆ มีความเชื่อมโยงกันหรือไม่?

 

 

การประท้วงเกิดขึ้นที่ไหนและเพราะเหตุใด?

 

ในเยอรมนี กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชื่อว่า ‘GenZ regelt’ (แปลว่า ‘Gen Z จัดการได้’) ได้จัดการชุมนุมประท้วงในเมืองต่างๆ กว่า 30 แห่งเมื่อวันเสาร์ (31 ตุลาคม) ที่ผ่านมา

 

ทางกลุ่มระบุบนเว็บไซต์ว่า พวกเขาออกมาประท้วงเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลมีการลงทุนมากขึ้นในด้านการศึกษา ความมั่นคงทางสังคม สาธารณสุข การปกป้องสภาพภูมิอากาศ และค่าครองชีพที่เหมาะสม พร้อมทั้งคัดค้านการรื้อฟื้นระบบเกณฑ์ทหาร

 

กลุ่ม GenZ regelt ระบุว่า มีผู้เข้าร่วมการชุมนุมประมาณ 120,000 คน

 

จาเนลล์ ชูลซ์ (Janelle Schulz) นักเรียนมัธยมปลายจากกรุงเบอร์ลิน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ประท้วงกล่าวกับสำนักข่าว AP ว่า รัฐควรมีการลงทุนด้านการศึกษาสูงขึ้น

 

“ที่โรงเรียนของฉัน เพดานกำลังพังลงมาเพราะความเสียหายจากน้ำรั่วซึม แต่กลับไม่มีการแก้ไขใดๆ เลย เรายังขาดแคลนครูผู้สอน และห้องน้ำก็ใช้งานไม่ได้”

 

ในฝรั่งเศส การประท้วงเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกันยายน โดยมีสาเหตุมาจากสภาพโรงเรียนที่เสื่อมโทรม การขาดแคลนครู และความไม่พอใจต่อระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย

 

ข้อมูลจากสถาบันคลังสมองของสหรัฐฯ อย่าง Council on Foreign Relations (CFR) ระบุว่า การเคลื่อนไหวนี้เริ่มต้นจากการนัดหยุดงานของครูที่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในเมืองเครแตย์ (Creteil) ใกล้กับกรุงปารีส ก่อนจะลุกลามไปทั่วประเทศ ส่งผลกระทบต่อโรงเรียนมัธยมกว่า 1,000 แห่ง และมีผู้เข้าร่วมประท้วงหลายแสนคน

 

ต่อมาการประท้วงได้ขยายขอบเขตออกไป โดยครอบคลุมถึงปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น บริการสาธารณะ และความไม่พอใจการบริหารงานของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ซึ่งกลุ่มผู้ประท้วงได้รับการสนับสนุนจากสหภาพแรงงานและกลุ่มเคลื่อนไหว ‘เสื้อกั๊กเหลือง (Yellow Vests)’ โดยเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม มีรายงานผู้ร่วมการประท้วงประมาณ 550,000 คน ก่อนที่การชุมนุมจะบานปลายกลายเป็นเหตุจลาจลครั้งเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งของฝรั่งเศสในรอบหลายปี

 

ขณะที่การประท้วงยังคงดำเนินต่อไปในวันเสาร์ โดยมีผู้เข้าร่วมราว 320,000 คนทั่วประเทศฝรั่งเศส และมีรายงานการจับกุมผู้ประท้วงกว่า 560 คน

 

ราฟาเอลา อูซาน (Rafaela Uzan) นักวิจัยสมทบจาก CFR ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างวัย โดยบอกว่า “คนหนุ่มสาวจำนวนมากรู้สึกว่ารัฐบาลฝรั่งเศสให้ความสำคัญกับคนรุ่นเก่ามากกว่า ทั้งที่อัตราการว่างงานในกลุ่มคนหนุ่มสาวอยู่ในระดับสูง และปัญหาด้านการศึกษาก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ”

 

ส่วนที่สเปน ปัญหาความสามารถในการจ่ายค่าที่อยู่อาศัยได้กลายเป็นประเด็นความไม่พอใจหลัก

 

โดยเหตุการณ์ที่หญิงชราวัย 87 ปีรายหนึ่งถูกไล่ออกจากบ้านที่เธออาศัยมานานในกรุงมาดริดเมื่อเดือนกันยายน หลังจากมีการปรับขึ้นค่าเช่าอย่างก้าวกระโดด ได้จุดชนวนให้เกิดความไม่พอใจไปทั่วประเทศ ซึ่งกลุ่มผู้ประท้วงได้เรียกร้องให้มีการตรึงค่าเช่า ยุติการไล่ที่กลุ่มเปราะบาง และเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการเช่าที่พักระยะสั้นและการเช่าห้องพักต่างๆ

 

ในอิตาลี กลุ่มผู้ประท้วงหนุ่มสาวจำนวนมาก ออกมาเดินขบวนบนท้องถนนเพื่อเรียกร้องเรื่องค่าครองชีพ การศึกษา และความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของพวกเขา การประท้วงเกิดขึ้นในหลายเมือง รวมถึงมิลาน ตูริน และโบโลญญา และบานปลายกลายเป็นความรุนแรงเช่นเดียวกัน

 

ขณะที่การประท้วงคล้ายกันนี้ ยังเกิดขึ้นในโปรตุเกส เบลเยียม กรีซ และแอลเบเนียด้วย

 

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า แม้การประท้วงในหลายประเทศยุโรปจะมีสาเหตุที่แตกต่างกัน แต่ความไม่พอใจที่คล้ายคลึงกันของกลุ่มผู้ประท้วงนั้น หลักๆ เกิดจากปัญหาประชากรสูงวัย ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อระบบการเงินสาธารณะ และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

 

การแสดงออกของกลุ่มเยาวชนและวัยรุ่นหนุ่มสาวในการประท้วงและก่อจลาจลที่เกิดขึ้น ยังสะท้อนให้เห็นถึง “ความรู้สึกไม่เป็นธรรมระหว่างรุ่นอย่างกว้างขวาง”

 

ซาชา ริอาซ ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ (SMU) ชี้ว่า “สังคมยุโรปกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ คนหนุ่มสาวเป็นกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนน้อย และหลายคนรู้สึกว่าผลประโยชน์ของตนถูกละเลย ในขณะที่เงินสาธารณะจำนวนมากขึ้นไปถึงมือคนรุ่นเก่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านระบบบำนาญที่ดูดซับส่วนแบ่งงบประมาณสาธารณะที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”

 

ขณะที่เจเนวีฟ ปอนส์ (Genevieve Pons) ประธานและผู้อำนวยการใหญ่ของสถาบันวิจัย Europe Jacques Delors ในกรุงบรัสเซลส์ ชี้ให้เห็นถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวว่า เป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นความไม่พอใจของประชาชน

 

ทำไมการประท้วงบางส่วนจึงรุนแรง?

 

แม้ว่าการชุมนุมประท้วงในบางจุดจะเป็นไปอย่างสันติ แต่ในหลายเมือง การชุมนุมนั้นบานปลายเป็นความรุนแรงและการก่อจลาจล มีการปล้นสะดม การวางเพลิง และการปะทะกับตำรวจ

 

ในเยอรมนี โรมัน โพเซ็ค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรัฐเฮสเซ กล่าวว่า มีกลุ่มหัวรุนแรงฝ่ายซ้ายประมาณ 100 คนแทรกซึมเข้าไปในการประท้วงที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ตเมื่อวันเสาร์ ซึ่งผู้ก่อจลาจลได้ทุบทำลายกระจกร้านค้า ปล้นสะดมธุรกิจ และขว้างระเบิดเพลิงใส่ตำรวจ

 

หนึ่งในธุรกิจที่ตกเป็นเป้าหมายคือร้านขายปืน โดยตำรวจเปิดเผยว่า ได้จับกุมผู้ต้องสงสัยได้แล้วหนึ่งรายและยึดอาวุธได้สองชิ้น

 

ในเมืองโคโลญ ตำรวจเยอรมนีได้ยุติการเดินขบวนประท้วงก่อนกำหนด หลังจากผู้ประท้วงบางส่วนจุดพลุ ขว้างปาหินใส่เจ้าหน้าที่ และปิดบังใบหน้าแม้จะมีคำสั่งห้าม ซึ่งตำรวจยังใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อสลายฝูงชนด้วย

 

ทั้งนี้ ในการประท้วงเมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมาในประเทศฝรั่งเศส กลุ่มผู้ก่อเหตุได้มุ่งเป้าโจมตีร้านค้าบูติก ซูเปอร์มาร์เก็ต และอาคารสาธารณะต่าง ๆ โดยในเมืองมาร์แซย์ กลุ่มผู้ก่อเหตุได้บุกเข้าไปในศาลาว่าการเมือง ส่วนที่เมืองลีมอฌ ศาลาว่าการเมืองที่เก่าแก่กว่า 143 ปี ถูกวางเพลิงจนลุกไหม้และพังถล่มลงมาบางส่วน

 

ข้อมูลจาก CFR ระบุว่า ในวันดังกล่าวมีร้านค้าประมาณ 3,000 แห่ง ซึ่งรวมถึงร้านค้าแบรนด์หรูและธุรกิจขนาดเล็ก ถูกปล้นสะดม

 

โดยผู้ประท้วงบางส่วนออกมาปกป้องการใช้ความรุนแรง อ้างว่า “เป็นวิธีการหนึ่งในการกดดันเพื่อให้บรรลุข้อเรียกร้องของตน”

 

“ความรุนแรงเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลในสถานการณ์นี้ มันไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นเพียงวิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่พวกเราต้องการ” หนึ่งในผู้ประท้วงกล่าว

 

หน่วยข่าวกรองในฝรั่งเศสและเบลเยียมระบุว่า การปล้นสะดมส่วนใหญ่เป็นการฉวยโอกาส และชี้ว่า ความไม่สงบที่เกิดขึ้น มีทั้งการก่อความรุนแรงที่ไร้เหตุผลและการก่อความไม่สงบโดยกลุ่มเยาวชนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มหัวรุนแรงฝ่ายซ้าย

 

อย่างไรก็ตาม การประท้วงที่รุนแรงไม่ได้สะท้อนถึงเป้าหมายของการเคลื่อนไหวบางกลุ่มเสมอไป

 

ในเยอรมนี ผู้จัดงานของการเคลื่อนไหว GenZ regelt ปฏิเสธความรุนแรงอย่างชัดเจน โดยกล่าวว่า “กลุ่มหัวรุนแรง การเหยียดเชื้อชาติ และคำพูดที่แสดงความเกลียดชังไม่มีที่ยืนในการชุมนุมของพวกเขา”

 

การประท้วงทั่วยุโรปเชื่อมโยงกันหรือไม่?

 

แม้ว่าการประท้วงจะมีสาเหตุกระตุ้นที่แตกต่างกัน แต่ก็มีสัญญาณบ่งชี้ว่า “ผู้ประท้วงได้รับแรงบันดาลใจจากการเคลื่อนไหวในประเทศเพื่อนบ้าน”

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ริอาซ อธิบายการประท้วงทั่วทวีปยุโรปว่าเป็น “การกระจายตัวมากกว่าการประสานหรือเชื่อมโยงกัน” เนื่องจาก “แต่ละการเคลื่อนไหวต่างก็มีข้อเรียกร้องและโครงสร้างเฉพาะของตนเองในแต่ละประเทศ”

 

อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่า “ผู้ประท้วงต่างได้รับแรงบันดาลใจจากกันและกันอย่างชัดเจน” และมองว่ารูปแบบการประท้วงต่อเนื่องที่เกิดขึ้น คล้ายคลึงกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาในยุโรปช่วงปลายทศวรรษ 1960 ตลอดจนการปฏิวัติสีในทศวรรษ 2000 และเหตุการณ์อาหรับสปริง หรือการลุกฮือเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ

 

“การแพร่กระจายเช่นนี้มักจะรุนแรงที่สุดระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน” เขากล่าวเสริม

 

ตามรายงานของ AFP ระบุว่า การชุมนุมประท้วงที่นำโดยเยาวชนในเยอรมนีได้รับแรงบันดาลใจจากการประท้วงที่คล้ายคลึงกันในฝรั่งเศสและอิตาลี

 

มิลลา นักศึกษาวัย 20 ปีในกรุงเบอร์ลิน กล่าวกับสำนักข่าว AFP โดยมองการประท้วงที่เกิดขึ้นในเยอรมนี ว่าเป็น “การแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับการประท้วงอื่นๆ ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วยุโรป”

 

สำนักข่าว BBC รายงานว่า โซเชียลมีเดียมีส่วนช่วยในการขยายขบวนการประท้วงเหล่านี้ โดยมีการจัดกิจกรรมประท้วงผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น TikTok และ Instagram อยู่บ่อยครั้ง

 

CFR รายงานว่า ในฝรั่งเศส วิดีโอเหตุการณ์การปิดกั้นโรงเรียนแห่งหนึ่งในเมืองเครแตย์ได้แพร่กระจายไปบนโลกออนไลน์ ก่อนที่การประท้วงจะขยายวงกว้างไปยังโรงเรียนมัธยมศึกษาหลายแห่งทั่วประเทศ

 

ส่วนที่เมืองบาร์เซโลนา นักเรียนต่างชักชวนกันออกมาประท้วงโดยใช้แฮชแท็ก #InstitutsIndignats ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงสโลแกนการประท้วงในฝรั่งเศสที่เรียกว่า “Lycées Indignés” หรือ “โรงเรียนมัธยมที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ”

 

ภาพ: REUTERS/Kai Pfaffenbach

 

อ้างอิง:


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories