×

EU มีท่าทีอย่างไร? หลังสหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตีอิหร่าน บทบาทของยุโรปในตะวันออกกลางหลังจากนี้จะเปลี่ยนไปหรือไม่?

09.03.2026
  • LOADING...
ภาพแสดงสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อท่าทีและบทบาทของสหภาพยุโรป

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังทดสอบจุดยืนของ “สหภาพยุโรป” อย่างหนัก หลังสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งนำมาสู่การตอบโต้ทางการทหารต่อฐานทัพในหลายประเทศ รวมถึงกาตาร์ บาห์เรน คูเวต จอร์แดน อิรัก และซาอุดีอาระเบีย ส่งผลให้หลายประเทศต้องปิดน่านฟ้า และทำให้เกิดเหตุการณ์เข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านในเวลาต่อมา

 

สถานการณ์ได้ยกระดับความตึงเครียดมากขึ้น หลังอิหร่านส่งโดรนโจมตีฐานทัพทางอากาศของอังกฤษในไซปรัส ซึ่งเป็นดินแดนของสหภาพยุโรป ทำให้หลายประเทศในภูมิภาค เช่น อิตาลี กรีซ และฝรั่งเศส ได้ส่งเรือรบไปยังพื้นที่ดังกล่าว เพื่อสนับสนุนไซปรัส

 

ในขณะที่ ผู้นำยุโรปได้มีท่าทีแตกต่างกันอย่างชัดเจนในเหตุการณ์ดังกล่าว เช่น เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน ที่ได้ออกมาคัดค้านและปฏิเสธไม่ให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพในสเปนเพื่อโจมตีอิหร่าน ซึ่งทำให้ทรัมป์ขู่ตัดความสัมพันธ์ทางการค้ากับสเปน ในขณะที่ ฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ได้ทำการเยือนทำเนียบขาว และเปิดทางให้กองกำลังสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอากาศ Ramstein ในเยอรมนี

 

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ซับซ้อนนี้ THE STANDARD ได้สัมภาษณ์ รศ.ดร.ณัฐนันท์ คุณมาศ ผู้อำนวยการศูนย์ยุโรปศึกษา และอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อประเมินท่าทีและทิศทางนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรปต่อความขัดแย้งที่กำลังทวีความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาในยุคที่ระเบียบโลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

“สหภาพยุโรปต้องรับมือกับสองวิกฤตใหญ่พร้อมกันทั้งในยูเครนและตะวันออกกลาง ซึ่งไม่เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้มาก่อน และวิกฤติในครั้งนี้ได้แตกต่างจากคราววิกฤตในอัฟกานิสถานและอิรักอย่างมาก เนื่องจากสหรัฐอเมริกาภายใต้ทรัมป์ มองสหภาพยุโรปต่างออกไปจากยุคโอบามาหรือไบเดนอย่างสิ้นเชิง และถือเป็นครั้งแรกที่ยุโรปถูกกีดกันออกจากปฏิบัติการหลักอย่างชัดเจน” รศ.ดร.ณัฐนันท์ กล่าว

 

ประเมินทิศทางและบทบาทของสหภาพยุโรป ในภูมิภาคตะวันออกกลางหลังจากนี้อย่างไร?

รศ.ดร.ณัฐนันท์กล่าวว่า สถานการณ์ของยุโรปในขณะนี้อยู่ใน “ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างแท้จริง” ในแง่หนึ่ง ยุโรปไม่ต้องการเข้าไปพัวพันกับวิกฤติตะวันออกกลางในช่วงเวลาที่สถานการณ์ในยูเครนยังคงตึงเครียดสูง เพราะการหันความสนใจออกไป หมายความว่าทรัพยากรที่ควรถูกส่งไปสนับสนุนยูเครนอาจต้องถูกเบนไปรับมือกับวิกฤติอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งจะเปิดช่องให้รัสเซียชิงความได้เปรียบในสนามรบและถ่วงเวลาการเจรจาได้มากยิ่งขึ้น

 

ทว่าในอีกแง่หนึ่ง ตะวันออกกลางไม่ใช่พื้นที่ห่างไกลที่ยุโรปจะนิ่งดูดายได้ หลายชาติในยุโรปมีฐานทัพตั้งอยู่ในภูมิภาคนี้ และการโจมตีในระยะแรกของอิหร่านก็ส่งผลกระทบต่อบุคลากรและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของยุโรปแล้วโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นฐานทัพเรือฝรั่งเศสในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ถูกโดรนโจมตี หรือฐานทัพของอังกฤษในไซปรัสที่ตกเป็นเป้าหมาย

 

นอกจากนี้ การที่ยุโรปพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ทำให้การหยุดชะงักของระบบขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซ จะกระตุ้นราคาน้ำมันและก๊าซให้พุ่งสูงขึ้นทันที ซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อในยุโรปกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง และราคาพลังงานที่สูงขึ้นนี้กลับจะเป็นประโยชน์ต่อรัสเซียในการหาทุนทำสงครามกับยูเครนต่อไป จากการที่หลายประเทศอาจจะหันไปหารัสเซียในการนำเข้าพลังงาน

 

ยิ่งไปกว่านั้น หากอิหร่านเข้าสู่สภาวะสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อ ยุโรปกังวลอย่างมากว่าจะเกิดคลื่นผู้ลี้ภัยระลอกใหม่มุ่งหน้าสู่ทวีป ซึ่งจะก่อปัญหาทั้งในด้านการจัดการและจะยิ่งทำให้การถกเถียงทางการเมืองภายในเรื่องผู้อพยพร้อนแรงขึ้นไปอีก

 

“ในมิติของความชอบธรรมระหว่างประเทศ ยุโรปซึ่งมักนำเสนอตัวเองในฐานะผู้ปกป้องระเบียบโลกที่มีกฎกติกาเป็นรากฐาน ก็ตกอยู่ในสถานะที่ลำบาก เพราะการประณามการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ เป็นเรื่องที่ท้าทายทางการเมืองอย่างยิ่ง จนถึงขณะนี้มีเพียงสเปนเพียงชาติเดียวที่ออกมาวิจารณ์การกระทำดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมา”

 

“ภาพรวมทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่ายุโรปอยู่ในสภาวะที่อยู่นิ่งเฉยไม่ได้ แต่การจะดำเนินการใดๆ ก็มีความลำบาก และขณะเดียวก็มีความจำเป็นเร่งให้วิกฤติครั้งนี้จบให้เร็วที่สุด” รศ.ดร.ณัฐนันท์ กล่าว

 

มองบทบาทความเป็น “ตัวกลาง” ของยุโรปในความขัดแย้ง

 

รศ.ดร.ณัฐนันท์ ประเมินว่า บทบาทความเป็นคนกลางหรือ Mediator ของสหภาพยุโรปในการยุติความขัดแย้ง ได้มีข้อจำกัดพอสมควร เนื่องจากสหรัฐฯ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าไม่ได้มองว่ายุโรปมีความสำคัญในปฏิบัติการครั้งนี้ ดังที่เห็นจากการที่ประเทศในยุโรปไม่ได้รับแจ้งเตือนล่วงหน้าก่อนการโจมตีแต่อย่างใด แม้แต่อิตาลีซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของทรัมป์ก็ยังไม่ได้รับการแจ้งเตือน จนทำให้ กุยโด โครเซตโต รัฐมนตรีกลาโหมอิตาลี ติดอยู่ที่ดูไบพร้อมครอบครัวระหว่างการโจมตี วิกฤติครั้งนี้จึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากครั้งในอัฟกานิสถานและอิรัก

 

นอกจากนี้ จากแถลงการณ์ร่วมของ อัวร์ซูลา ฟอน เดอร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และ อันโตนิโอ คอสตา ประธานคณะมนตรียุโรป ที่แสดงความวิตกกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง รศ.ดร.ณัฐนันท์เห็นว่า การใช้ภาษาในแถลงการณ์ซึ่งแสดงความไม่เป็นกลางนี้ อาจจะเป็นการปิดประตูเจรจากับอิหร่านในช่วงวิกฤติดังกล่าว

 

อย่างไรก็ดี รศ.ดร.ณัฐนันท์เห็นว่า ยุโรปยังสามารถมีบทบาทที่เป็นรูปธรรมได้ใน 3 ด้าน ด้านแรกคือ การผลักดันการลดความตึงเครียดผ่านกลไกทางการทูต แม้จะมีคำถามสำคัญว่าจะบรรลุเป้าหมายนั้นได้อย่างไร ในเมื่ออิหร่านพยายามทุกวิถีทางที่จะดึงประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่สงครามระดับภูมิภาคที่ขยายวงกว้างขึ้น และทั้งอิสราเอลกับสหรัฐฯ ก็ไม่มีสัญญาณว่าจะลดความเข้มข้นของการโจมตีลงในเร็ววัน

 

“กุญแจสำคัญในเรื่องนี้อยู่ที่กลุ่ม GCC (The Gulf Cooperation Council) โดยสหภาพยุโรปควรเร่งสร้างพันธมิตรร่วมกับประเทศเหล่านี้ เช่น ตุรกี สหราชอาณาจักร อินเดีย จีน และชาติอื่นๆ เพื่อผลักดันความริเริ่มทางการทูตที่เปิดทางออกให้ทั้งทรัมป์และอิหร่าน ผ่านการประชุมสุดยอดในริยาด อิสตันบูล หรือที่อื่นในภูมิภาค”

 

ด้านที่สองคือ การรักษาเสรีภาพในการเดินเรือและความมั่นคงทางทะเล อันมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อยุโรปที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานและสินค้ายุทธศาสตร์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจุดเดิมพันไม่ได้หยุดอยู่แค่พลังงานเพียงอย่างเดียว ปุ๋ยและสินค้ายุทธศาสตร์อีกมากมายก็ได้รับผลกระทบด้วย

 

“สหภาพยุโรปสามารถขยาย Operation Agenor ที่ร่วมมือกับกลุ่มประเทศ GCC ซึ่งเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า Operation Sentinel ที่นำโดยสหรัฐฯ เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงในสงครามครั้งนี้ ควบคู่ไปกับการเสริมกำลัง Operation Aspides ในทะเลแดงเพื่อให้ครอบคลุมการคุ้มครองเสรีภาพในการเดินเรือได้กว้างขึ้น”

 

และด้านที่สามคือ การสนับสนุนประชาชนอิหร่านและความปรารถนาประชาธิปไตยของพวกเขา แม้จะเป็นภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะในขณะที่การเสียชีวิตของคาเมเนอีอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง “แต่ความล้มเหลวในอิรัก อัฟกานิสถาน และลิเบียหลังการล่มสลายของกัดดาฟีใน ค.ศ. 2011 ยังตราตรึงและหลอกหลอนอยู่ในความทรงจำของผู้กำหนดนโยบายยุโรปเสมอ”

 

บทเรียนสำคัญจากตอนนั้น คือการแทรกแซงทางการทหารจากภายนอกนำไปสู่รัฐล้มเหลว ความไร้เสถียรภาพที่ยืดเยื้อ และผลกระทบที่สะเทือนถึงยุโรปโดยตรง ทั้งในรูปของคลื่นผู้อพยพและการขยายตัวของเครือข่ายก่อการร้าย ยุโรปจึงต้องระมัดระวังไม่ซ้ำรอยความผิดพลาดเดิม

 

อย่างไรก็ดี รศ.ดร.ณัฐนันท์มองว่า การระมัดระวังไม่ได้หมายความว่าต้องนิ่งเฉย ยุโรปสามารถให้การสนับสนุนฝ่ายค้านอิหร่านได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในทางศีลธรรม การเงิน และเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ที่ช่วยให้ประชาชนอิหร่านสามารถต้านทานและหลบเลี่ยงการปราบปรามของรัฐบาลได้ โดยไม่หยุดอยู่แค่การออกแถลงการณ์หรือแสดงความสามัคคีบนโซเชียลมีเดีย แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ต้องกระทำอย่างระมัดระวัง

 

ท่าทีของสหภาพยุโรปครั้งนี้สอดคล้องหรือแตกต่างจากท่าทีในวิกฤตตะวันออกกลางครั้งก่อนหน้า?

 

รศ.ดร.ณัฐนันท์ กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบกับวิกฤติตะวันออกกลางครั้งก่อนหน้า ท่าทีของสหภาพยุโรป (EU) ในครั้งนี้มีทั้งความสอดคล้องและความแตกต่างที่น่าสนใจ

 

ในแง่ที่สอดคล้องกัน สหภาพยุโรปยังคงยึดมั่นในแนวทางเดิม คือการเรียกร้องให้ลดความตึงเครียด ปกป้องพลเรือน และรักษากติการะหว่างประเทศ ซึ่งเป็นภาษาทางการทูตที่สหภาพยุโรป (EU) ใช้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติในอิรัก ลิเบีย หรือกาซา รวมถึงยังคงพยายามทำหน้าที่เป็นเสียงของพหุภาคีนิยมและระเบียบโลกที่มีกฎกติกาเป็นรากฐาน

 

ทว่าในแง่ที่แตกต่างออกไป วิกฤติครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่สหภาพยุโรปถูกกีดกันออกจากปฏิบัติการหลักอย่างชัดเจน ในกรณีอัฟกานิสถานและอิรัก ยุโรปมีส่วนร่วมโดยตรงในฐานะหุ้นส่วนทางทหาร หรือแม้กระทั่งในการโจมตีสถานที่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อมิถุนายนปีที่แล้ว ยุโรปยังมีส่วนร่วมในการปกป้องน่านฟ้าของอิสราเอล แต่ในครั้งนี้สหรัฐฯ ไม่ได้แจ้งเตือนพันธมิตรยุโรปแม้แต่ชาติที่ใกล้ชิดทรัมป์ที่สุดอย่างอิตาลี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์ มองยุโรปต่างออกไปจากยุคโอบามาหรือไบเดนอย่างสิ้นเชิง

 

นอกจากนี้ บริบทของวิกฤติครั้งนี้ยังซับซ้อนกว่าเดิมในสองมิติ มิติแรกคือยุโรปต้องรับมือกับวิกฤติสองพร้อมกันทั้งยูเครนและตะวันออกกลาง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในลักษณะนี้มาก่อน และมิติที่สองคือความเชื่อมโยงระหว่างสองวิกฤติที่ชัดเจนกว่าในอดีต ทั้งในแง่ของราคาพลังงานที่เป็นประโยชน์ต่อรัสเซีย และขีปนาวุธอิหร่านที่ถูกใช้ทั้งในตะวันออกกลางและในยูเครน

 

วิกฤตครั้งนี้จะเปลี่ยนบทบาทของ EU ในภูมิภาคตะวันออกกลางในระยะยาวหรือไม่?

 

รศ.ดร.ณัฐนันท์ เชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้มีเหตุผลที่จะเชื่อได้ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะวิกฤติครั้งนี้ได้เปิดเผยความจริงสองประการที่สหภาพยุโรปไม่สามารถเดินหน้าโดยเพิกเฉยได้อีกต่อไป

 

ประการแรกคือ การที่ยุโรปพึ่งพาสหรัฐฯ ในฐานะผู้นำปฏิบัติการความมั่นคงในภูมิภาคมากเกินไป และประการที่สองคือการที่ยุโรปขาดเครื่องมือทางการทหารและการทูตที่เป็นอิสระเพียงพอที่จะมีบทบาทเชิงรุกได้จริง

 

แรงกดดันทั้งสองประการนี้น่าจะผลักให้สหภาพยุโรปเดินหน้าเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันตนเองและการทูตในภูมิภาคมากขึ้น โดยเฉพาะผ่านการขยายปฏิบัติการทางทะเลอย่าง Agenor และ Aspides รวมถึงสร้างพันธมิตรที่ใกล้ชิดขึ้นกับกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับโดยไม่ต้องผ่านสหรัฐฯ

 

อย่างไรก็ดี รศ.ดร.ณัฐนันท์ย้ำว่า ยังมีเหตุผลที่ต้องระมัดระวังต่อการมองสถานการณ์ในแง่ดีเกินไป เพราะสหภาพยุโรปมีประวัติศาสตร์อันยาวนานของการประกาศเจตนารมณ์ที่ทะเยอทะยานในช่วงวิกฤติ แต่กลับหดตัวกลับสู่ความเฉื่อยชาเมื่อวิกฤติผ่านพ้นไป ดังที่ปรากฏให้เห็นชัดเจนในกรณีของเยอรมนีภายหลังการรุกรานยูเครนของรัสเซีย จึงต้องจับตาท่าทีในอนาคตอย่างใกล้ชิด

 

นอกจากนี้ความแตกแยกภายในระหว่างประเทศสมาชิกเรื่องนโยบายตะวันออกกลางก็ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ รวมถึงภาระผูกพันในยูเครนก็ยังคงดึงทรัพยากรและความสนใจออกไปอย่างต่อเนื่อง

 

ประเมินความสัมพันธ์ของ ยุโรป–สหรัฐฯ ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งนี้

 

สำหรับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ วิกฤติครั้งนี้เป็นเพียงกระจกที่สะท้อนให้เห็นรอยร้าวที่มีอยู่แล้วในความสัมพันธ์ระหว่างยุโรปและสหรัฐฯ ได้ชัดเจนขึ้น ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้รอยร้าวนั้นเกิดขึ้น

 

ภายใต้ทรัมป์ รศ.ดร.ณัฐนันท์มองว่าความสัมพันธ์นี้ดำเนินไปบนตรรกะที่แตกต่างจากยุคก่อนอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือสหรัฐฯ มองยุโรปในฐานะหุ้นส่วนที่ต้องพิสูจน์คุณค่าของตนเอง ไม่ใช่พันธมิตรที่ต้องปรึกษาหารือโดยปริยาย การที่อิตาลีซึ่งเป็นชาติที่ใกล้ชิดทรัมป์ที่สุดในยุโรปยังไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้าในเหตุการณ์โจมตีอิหร่านถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนมาก

 

ในระยะสั้น ความสัมพันธ์น่าจะดำเนินไปในลักษณะร่วมมือเฉพาะกิจ คือ สหภาพยุโรปจะสนับสนุนเป้าหมายที่ตรงกัน เช่น การปิดกั้นอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านและการรักษาเสรีภาพในการเดินเรือ แต่จะไม่ได้อยู่บนโต๊ะตัดสินใจหลัก

 

ส่วนในระยะยาว วิกฤติครั้งนี้น่าจะเร่งให้ยุโรปตระหนักว่าการพึ่งพาสหรัฐฯ เป็นหลักในด้านความมั่นคงนั้นมีต้นทุนที่สูงเกินไป และจะเป็นแรงผลักดันสำคัญสู่การสร้างความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ หรือ Strategic Autonomy ของยุโรปอย่างจริงจังมากกว่าที่เคยเป็นมา แม้เส้นทางนั้นจะยังอีกยาวไกลก็ตาม

 

ภาพ: REUTERS / Stringer

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising