×

ยอดออก ESG Bond ไทยครึ่งแรกปีนี้โต 14.7% ครองสัดส่วนเพิ่มเป็น 5.9% ของยอดคงค้างตราสารหนี้ทั้งหมด

12.08.2026
  • LOADING...
ภาพกองเหรียญและต้นกล้า สื่อถึงการเติบโตของ ESG Bond

ตลาด ESG Bond ไทยครึ่งแรกปี 2569 โต 14.7% ยอดทะลุล้านล้าน รัฐยังครองแชมป์ออกหุ้นกู้สูงสุด ทำให้สัดส่วน ESG Bond ต่อยอดคงค้างตราสารหนี้ทั้งหมดในไทยเพิ่มขึ้นเป็น 5.9% ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาด ESG Bond ปี 2569 แตะ 2 แสนล้าน ลุ้นรัฐออก SLB 3 หมื่นล้านพยุงตลาดครึ่งปีหลัง

 

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ระบุว่า มูลค่าการออกตราสารหนี้ ESG ใหม่ในช่วงครึ่งแรกปี 2569 อยู่ที่ราว 116,205 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 101,300 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าคงค้างเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 1,081,430 ล้านบาท สะท้อนบทบาทที่สำคัญของ ESG Bond ต่อตลาดทุนไทย โดยสัดส่วนยอดคงค้าง ESG Bond ต่อยอดคงค้างตราสารหนี้ทั้งหมดในไทยเพิ่มขึ้นจาก 5.2% ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2568 เป็น 5.9% ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569

 

ฝั่งภาคเอกชน มูลค่าการออกตราสารหนี้ ESG ใหม่เร่งขึ้นมาอยู่ที่ 25,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 78.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงหนุนสำคัญจากการออกตราสารหนี้ของบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) มูลค่า 8,000 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดคงค้างของ ESG Bond ภาคเอกชนอยู่ที่ราว 271,227 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569

 

แรงส่งยังนำโดยภาครัฐ ขณะที่เอกชนกระจุกตัวในธุรกิจพลังงานและขนส่ง

 

ภาครัฐมีสัดส่วนสูงสุดของการออก ESG Bond ในช่วงครึ่งแรกปี 2569 ราว 60.8% ของมูลค่าการออกตราสารหนี้ ESG ใหม่ทั้งหมด โดยมาจากการ Reopen พันธบัตร ตามด้วยสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFI) 17.2%

 

ขณะที่ฝั่งเอกชนยังนำโดยกลุ่มพลังงาน (12.0%) และขนส่ง (6.9%) โดยกลุ่มพลังงาน เช่น ซีเค พาวเวอร์ ทีพีไอ โพลีน และ ราช กรุ๊ป โดยเงินระดมทุนส่วนใหญ่ใช้เพื่อชดเชยการลงทุนเดิม ส่วนกลุ่มขนส่งมาจากบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) เพื่อใช้เป็นเงินลงทุน และ/หรือ ทดแทนเงินลงทุนในโครงการขนส่งที่ใช้พลังงานสะอาด

 

ขณะที่การออก ESG Bond ของภาคเอกชนในครึ่งแรกปี 2569 ยังหนุนโครงการยั่งยืนในประเทศได้จำกัด เนื่องจากมีเม็ดเงินลงทุนสำหรับโครงการใหม่หรือโครงการต่อเนื่องเพียง 5,030 ล้านบาท หรือ 19.7% ของยอดออกทั้งหมด และส่วนใหญ่เป็นโครงการพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศกว่า 3,030 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ สัดส่วนเม็ดเงินสำหรับโครงการใหม่หรือโครงการต่อเนื่องลดลงจาก 24.5-28.0% ของยอดออก ESG Bond ภาคเอกชนในครึ่งแรกปี 2568 เหลือเพียง 19.7% ในครึ่งแรกปี 2569 นั่นหมายความว่าแม้การออก ESG Bond ภาคเอกชนจะเพิ่มขึ้น แต่เม็ดเงินที่ช่วยต่อยอด Green Investment ยังไม่ได้ขยายตัวตาม โดยบทบาทของ ESG Bond ภาคเอกชนยังอยู่ที่การชดเชยเงินลงทุนเดิมและการชำระคืนหนี้เป็นหลัก

 

คาดแรงส่งครึ่งหลังปี 2569 ยังพึ่งแรงหนุนรัฐ เพื่อพยุงตลาด ESG Bond

 

แนวโน้มมูลค่าการออก ESG Bond ทั้งปี 2569 อาจไม่เร่งตัวเท่าปีที่ผ่านมา หากแรงหนุนจากการออกตราสารหนี้ของภาครัฐในช่วงครึ่งหลังยังมีจำกัด

 

แรงส่งในครึ่งหลังยังคงมาจากภาครัฐ ซึ่งมีแผนออก Sustainability-Linked Bond (SLB) รุ่นใหม่ประมาณ 30,000 ล้านบาท ภายในปีงบประมาณ 2569 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือระดมทุนเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณและปรับโครงสร้างหนี้ภาครัฐ

 

หากการออก SLB ของภาครัฐเป็นไปตามแผน คาดว่าจะช่วยชดเชยตราสารหนี้ที่ครบกำหนดในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ซึ่งอยู่ที่ 24,148 ล้านบาท โดยเฉพาะจากภาคเอกชนกว่า 19,390 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดคงค้างยังยืนเหนือระดับ 1 ล้านล้านบาทได้

 

อย่างไรก็ตาม แรงส่งจากภาคเอกชนยังมีข้อจำกัดจาก 1) ทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ยังอยู่ในระดับสูง 2) ส่วนต่างต้นทุนระหว่าง ESG Bond กับตราสารหนี้ทั่วไป (Greenium) ที่แคบลง เนื่องจากนักลงทุนอาจยอมรับผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตราสารทั่วไปได้น้อยลง ขณะที่ผู้ออกตราสารยังมีต้นทุนเพิ่มเติมจากการตรวจสอบและรายงานด้านความยั่งยืน และ 3) ภาวะเศรษฐกิจชะลอซึ่งส่งผลให้ภาคเอกชนระมัดระวังต่อแผนลงทุนใหม่

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า มูลค่าการออก ESG Bond ปี 2569 โดยรวมทั้งปีจะอยู่ราว 2 แสนล้านบาท ใกล้เคียงกับปี 2568 ที่ 208,404 ล้านบาท สะท้อนว่าตลาดทรงตัวได้จากการพึ่งแรงหนุนภาครัฐเป็นหลัก ขณะที่แรงส่งจากภาคเอกชนต่อ Green Investment ในประเทศยังมีจำกัด ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าที่ยังไม่แน่นอน และแรงผลักดันจากกติกาด้าน ESG ในประเทศที่ยังรอบังคับใช้กฎหมายเพิ่มเติมในอนาคต

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories