×

สนธิรัตน์ เปิดรับฟังความเห็นต่างจากเอ็นจีโอ แกนนำ คปพ. ยื่นข้อเรียกร้อง เร่งปรับโครงสร้างด้านพลังงาน

โดย THE STANDARD TEAM
22.08.2019
โครงสร้างด้านพลังงาน

21 สิงหาคม สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดโอกาสให้แกนนำเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) นำโดย รสนา โตสิตระกูล อดีต สว. สรรหา, ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการด้านพลังงาน และ ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เข้าพบเพื่อแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายด้านพลังงานของประเทศ  

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเปิดเผยว่า ในฐานะผู้กำหนดนโยบายพลังงาน ยินดีและพร้อมเปิดรับฟังทุกความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายพลังงานจากทุกๆ ฝ่ายอยู่แล้ว เพราะความเห็นต่างไม่จำเป็นต้องเป็นความขัดแย้งเสมอไป ซึ่งหากเป็นข้อคิดเห็นที่จะช่วยขับเคลื่อนให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ เป็นประโยชน์ต่อประชาชนคนไทยทุกคน และสอดรับกับนโยบายของรัฐบาล ก็พร้อมที่จะนำทุกข้อคิดเห็นมาประกอบการพิจารณาปรับใช้ให้เหมาะสม และเปิดกว้างให้กลุ่มได้มาร่วมเป็นที่ปรึกษาให้กับกระทรวงพลังงานด้วย

 

โครงสร้างด้านพลังงาน โครงสร้างด้านพลังงาน

 

สำหรับการรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่ม คปพ. ในวันนี้มีข้อเสนอแนะ 5 ประเด็น คือ 1. การจัดการผลประโยชน์ปลายน้ำ ราคาน้ำมัน ราคาก๊าซในประเทศ และผลกระทบต่อประชาชน 2. การจัดการผลประโยชน์ต้นน้ำระหว่างประเทศ กรณีพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา 3. การจัดการผลประโยชน์ต้นน้ำในประเทศ Producting Sharing Contact 4. การแยกเป็น PTTOR แบ่งผลประโยชน์กระทรวงการคลังกับผู้ถือหุ้น และเลี่ยงกฎหมายรัฐวิสาหกิจ 5. การผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. 51% ไม่เป็นธรรม

 

ประเด็นราคาขายปลีกพลังงาน คปพ. นำเสนอให้แก้ปัญหาที่โครงสร้างราคาแทนการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุน เพราะกองทุนน้ำมันฯ ก็นำเงินมาจากประชาชน สุดท้ายประชาชนเป็นผู้จ่ายแพงอยู่ดี โดยเสนอให้ลดต้นทุนที่เป็นค่าขนส่งเทียม โดยยกเลิกการกำหนดราคา ณ โรงกลั่น ซึ่งปัจจุบันอิงราคาสิงคโปร์บวกค่าขนส่งในการนำเข้า ซึ่งจะลดต้นทุนขนส่งได้ 50-60 สตางค์/ลิตร และปัจจุบันการกลั่นน้ำมันในไทยเกินความต้องการจนต้องส่งออกไป ควรลดกำลังการกลั่น ทบทวนบริหารผลประโยชน์ระหว่างโรงกลั่นกับประชาชน โรงกลั่นไม่ควรได้สิทธิประโยชน์มากเกินไป

 

ราคาเอทานอลและไบโอดีเซล (B100) การส่งเสริมยิ่งทำให้ราคาปลายทางแพงขึ้น การอ้างอิงราคาเอทานอลของไทยทำให้ราคาเอทานอลไทยแพงกว่าตลาดโลก ทำให้ต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ มาอุดหนุน ขณะที่ราคาเอทานอลไทยแพงกว่าบราซิล 70% แต่ผลประโยชน์ที่ได้รับตกกับผู้ประกอบการไม่ถึงมือเกษตรกร เสนอให้ประชาชนสามารถผลิตและขาย B100 ได้โดยตรง ควรกระจายธุรกิจพลังงานสู่ชุมชน และยกเว้นการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ในขณะที่โรงงานผลิตเอทานอล ไบโอดีเซล ซึ่งคุ้มทุนแล้ว รัฐควรมีระยะเวลาในการให้สิทธิประโยชน์ ไม่ได้ให้ไปตลอด

 

สนธิรัตน์กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า กระทรวงพลังงานเริ่มจะปรับการใช้ B7 และปรับโครงสร้างน้ำมันดีเซลใหม่ โดยสนับสนุน B10 และ B20 แก้ปัญหาการลักลอบปาล์มน้ำมัน กำหนดผู้ผลิตลงทะเบียนในระบบ ซึ่งแม้ว่าสุดท้ายแล้วราคาปลายทางอาจจะแพงขึ้นได้ แต่ผลประโยชน์ต้องตกกับประชาชนด้วย โดยกระทรวงฯ จะกำหนดสิทธิประโยชน์โดยดูเรื่องผลประโยชน์ต่อเกษตรกร และรับประกันว่าจะสามารถบริหารสมดุลด้าน Supply และ Demand ได้ โดยมอบ ปตท. คิดกลไกเพื่อให้ได้ราคาที่เกษตรกรอยู่ได้ โดยที่ด้านกระทรวงพาณิชย์เองก็ต้องประกันปริมาณปาล์มไม่ให้ขาดแคลนด้วย

 

ทั้งนี้ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล กล่าวว่า หากรัฐต้องการใช้ความแข็งแรงของ ปตท. เพื่อสร้างประโยชน์ให้ประชาชน โดยการเพิ่มบทบาทของ ปตท. จะต้องมีการตรวจสอบและสร้างความดุลในอำนาจหน้าที่

 

ประเด็นก๊าซหุงต้ม ปัจจุบันประสบปัญหา 3 ข้อ คือ 1. ภาคปิโตรเคมีใช้มากเกินไป 2. ราคาอ้างอิงราคานำเข้าทั้งที่ผลิตได้เองมากในประเทศ 3. ปตท. ผูกขาด โดยเสนอแนวทางแก้ไขคือ 1. จัดลำดับความสำคัญให้ประชาชนได้ใช้ก่อน 2. ปรับกลับมาใช้ระบบ Pool

 

ประเด็นการประมูลแหล่งเอราวัณ-บงกช ระบุว่า ขอให้มีการตรวจสอบกลไกการประมูลแหล่งเอราวัณ-บงกช เพราะระบบ PSC ที่นำมาใช้ในการประมูลเป็นระบบ PSC จำแลง ทำให้รัฐเสียประโยชน์ ได้ค่าภาคหลวงน้อยลง นอกจากนี้บริษัทที่เข้าร่วมการประมูลอย่างบริษัทเชฟรอน ก็มีประวัติด่างพร้อยเรื่องค้าน้ำมันเถื่อน จึงไม่ควรมีสิทธิ์ได้เข้าร่วมประมูล ส่วนบริษัท ปตท.สผ. ที่ชนะการประมูล ก็เป็นผู้ที่ครอบครองท่อก๊าซเชฟรอน สุดท้ายผู้ที่ได้ประโยชน์จากการผลิตก๊าซทั้ง 2 แหล่งภาคปิโตรเคมี ที่ไม่ได้จ่ายอะไรเลย แต่กลับได้ใช้ก๊าซในราคาถูก และรัฐก็ไม่ควรยกเลิกสิทธิ์ 25% ของรัฐในการร่วมสำรวจระบบ PSC

 

โครงสร้างด้านพลังงาน

 

นอกจากนี้ทาง คปพ. ยังระบุถึงความไม่เหมาะสมกรณีที่ข้าราชการเข้าไปเป็นคณะกรรมการบริหารในรัฐวิสาหกิจและบริษัทเอกชน เพราะมองว่าเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน

 

กรณี กฟผ. มองว่า แม้จะไม่ถูกแปรรูป แต่มีการเข้าไปล้วงลูก และเข้าไปทำประกันกำไรให้นักลงทุน ส่วนประชาชนเป็นผู้แบกรับการประกันกำไร

 

ด้าน รสนา โตสิตระกูล กล่าวสนับสนุนโครงการพลังงานหมุนเวียนของกระทรวงพลังงานที่รัฐมนตรีฯ วางไว้ให้ตอบโจทย์ 3 เรื่องคือ ลดความเหลื่อมล้ำ ช่วยลดโลกร้อน และเรื่อง AI ส่วนเรื่องการสนับสนุนระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) มองว่า รัฐตั้งภาษีแพงเกินไป พร้อมทั้งเสนอให้วางรากฐานให้ประชาชนเข้าถึงพลังงาน โดยเสนอให้รัฐมนตรีฯ วางพื้นฐานให้คนเข้าถึงพลังงาน โดยใช้ Disruptive Technology และระบบ Net Metering สำหรับการรับซื้อไฟฟ้าโครงการโซลาร์รูฟท็อปในราคา 1.68 บาท/หน่วย มองว่าเป็นราคาที่ไม่จูงใจ

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories