×

เลือกตั้ง 2569 : หมดยุค ‘สเตียรอยด์’ ในคราบประชานิยม? เลือกตั้ง 2569 นักธุรกิจอยากเห็นไทยหลุดพ้นแจกเงิน

08.01.2026
  • LOADING...
หมดยุค ‘สเตียรอยด์’ ในคราบประชานิยม? เลือกตั้ง 2569 นักธุรกิจ อยากเห็น ไทย หลุดพ้นแจกเงิน

หลายสำนักวิจัยฟันธงเศรษฐกิจปีนี้ ‘ชะลอตัว’ โตต่ำกว่า 2% บนรอยต่อนับถอยหลังเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 นโยบายหาเสียงกลับมาเป็นปัจจัยขี้ชะตาเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง ซึ่งหลายพรรคการเมืองต่างงัดกลยุทธ์แผนพลิกฟื้นปากท้องประชาชน

 

ผู้นำภาคเอกชน 3 องค์กร เสวนาในงาน TDRI เห็นพ้องกันว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ใน ‘หุบเหวอันตราย’ และเผชิญโครงสร้าง ‘เปราะบาง’ ถึงเวลาที่ประเทศต้องก้าวข้ามนโยบาย ‘ประชานิยมแจกเงิน’ ไปสู่การสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สร้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างแท้จริง ก่อนสายเกินแก้

 

หมดยุค ‘สเตียรอยด์’ ในคราบประชานิยม? เลือกตั้ง 2569 นักธุรกิจ อยากเห็น ไทย หลุดพ้นแจกเงิน 1

 

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แสดงความกังวลว่า การกู้เงินมาแจกยิ่งเพิ่มความเสี่ยงภาระการคลังอย่างหนัก ซึ่งสะท้อนได้จากการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา

 

นโยบายประชานิยมถูกใช้เป็นเครื่องมือหาเสียงมาตลอด แต่ท้ายที่สุด ‘มักให้ผลจริงเพียงเล็กน้อย’ แต่กลับทิ้งภาระต้นทุนงบประมาณการคลังระยะยาวไว้กับประเทศ เช่น โครงการประกันราคาและโครงการจำนำ

 

“หากจำเป็นต้องใช้นโยบายประชานิยม ควรเป็น ‘ประชานิยมสร้างงาน สร้างรายได้’ ไม่ใช่เพียงการใช้เงิน และทุกพรรคการเมืองต้องคำนึงถึงการหารายได้และการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจควบคู่กันไป”

 

นอกจากนี้ ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างคอร์รัปชัน การเมือง และระบบราชการที่อ่อนแอ คือ ‘มะเร็งร้าย’ เป็นอุปสรรคใหญ่ กัดเซาะเศรษฐกิจไทยไปเรื่อยๆ หากไม่เร่งแก้ เศรษฐกิจไทยจะไม่สามารถเดินหน้าต่อได้

 

ดังนั้น ดร.พจน์ เรียกร้องให้พรรคการเมือง ‘หยุดคิดเรื่องการแจกเงิน’ และหันมาหารืออย่างจริงจังถึงวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญ ทั้งการท่องเที่ยวชะลอ ภาษีสหรัฐฯ ภูมิรัฐศาสตร์ การส่งออกอ่อนแรง หนี้สูง และความเสี่ยงทางการคลัง

 

ด้าน เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ชี้ว่า การแจกเงินกลายเป็น ‘ธรรมเนียมการเมือง’ แต่ไม่ก่อให้เกิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และนโยบายควิกวินอาจกลายเป็นกับดักฉุดรั้งเศรษฐกิจประเทศโดยเปล่าประโยชน์

 

“โดยเฉพาะ นโยบายการขึ้นค่าแรง โดยไม่พัฒนาผลิตภาพแรงงาน ซึ่งจะต่างจากประเทศอื่นอย่างจีน เวียดนาม ที่เน้นพัฒนาทักษะคน และหากจะมีการแจก ต้องเป็นการแจกอย่างมีคุณภาพ เข้าระบบ เน้นเพิ่มสภาพคล่องให้ SME และนำเงินไปลงทุนสร้างอุตสาหกรรมใหม่ในระยะยาว”

 

ส.อ.ท. ระบุ อีกว่า วันนี้และอนาคตการเติบโตของ GDP ไทยต้องมาจากการ ‘ยกระดับทักษะแรงงาน’ ซึ่งภาคเอกชนพร้อมจ่ายค่าแรงตามทักษะ (Pay by Skill)

 

แต่ปัจจุบันแรงงานไทยและต่างด้าวได้ค่าแรงใกล้เคียงกัน ทำให้เงินไหลออกนอกประเทศ ส่งผลให้ GDP ไทยวันนี้เติบโตต่ำกว่า 2% ขณะที่เวียดนามโตถึง 8% ปีนี้ไทยจะโตรั้งท้ายภูมิภาค และเพื่อนบ้านแซงไทยไปเรื่อยๆ

 

เกรียงไกร ย้ำอย่างน่าสนใจว่า คำว่า “เขาแจกแต่เราจ่าย ไม่ต่างกับอะไรกับคำว่า ใจถึงพึ่งได” ทำไมพรรคการเมืองไม่ปรับนโยบายเรียกคะแนนด้วยคำว่า ‘คนเก่ง คนดี’ และต้องมั่นใจว่า เมื่อเข้ามาทำหน้าที่แล้วจะกระตุ้น GDP ได้มากกว่านี้หรือไม่

 

“ผมอยากได้นักการเมือง กล้าคิด กล้าทำ ในทางที่ดี เสียสละ ผมยังมีความหวัง ไม่ใช่แค่พึ่งการแจก การแจกเงินต้องมีศิลปะ ประชาชนเองก็ต้องกลับมามองตนเอง ปรับมายเซตประชานิยมให้ไปในทิศทางเดียวกัน” เกรียงไกร ย้ำ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

 

ขณะที่ ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย มองว่า สิ่งที่ไทยขาดอย่างยิ่งคือ ‘ระบบข้อมูล’ เพื่อใช้ตรวจสอบ วัดผล และประเมินการใช้ทรัพยากร หากไม่มีข้อมูลที่สะท้อนการสร้างงาน รายได้ และความยั่งยืน การแจกเงินก็จะกลายเป็นเหมือน ‘การให้สเตียรอยด์ ทำลายระบบเศรษฐกิจและทำให้กลุ่มเปราะบางติดกับดักหลุมดำ’

 

“นโยบายแจกเงินอาจทำหน้าที่คล้ายสารเสพติด หรือ สเตียรอยด์ ที่เป็นภัยต่อกลุ่มเปราะบาง ไม่ช่วยให้เขาออกจากหลุมดำทางการเงินได้จริง ถ้าไม่ได้นำไปสู่การปรับพฤติกรรมการเงิน ท้ายที่สุดภาระหนี้เหล่านี้จะย้อนกลับมาทำลายระบบธนาคารและเครดิตของประเทศ”

 

ผยง ชี้ว่า มากกว่า 65% ของ GDP ไทยมาจากภาคธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ผู้ประกอบการรายย่อยกลับถูกทิ้งไว้ชายขอบ ส่งผลให้ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ไทยเติบโตจาก ‘บุญเก่า’ ไม่มีเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ทั้งที่โลกธุรกิจและนวัตกรรมกำลังเป็นฟันเฟืองสำคัญ

 

ท่ามกลางความเสี่ยงจากวิกฤตโลก ภัยพิบัติ และการแข่งขันจากเพื่อนบ้านที่นับวันยิ่งแข็งแกร่ง ไทยยังไม่เห็นแผนปฏิบัติการหรือสะพานเชื่อมนโยบายที่ชัดเจนจากพรรคการเมือง

 

ผยง เสนอว่า ประเทศต้องสร้างสมการรายได้ใหม่ ผ่านนโยบายสาธารณะที่เชื่อมโยงการวิจัย นวัตกรรม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน สนับสนุนเวทีถกเถียงสาธารณะและสร้างสังคมฐานปัญญา

 

พร้อมเตือนว่า ประชานิยมในวันนี้ ‘ไม่ใช่แค่ปัญหาของกลุ่มเปราะบาง แต่แรงต้านสำคัญกลับมาจากกลุ่มผู้ได้ประโยชน์เดิม’

 

บทสรุปเสียงจาก 3 บิ๊กเอกชน สะท้อนตรงกันว่า ไทยควรปิดฉากยุคประชานิยมแจกเงิน และหันมาสร้างเศรษฐกิจบนฐานการทำงานจริง ทักษะคน นวัตกรรม ความโปร่งใส และความยั่งยืน ก่อนที่ประเทศจะถอยหลัง ถูกเพื่อนบ้านแซงไปมากกว่านี้

 

ภาพ: master1305/Getty images

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising