พายุไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
ธีรพงษ์ชี้ว่า ทุกฝ่ายต้องยอมรับว่ากำลังอยู่ภายใต้ภาวะ ‘ความปกติใหม่’ ซึ่งรูปแบบของอุณหภูมิและปริมาณฝนอาจไม่เป็นไปตามลักษณะเดิม การนำข้อมูลด้านสภาพอากาศ ภูมิอากาศ และความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่มาใช้วางแผนชีวิต จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
ประเด็นสำคัญ
แม้ประเทศไทยยังต้องติดตามพายุที่อาจส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก แต่พายุเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากความรุนแรงของผลกระทบในแต่ละพื้นที่ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกหลายด้าน ทั้งตำแหน่งและการเคลื่อนตัวของร่องมรสุม ปริมาณฝนสะสม ตลอดจนลักษณะภูมิประเทศ เช่น พื้นที่ภูเขา พื้นที่ลุ่ม และพื้นที่ดอน
แม้อยู่ภายใต้อิทธิพลของสภาพอากาศชุดเดียวกัน แต่ละพื้นที่อาจเผชิญผลกระทบในระดับที่แตกต่างกัน พื้นที่ภูเขาอาจเสี่ยงต่อน้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม ขณะที่พื้นที่ลุ่มอาจเผชิญน้ำท่วมขังหรือน้ำล้นตลิ่ง ส่วนพื้นที่ดอนอาจประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเมื่อฝนทิ้งช่วง
ด้วยเหตุนี้ การเพิ่มความแม่นยำของการพยากรณ์จึงไม่สามารถพิจารณาเฉพาะข้อมูลพายุ แต่ต้องนำข้อมูลหลายด้านมาวิเคราะห์ร่วมกัน ทั้งร่องมรสุม ปริมาณฝนสะสม และลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่ เพื่อประเมินระดับความเสี่ยงและกำหนดแนวทางแจ้งเตือนให้เหมาะสม
เอลนีโญไม่ได้แปลว่าไม่มีฝน
การกลับมาของเอลนีโญอาจทำให้ภาพรวมปริมาณฝนของไทยลดลงหรือเกิดการกระจายตัวอย่างไม่สม่ำเสมอ แต่ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะไม่มีพายุหรือฝนตกหนัก เพราะในบางช่วงเวลา ไทยยังอาจได้รับอิทธิพลจากพายุและร่องมรสุม จนเกิดฝนตกหนักเฉพาะพื้นที่ได้
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การบริหารจัดการความเสี่ยงสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือการเตรียมรับปริมาณน้ำต้นทุนที่อาจลดลง ฝนทิ้งช่วง และภัยแล้ง แต่อีกด้านหนึ่งก็ยังต้องเตรียมพร้อมต่อฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากที่อาจเกิดขึ้นในบางพื้นที่
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้การพิจารณาเพียงค่าเฉลี่ยปริมาณฝนระดับประเทศอาจไม่เพียงพอ เพราะต่อให้ปริมาณฝนรวมลดลง ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักในระยะเวลาสั้นก็ยังสร้างความเสียหายได้ ขณะที่บางพื้นที่อาจไม่ได้รับฝนมากพอสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตร
สามแนวทางรับมือ ‘ความปกติใหม่’
ธีรพงษ์มองว่า การลดผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศต้องเริ่มจาก 3 แนวทางสำคัญ
แนวทางแรกคือ ประชาชนต้องติดตามข้อมูลข่าวสารและประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด เพราะรูปแบบของอุณหภูมิและฝนที่เปลี่ยนแปลงไป อาจทำให้ประสบการณ์จากอดีตไม่สามารถนำมาใช้คาดการณ์สถานการณ์ในปัจจุบันได้ทั้งหมด
แนวทางที่สองคือ การเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติทั้งในระดับองค์กร ชุมชน และบุคคล โดยต้องเตรียมรับความเสี่ยงมากกว่าหนึ่งรูปแบบ เพราะแต่ละพื้นที่อาจไม่ได้เผชิญเฉพาะภัยแล้ง แต่อาจได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก น้ำท่วม หรือน้ำป่าไหลหลากได้เช่นเดียวกัน
แนวทางที่สามคือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม วิถีชีวิต ที่อยู่อาศัย และรูปแบบการประกอบธุรกิจให้สอดคล้องกับความเสี่ยง หากพื้นที่ใดมีแนวโน้มเผชิญน้ำท่วมซ้ำซาก ประชาชนอาจต้องปรับปรุงที่อยู่อาศัยหรือจัดวางทรัพย์สินให้เหมาะสม ขณะที่ภาคธุรกิจต้องประเมินความเสี่ยงต่อสถานประกอบการ ระบบขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานควบคู่กันไป
ภาคเกษตรต้องปรับก่อนความเสี่ยงมาถึง
ภาคการเกษตรเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่เผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยตรง เพราะทั้งปริมาณน้ำ ช่วงเวลาของฤดูกาล และอุณหภูมิ ล้วนส่งผลต่อการเพาะปลูกและผลผลิต เกษตรกรจึงอาจไม่สามารถพึ่งพารูปแบบการทำเกษตรแบบเดิมเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป
ธีรพงษ์เสนอว่า ควรนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยวางแผนและเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก ไม่ว่าจะเป็นเกษตรแม่นยำ เกษตรอัจฉริยะ หรือเกษตรยั่งยืน เพื่อกระจายความเสี่ยง ลดผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและพลังงาน
แนวทางดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการรอแก้ปัญหาหลังเกิดภัยพิบัติ แต่เป็นการนำข้อมูลความเสี่ยงมาใช้ประกอบการตัดสินใจล่วงหน้า ตั้งแต่การเลือกชนิดพืช การกำหนดช่วงเวลาเพาะปลูก ไปจนถึงการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับแนวโน้มสภาพอากาศของแต่ละพื้นที่
ภายใต้ความเสี่ยงจากเอลนีโญ ข้อมูลเหล่านี้ยิ่งมีความสำคัญต่อการตัดสินใจของเกษตรกร เพราะหากฤดูฝนสั้นลง ฝนทิ้งช่วง หรือมีน้ำต้นทุนไม่เพียงพอ การเลือกปลูกพืชโดยอาศัยปฏิทินฤดูกาลแบบเดิม อาจนำไปสู่ความเสียหายทั้งต่อผลผลิต รายได้ และต้นทุนของครัวเรือนเกษตร
จากการพยากรณ์ สู่การใช้ชีวิตร่วมกับความเสี่ยง
ท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่ไม่เป็นไปตามรูปแบบเดิม ความแม่นยำของการพยากรณ์และความรวดเร็วของระบบแจ้งเตือนยังคงมีความสำคัญ แต่ข้อมูลจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากข้อมูลเหล่านั้นไม่ถูกส่งต่อและนำไปใช้เตรียมความพร้อมในระดับพื้นที่ ชุมชน และครัวเรือน
โจทย์ของประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการทำนายว่าพายุจะเข้าหรือฝนจะตกมากเพียงใด แต่คือการทำให้ข้อมูลความเสี่ยงเดินทางไปถึงประชาชนอย่างรวดเร็ว เข้าใจง่าย และนำไปใช้ได้จริง ตั้งแต่การวางแผนจัดสรรน้ำ การกำหนดช่วงเวลาเพาะปลูก การเตรียมรับน้ำท่วม ไปจนถึงการดูแลกลุ่มเปราะบางในช่วงที่อุณหภูมิสูงขึ้น
ท้ายที่สุด การมาถึงของเอลนีโญอาจไม่ใช่ภัยรูปแบบใหม่สำหรับประเทศไทย แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ เอลนีโญกำลังเกิดขึ้นท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่ร้อนขึ้นและแปรปรวนกว่าเดิม ประเทศไทยจึงอาจต้องเผชิญทั้งภาวะขาดแคลนน้ำและฝนตกหนักเฉพาะพื้นที่ โดยไม่สามารถอาศัยแบบแผนจากอดีตมาเป็นคำตอบสำหรับอนาคตได้ทั้งหมด
ประเทศไทยไม่อาจหยุดเอลนีโญ กำหนดทิศทางพายุ หรือสั่งให้ฝนตกในพื้นที่ที่ต้องการได้ แต่สามารถเลือกได้ว่าจะลงทุนกับข้อมูล ระบบแจ้งเตือน และการปรับตัวตั้งแต่วันนี้ หรือปล่อยให้ภัยแล้ง น้ำท่วม และอากาศสุดขั้วกลับมาย้ำเตือนด้วยความสูญเสียว่า การรับมือเมื่อสายเกินไป มีราคาที่ประชาชนต้องเป็นผู้จ่ายเสมอ
ภาพ: ฝนน้อย ไม่ได้แปลว่า “ไม่ท่วม”


