×

ฝนน้อยไม่ได้แปลว่าไม่ท่วม สำรวจความเสี่ยงของไทยก่อนเอลนีโญกลับมา

11.09.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบแสดงสถานการณ์ฝนน้อยแต่ยังเสี่ยงน้ำท่วมจากเอลนีโญ

HIGHLIGHTS

  • จากน้ำท่วมฉับพลันถึงภัยแล้ง อากาศไทยกำลังแกว่งสุดขั้วระหว่าง “น้ำมากเกินไป” กับ “น้ำน้อยเกินไป” จนฤดูกาลเริ่มคาดเดาไม่ได้ การกลับมาของเอลนีโญยิ่งตอกย้ำว่า แม้ภาพรวมฝนจะลดลง แต่ฝนตกหนักเฉพาะจุดและน้ำท่วมขังก็ยังเกิดขึ้นได้พร้อมกัน
  • คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่เอลนีโญจะรุนแรงแค่ไหน แต่คือเราจะนำข้อมูลความเสี่ยงมาใช้วางแผนรับมือได้ทันหรือไม่ ก่อนที่ความสูญเสียจะตกอยู่กับประชาชน
  • THE STANDARD ชวน ธีรพงษ์ เหล่าพงศ์พิชญ์ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาข้อมูลความเสี่ยง กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมวิเคราะห์ทางรอดและการปรับตัวของไทย ในวันที่ ‘ความปกติใหม่’ กลายเป็นความเสี่ยงใกล้ตัว

พายุไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

 

ธีรพงษ์ชี้ว่า ทุกฝ่ายต้องยอมรับว่ากำลังอยู่ภายใต้ภาวะ ‘ความปกติใหม่’ ซึ่งรูปแบบของอุณหภูมิและปริมาณฝนอาจไม่เป็นไปตามลักษณะเดิม การนำข้อมูลด้านสภาพอากาศ ภูมิอากาศ และความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่มาใช้วางแผนชีวิต จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

 

 

แม้ประเทศไทยยังต้องติดตามพายุที่อาจส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก แต่พายุเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากความรุนแรงของผลกระทบในแต่ละพื้นที่ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกหลายด้าน ทั้งตำแหน่งและการเคลื่อนตัวของร่องมรสุม ปริมาณฝนสะสม ตลอดจนลักษณะภูมิประเทศ เช่น พื้นที่ภูเขา พื้นที่ลุ่ม และพื้นที่ดอน

 

แม้อยู่ภายใต้อิทธิพลของสภาพอากาศชุดเดียวกัน แต่ละพื้นที่อาจเผชิญผลกระทบในระดับที่แตกต่างกัน พื้นที่ภูเขาอาจเสี่ยงต่อน้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม ขณะที่พื้นที่ลุ่มอาจเผชิญน้ำท่วมขังหรือน้ำล้นตลิ่ง ส่วนพื้นที่ดอนอาจประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเมื่อฝนทิ้งช่วง

 

ด้วยเหตุนี้ การเพิ่มความแม่นยำของการพยากรณ์จึงไม่สามารถพิจารณาเฉพาะข้อมูลพายุ แต่ต้องนำข้อมูลหลายด้านมาวิเคราะห์ร่วมกัน ทั้งร่องมรสุม ปริมาณฝนสะสม และลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่ เพื่อประเมินระดับความเสี่ยงและกำหนดแนวทางแจ้งเตือนให้เหมาะสม

 

เอลนีโญไม่ได้แปลว่าไม่มีฝน

 

การกลับมาของเอลนีโญอาจทำให้ภาพรวมปริมาณฝนของไทยลดลงหรือเกิดการกระจายตัวอย่างไม่สม่ำเสมอ แต่ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะไม่มีพายุหรือฝนตกหนัก เพราะในบางช่วงเวลา ไทยยังอาจได้รับอิทธิพลจากพายุและร่องมรสุม จนเกิดฝนตกหนักเฉพาะพื้นที่ได้

 

โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การบริหารจัดการความเสี่ยงสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือการเตรียมรับปริมาณน้ำต้นทุนที่อาจลดลง ฝนทิ้งช่วง และภัยแล้ง แต่อีกด้านหนึ่งก็ยังต้องเตรียมพร้อมต่อฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากที่อาจเกิดขึ้นในบางพื้นที่

 

สถานการณ์เช่นนี้ทำให้การพิจารณาเพียงค่าเฉลี่ยปริมาณฝนระดับประเทศอาจไม่เพียงพอ เพราะต่อให้ปริมาณฝนรวมลดลง ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักในระยะเวลาสั้นก็ยังสร้างความเสียหายได้ ขณะที่บางพื้นที่อาจไม่ได้รับฝนมากพอสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตร

 

สามแนวทางรับมือ ‘ความปกติใหม่’

 

ธีรพงษ์มองว่า การลดผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศต้องเริ่มจาก 3 แนวทางสำคัญ

 

แนวทางแรกคือ ประชาชนต้องติดตามข้อมูลข่าวสารและประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด เพราะรูปแบบของอุณหภูมิและฝนที่เปลี่ยนแปลงไป อาจทำให้ประสบการณ์จากอดีตไม่สามารถนำมาใช้คาดการณ์สถานการณ์ในปัจจุบันได้ทั้งหมด

 

แนวทางที่สองคือ การเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติทั้งในระดับองค์กร ชุมชน และบุคคล โดยต้องเตรียมรับความเสี่ยงมากกว่าหนึ่งรูปแบบ เพราะแต่ละพื้นที่อาจไม่ได้เผชิญเฉพาะภัยแล้ง แต่อาจได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก น้ำท่วม หรือน้ำป่าไหลหลากได้เช่นเดียวกัน

 

แนวทางที่สามคือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม วิถีชีวิต ที่อยู่อาศัย และรูปแบบการประกอบธุรกิจให้สอดคล้องกับความเสี่ยง หากพื้นที่ใดมีแนวโน้มเผชิญน้ำท่วมซ้ำซาก ประชาชนอาจต้องปรับปรุงที่อยู่อาศัยหรือจัดวางทรัพย์สินให้เหมาะสม ขณะที่ภาคธุรกิจต้องประเมินความเสี่ยงต่อสถานประกอบการ ระบบขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานควบคู่กันไป

 

ภาคเกษตรต้องปรับก่อนความเสี่ยงมาถึง

 

ภาคการเกษตรเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่เผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยตรง เพราะทั้งปริมาณน้ำ ช่วงเวลาของฤดูกาล และอุณหภูมิ ล้วนส่งผลต่อการเพาะปลูกและผลผลิต เกษตรกรจึงอาจไม่สามารถพึ่งพารูปแบบการทำเกษตรแบบเดิมเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป

 

ธีรพงษ์เสนอว่า ควรนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยวางแผนและเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก ไม่ว่าจะเป็นเกษตรแม่นยำ เกษตรอัจฉริยะ หรือเกษตรยั่งยืน เพื่อกระจายความเสี่ยง ลดผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและพลังงาน

 

แนวทางดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการรอแก้ปัญหาหลังเกิดภัยพิบัติ แต่เป็นการนำข้อมูลความเสี่ยงมาใช้ประกอบการตัดสินใจล่วงหน้า ตั้งแต่การเลือกชนิดพืช การกำหนดช่วงเวลาเพาะปลูก ไปจนถึงการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับแนวโน้มสภาพอากาศของแต่ละพื้นที่

 

ภายใต้ความเสี่ยงจากเอลนีโญ ข้อมูลเหล่านี้ยิ่งมีความสำคัญต่อการตัดสินใจของเกษตรกร เพราะหากฤดูฝนสั้นลง ฝนทิ้งช่วง หรือมีน้ำต้นทุนไม่เพียงพอ การเลือกปลูกพืชโดยอาศัยปฏิทินฤดูกาลแบบเดิม อาจนำไปสู่ความเสียหายทั้งต่อผลผลิต รายได้ และต้นทุนของครัวเรือนเกษตร

 

จากการพยากรณ์ สู่การใช้ชีวิตร่วมกับความเสี่ยง

 

ท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่ไม่เป็นไปตามรูปแบบเดิม ความแม่นยำของการพยากรณ์และความรวดเร็วของระบบแจ้งเตือนยังคงมีความสำคัญ แต่ข้อมูลจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากข้อมูลเหล่านั้นไม่ถูกส่งต่อและนำไปใช้เตรียมความพร้อมในระดับพื้นที่ ชุมชน และครัวเรือน

 

โจทย์ของประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการทำนายว่าพายุจะเข้าหรือฝนจะตกมากเพียงใด แต่คือการทำให้ข้อมูลความเสี่ยงเดินทางไปถึงประชาชนอย่างรวดเร็ว เข้าใจง่าย และนำไปใช้ได้จริง ตั้งแต่การวางแผนจัดสรรน้ำ การกำหนดช่วงเวลาเพาะปลูก การเตรียมรับน้ำท่วม ไปจนถึงการดูแลกลุ่มเปราะบางในช่วงที่อุณหภูมิสูงขึ้น

 

ท้ายที่สุด การมาถึงของเอลนีโญอาจไม่ใช่ภัยรูปแบบใหม่สำหรับประเทศไทย แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ เอลนีโญกำลังเกิดขึ้นท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่ร้อนขึ้นและแปรปรวนกว่าเดิม ประเทศไทยจึงอาจต้องเผชิญทั้งภาวะขาดแคลนน้ำและฝนตกหนักเฉพาะพื้นที่ โดยไม่สามารถอาศัยแบบแผนจากอดีตมาเป็นคำตอบสำหรับอนาคตได้ทั้งหมด

 

ประเทศไทยไม่อาจหยุดเอลนีโญ กำหนดทิศทางพายุ หรือสั่งให้ฝนตกในพื้นที่ที่ต้องการได้ แต่สามารถเลือกได้ว่าจะลงทุนกับข้อมูล ระบบแจ้งเตือน และการปรับตัวตั้งแต่วันนี้ หรือปล่อยให้ภัยแล้ง น้ำท่วม และอากาศสุดขั้วกลับมาย้ำเตือนด้วยความสูญเสียว่า การรับมือเมื่อสายเกินไป มีราคาที่ประชาชนต้องเป็นผู้จ่ายเสมอ

 

ภาพ: ฝนน้อย ไม่ได้แปลว่า “ไม่ท่วม”

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising