เอ็ด มิลิแบนด์ (Ed Miliband) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักรเตือนว่า ประเทศกำลังพัฒนากำลังเผชิญวิกฤตหลายด้านพร้อมกัน ทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศ วิกฤตสภาพภูมิอากาศ และผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามที่ทำให้ราคาอาหารและพลังงานปรับตัวสูงขึ้น พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกเพิ่มขีดความสามารถทางการคลังแก่ประเทศเหล่านี้ และเร่งระดมเงินทุนภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ
ประเด็นสำคัญ
มิลิแบนด์กล่าวบนเวที Unlocking Investment Opportunities in Emerging Markets to Create Jobs ในการประชุมประจำปี IMF–World Bank 2026 ณ กรุงเทพมหานครในวันนี้ (14 ตุลาคม) โดยชี้ว่า ทั้งประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนา ต่างเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณ จึงจำเป็นต้องปรับวิธีระดมทุนเพื่อให้เงินภาครัฐสามารถดึงดูดการลงทุนได้มากขึ้น พร้อมยกตัวอย่างความร่วมมือระหว่างรัฐบาลอังกฤษกับบรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) ที่ช่วยขยายเงินลงทุนจากภาครัฐไปสู่เงินทุนภาคเอกชนในระดับที่สูงขึ้น
เตือนประเทศกำลังพัฒนาเผชิญวิกฤตหลายด้านพร้อมกัน
มิลิแบนด์กล่าวว่า หากพิจารณาภาพรวมของสถานการณ์โลก ประเทศกำลังพัฒนากำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันรุนแรงจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน โดยโลกกำลังเผชิญความขัดแย้งจำนวนมาก ขณะที่วิกฤตสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบรุนแรงต่อหลายพื้นที่ทั่วโลก ประกอบกับเหตุการณ์สำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 การรุกรานยูเครนของรัสเซีย ไปจนถึงสงครามอิหร่าน ซึ่งล้วนสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและผลักดันราคาอาหารและเชื้อเพลิงให้สูงขึ้น
มิลิแบนด์เปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับช่วงเวลาที่ผู้ก่อตั้งสถาบันเบรตตันวูดส์ (Bretton Woods Institutions) ต้องรับมือกับความท้าทายระดับโลก พร้อมสะท้อนถึงความจำเป็นที่ประชาคมโลกจะต้องยกระดับความร่วมมือเพื่อรับมือกับปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น
เขายังเน้นย้ำว่า ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญต่อทิศทางการทำงานของสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะในช่วงที่อังกฤษเตรียมรับบทบาทประธานกลุ่ม G20 ในปีหน้า
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญของมิลิแบนด์ คือ การเพิ่มพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ให้ประเทศกำลังพัฒนา เพื่อให้รัฐบาลมีความสามารถในการจัดสรรงบประมาณสำหรับการลงทุนและรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจได้มากขึ้น
นอกจากนี้ เขายังสนับสนุนให้ธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคี (Multilateral Development Banks: MDBs) ใช้ศักยภาพของงบดุลให้เกิดประโยชน์มากขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการระดมเงินทุนสำหรับประเทศกำลังพัฒนาในระยะต่อไป
อังกฤษชูโมเดลลงทุน 50 ล้าน ดึงเงินทุนต่อยอด 1,000 ล้านดอลลาร์
มิลิแบนด์กล่าวว่า การระดมเงินทุนภาคเอกชน (Private Capital Mobilization) เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียว
เขายกตัวอย่างโครงการ Mobilist ซึ่งรัฐบาลอังกฤษใช้เงินลงทุนในรูปแบบทุนเรือนหุ้นมูลค่า 50 ล้าน ก่อนนำไปสู่การระดมเงินทุนจาก IFC มูลค่าประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสามารถเชื่อมโยงกับนักลงทุนสถาบันได้
มิลิแบนด์มองว่า รูปแบบดังกล่าวเป็นแนวทางที่น่าสนใจ เพราะแสดงให้เห็นว่าเงินทุนจากภาครัฐสามารถช่วยดึงดูดเงินลงทุนเพิ่มเติมจากสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาและภาคเอกชนได้อย่างไร
นอกจากนี้ เขายังเสนอให้ขยายแนวทางนี้ไปสู่สินทรัพย์การลงทุนประเภทต่างๆ เพื่อสร้างช่องทางระดมเงินทุนที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและสามารถทำซ้ำได้ในอนาคต
ทั้งนี้ มิลิแบนด์ยอมรับว่า แม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหราชอาณาจักรเอง ก็เผชิญข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการคลังเช่นกัน ส่งผลให้รัฐบาลจำเป็นต้องหาวิธีใช้เงินภาครัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการดึงเงินทุนเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนถือเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญ
ชี้นักลงทุนประเมินความเสี่ยงประเทศกำลังพัฒนาสูงเกินจริง
ในช่วงท้ายของการเสวนา มิลิแบนด์กล่าวถึงอุปสรรคสำคัญ 3 ประการ ซึ่งทำให้เงินทุนภาคเอกชนยังไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ โดยอ้างอิงการทำงานของกลุ่ม Emerging Markets and Developing Economies Investor Task Force ซึ่งรวบรวมตัวแทนจากกองทุนบำเหน็จบำนาญ บริษัทประกันภัย ธนาคาร และนักลงทุน
1. การขาดข้อมูลที่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจลงทุน โดยมิลิแบนด์ตั้งข้อสังเกตว่า นักลงทุนจำนวนมากยังประเมินความเสี่ยงจากข้อสันนิษฐาน มากกว่าข้อมูลความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริง
เขายกตัวอย่างข้อมูลจากฐานข้อมูล GEMs ของธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคีและสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา ซึ่งสะท้อนว่าผลลัพธ์ของการลงทุนดีกว่าที่นักลงทุนจำนวนหนึ่งเคยประเมินไว้ จึงเห็นว่าการเปิดเผยข้อมูลและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงที่แท้จริงมีความสำคัญต่อการดึงดูดเงินทุน
2.การลดความเสี่ยงในการลงทุน โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือค้ำประกันจากธนาคารเพื่อการพัฒนา รวมถึงการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญสำหรับนักลงทุนที่ต้องนำเงินทุนจากต่างประเทศเข้าไปลงทุนในตลาดเกิดใหม่
3.การปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับนักลงทุน โดยมิลิแบนด์ให้ความสำคัญกับกฎเกณฑ์ด้านเงินกองทุนและการกำกับดูแลสถาบันการเงิน ตลอดจนระบบจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เนื่องจากข้อกำหนดเหล่านี้อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจลงทุนในประเทศกำลังพัฒนา
มิลิแบนด์ยอมรับว่าการแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เชื่อว่ายังมีโอกาสอีกมากในการระดมเงินทุน โดยเฉพาะหากรัฐบาลสามารถทำงานร่วมกับภาคเอกชนและสถาบันการเงินระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เขาระบุว่า อังกฤษต้องการผลักดันความร่วมมือดังกล่าวผ่านบทบาทประธาน G20 ในปี 2027 เพื่อช่วยปลดล็อกเงินลงทุนมูลค่าหลายพันล้านไปจนถึงหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนา
ภาพ: อัยย์ลดา แซ่โค้ว / THE STANDARD


