จากประเด็นความขัดแย้งของภายในครอบครัวของผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT ซึ่งกำลังร้อนแรงของ 3 พี่น้อง คือ พี่ชายคนโตคือ นายชนินทธ์ โทณวณิก กับสองน้องสาว คือ นางสินี เธียรประสิทธิ์ นางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค ที่อยู่ฝั่งเดียวในขณะนี้จึงเห็นการเปิดข้อมูลโต้กันไปมาระหว่างทั้งสองฝ่าย หลังจากก่อนหน้านี้ชนินทธ์ ออกมาให้ข้อมูลผ่านกับสื่อมวลชนแล้ว ล่าสุดสินี กับ สุนงค์ ก็ออกมาตอบโต้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ มีรายละเอียดดังนี้
บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ขอชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีที่นายชนินทธ์ โทณวณิก แถลงข่าวเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ดังนี้
- การบริหารจัดการบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด และบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT เป็นคนละเรื่องกับการจัดการทรัพย์มรดกของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย
บริษัทฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2553 โดยท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย และให้บริษัทฯ เข้าไปถือหุ้นในบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ซึ่งในครั้งนั้น ท่านมีเจตนารมณ์ต้องการให้บริษัทฯ เป็นบริษัทของบุคคลในครอบครัวเท่านั้น จึงได้กำหนดให้มีผู้ถือหุ้นหลักอยู่ 4 คน คือ ท่านผู้หญิงชนัตถ์ฯ และลูกทั้ง 3 คน และได้กำหนดข้อบังคับของบริษัทฯ ไว้ในข้อ 6. ว่า “ห้ามมิให้ผู้ถือหุ้นโอนหุ้นของบริษัทให้แก่บุคคลภายนอก เว้นแต่จะโอนหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมหรือผู้สืบสันดานของผู้ถือหุ้นเดิมเท่านั้น” และข้อ 7. ว่า “ห้ามมิให้จำหน่ายจ่ายโอนหุ้นของบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ซึ่งบริษัทเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เว้นแต่เป็นการจำหน่ายจ่ายโอนเพื่อการชำระบัญชีของบริษัทเท่านั้น”
กรณีที่ชนินทธ์ฯ แถลงในทำนองว่า การเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องปกติเพราะมีการเสนอกรรมการใหม่บางคนที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มเซ็นทรัล เปิดทางให้คนนอกเข้าควบคุมกิจการที่ครอบครัวสร้างมา และเป็นการเปิดประตูให้คนนอกเข้ามาครอบครองกิจการด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะจากข้อบังคับดังกล่าวข้างต้น
บริษัทฯ ไม่สามารถขายหุ้นดุสิตธานีให้กับบุคคลภายนอกครอบครัวได้ ซึ่งในเรื่องนี้ นายชนินทธ์ฯ ก็ทราบดีอยู่แล้ว การที่นายชนินทธ์ฯ ออกมาแถลงเช่นนี้ไม่ทราบว่ามีเจตนาอะไร และจะเป็นประโยชน์แก่กิจการดุสิตธานีและผู้ถือหุ้นโดยส่วนรวมอย่างไร ในความเห็นของบริษัทฯ นั้น การออกมาแถลงเช่นนี้ ไม่ได้มีประโยชน์ใด ๆ เลยต่อดุสิตธานีและผู้ถือหุ้น
สินี เธียรประสิทธิ์
บริษัทฯ ขอเรียนว่า การที่บริษัทฯ ยื่นขอให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของดุสิตธานีในครั้งนี้ ได้กระทำโดยมีเจตนาดีต่อดุสิตธานีและผู้ถือหุ้น โดยเป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายอย่างมีเหตุมีผล เพราะดุสิตธานีไม่ได้จ่ายเงินปันผลมาเป็นเวลานานกว่า 5 ปีแล้ว และยังมียอดขาดทุนสะสมกว่า 1,254 ล้านบาท บริษัทฯ จึงไม่สามารถนิ่งเฉยได้ และจำเป็นต้องให้มีการเปลี่ยนแปลงการบริหารงานของดุสิตธานี โดยเพิ่มเติมจำนวนกรรมการ 10 คน เข้าร่วมในการบริหารกิจการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เพื่อให้กิจการดุสิตธานีกลับมามีกำไร ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่บริษัทฯ และผู้ถือหุ้นโดยส่วนรวม
ที่สำคัญ คือ บริษัทฯ เห็นว่า บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ถือหุ้นอยู่ในดุสิตธานีเป็นจำนวนถึงร้อยละ 17.09 และเป็นพันธมิตรหลักที่ร่วมลงทุนในโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 46,000 ล้านบาท บริษัทฯ จึงเห็นสมควรเชิญให้เซ็นทรัลพัฒนาส่งตัวแทนเข้ามาร่วมเป็นกรรมการของดุสิตธานีด้วย ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการมีส่วนร่วมตามสัดส่วนการถือหุ้น อันถือเป็นแนวปฏิบัติตามปกติในการดูแลเงินลงทุนของผู้ประกอบธุรกิจโดยทั่วไป ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด
ทั้งนี้ เพื่อให้เซ็นทรัลพัฒนา ใช้ความรู้และประสบการณ์ของตนเข้ามาสนับสนุน และร่วมกันพัฒนากิจการของดุสิตธานีให้แข็งแกร่ง และเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป ซึ่งเซ็นทรัลพัฒนาก็ได้เสนอชื่อกรรมการเข้ามาเพียง 2 คนเท่านั้น จากจำนวนกรรมการที่จะเข้าใหม่จำนวน 10 คน จึงเป็นไปไม่ได้ ที่เซ็นทรัลพัฒนาจะเข้ามาควบคุมอำนาจบริหารหรือเข้ามายึดกิจการของดุสิตธานี ตามที่ปรากฏเป็นข่าว
อีกทั้ง บริษัทฯ มีความมั่นใจว่า เซ็นทรัลพัฒนาเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียง เป็นที่ยอมรับ มีความเป็นมืออาชีพ และดำเนินงานภายใต้หลักธรรมาภิบาลมาโดยตลอด ย่อมไม่มีความคิดที่จะเข้ามา Take Over กิจการของดุสิตธานีตามที่ถูกกล่าวอ้างอย่างแน่นอน
บริษัทฯ ขอให้ความมั่นใจกับผู้ถือหุ้นดุสิตธานีว่า การดำเนินการในครั้งนี้ บริษัทฯ มีเจตนาดีที่จะเข้ามาบริหารดุสิตธานีให้มีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน โดยยึดหลักการและแนวทางการบริหารงานของท่านผู้หญิงชนัตถ์ฯ เป็นแบบอย่าง ซึ่งสินีฯ บุตรสาวที่ได้ร่วมทำงานกับท่านผู้หญิงชนัตถ์ฯ ก็ได้ซึมซับ รับรู้ และได้รับการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ต่างๆ จากท่านผู้หญิงชนัตถ์ฯ โดยตรงมาตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี บริษัทฯ จึงเห็นว่า สินีฯ เป็นผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจ มีประสบการณ์ มีความสามารถ และมีความเหมาะสมที่จะเข้าบริหารกิจการของดุสิตธานีได้อย่างแน่นอน
อีกทั้ง ดร. กฤษดา กวีญาณ และศุภศักดิ์ จิรเสวีนุประพันธ์ ซึ่งจะเข้ามาร่วมเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกับสินีฯ นั้น ก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเซ็นทรัลพัฒนา และเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่บริษัทฯ เชื่อว่าจะบริหารจัดการดุสิตธานีได้อย่างโปร่งใส และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ตามแนวทางของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งจะทำให้ดุสิตธานีประสบความสำเร็จและเป็นแบรนด์ของโรงแรมที่มีความเข้มแข็ง มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก และดำรงยั่งยืนอยู่คู่กับประเทศไทยตลอดไป สมดังเจตนารมณ์ของท่านผู้หญิงชนัตถ์ฯ ผู้ก่อตั้งดุสิตธานี
ดังนั้น ตามที่ชนินทธ์ฯ แถลงว่า “ซึ่งสุดท้ายแล้ว เป็นที่น่าเสียใจและเจ็บปวดอย่างยิ่ง ที่สินีและน้องอีกคนเห็นต่าง และเป็นผู้เปิดประตูเชิญชวนคนนอกที่ไม่เคยบริหารดุสิตธานีมาก่อนเข้ามามีอำนาจควบคุม บมจ. ดุสิตธานี ที่ยืนหยัดบริหารงานตามหลักการของท่านผู้หญิงชนัตถ์มาโดยตลอด” จึงไม่เป็นความจริง และเห็นว่าเป็นการจงใจหมิ่นประมาทใส่ความ บริษัทฯ สินีฯ และสุนงค์ฯ อีกด้วย
สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค
- การจัดการทรัพย์มรดกของท่านผู้หญิงชนัตถ์ฯ เป็นเรื่องระหว่างทายาท
บริษัทฯ สินีฯ และ สุนงค์ฯ ขอเรียนว่า ความจริงแล้วในเรื่องการจัดการมรดกของท่านผู้หญิงชนัตถ์ฯ เป็นเรื่องภายในของครอบครัว จึงไม่มีความเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะนำออกไปเผยแพร่ให้บุคคลอื่นต้องรับรู้ ซึ่งหากท่านผู้หญิงชนัตถ์ฯ รับรู้ด้วยญาณวิถีใดก็คงเศร้าใจและเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ชนินทธ์ฯ บุตรชายคนโตได้นำเอาเรื่องการจัดการทรัพย์มรดกอันเป็นเรื่องภายในครอบครัวออกมาเผยแพร่ต่อบุคคลภายนอก และพยายามนำมาผูกโยงกับการบริหารจัดการดุสิตธานี จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องชี้แจงข้อเท็จจริงที่ถูกต้องให้รับทราบโดยทั่วกัน
ตามที่ ชนินทธ์ฯ กล่าวอ้างว่า ทายาททั้งสามคนของท่านผู้หญิงชนัตถ์ฯ ได้ตกลงแบ่งทรัพย์มรดกเรียบร้อยแล้ว โดยทุกฝ่ายตกลงให้นายชนินทธ์ฯ ได้หุ้นทั้งหมดในบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด นั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะทายาทยังตกลงกันไม่ได้ ข้อตกลงที่อ้างนั้นยังไม่เกิดขึ้น และในเรื่องนี้ เมื่อปี 2566 นายชนินทธ์ฯ ได้ยื่นฟ้องนางสินีฯ และนางสุนงค์ ต่อศาลเพื่อขอบังคับให้โอนหุ้นบริษัทฯ ให้แก่ชนินทธ์ฯ แต่ผู้เดียว แต่ต่อมาเมื่อปี 2567 ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องของนายชนินทธ์ฯ โดยวินิจฉัยไว้ชัดเจนแล้วว่า
“ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าการประชุมผู้จัดการมรดกระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองดำเนินมาถึงเพียงขั้นตอนกำหนดแนวทางและวิธีการแบ่งทรัพย์มรดก” และอีกตอนหนึ่ง “แต่เกิดความขัดแย้งเสียก่อนทำให้ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ ดังนั้น ข้อตกลงที่โจทก์อ้างตามฟ้องจึงยังไม่เกิดขึ้น” แต่ ชนินทธ์ฯ ก็ยังคงกล่าวอ้างมาตลอดว่ามีข้อตกลงนั้นอยู่
การที่นายชนินทธ์ฯ แถลงว่า “โดยทุกฝ่ายตกลงให้ผมได้หุ้นทั้งหมดในบริษัท ชนัตถ์และลูกจำกัด ในขณะที่น้องแต่ละคนได้หุ้นในอีกสองบริษัทดังกล่าว และให้นำทรัพย์สินอื่น ๆ มาชดเชยกันให้เป็นธรรม และเท่าเทียมกันสำหรับทุกฝ่าย แต่ในภายหลัง ทั้งสองคนเปลี่ยนใจไม่ยอมรับข้อตกลงนั้น ซึ่งผมเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของน้องทั้งสอง น่าจะเป็นผลมาจากโครงการดุสิต เรสซิเดนเซส เกิดขายดีกว่าที่คิด หลังจากโควิดจบลง” จึงเป็นการกล่าวหาโดยไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใดทั้งสิ้น
และทำให้นางสินีฯ และนางสุนงค์ฯ ได้รับความเสียหาย เพราะกรณีที่เกิดขึ้นมิใช่เรื่องที่สินีฯ และสุนงค์ฯ เพิ่งมาเปลี่ยนใจในภายหลัง แต่เป็นเรื่องที่ไม่สามารถตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกกันได้ตั้งแต่ปี 2565 แล้ว
ดังนั้น บริษัทฯ สินีฯ และสุนงค์ฯ จึงขอเรียนยืนยันชี้แจงว่า การดำเนินการในเรื่องของดุสิตธานีและขอให้มีการจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นดุสิตธานีนั้น เป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์ของดุสิตธานี และผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง บริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่จะไม่เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกเข้ามายึดกิจการและควบคุมอำนาจบริหารของดุสิตธานีอย่างแน่นอน และบริษัทฯ จะทำทุกวิถีทางให้ดุสิตธานีมีการบริหารกิจการอย่างโปร่งใสและยึดหลักธรรมาภิบาล และพร้อมยอมรับให้มีการตรวจสอบจากทุกฝ่าย เพื่อให้ดุสิตธานีดำรงอยู่อย่างมั่นคง มีความก้าวหน้า และเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป
จึงเรียนมาเพื่อทราบ
สินี เธียรประสิทธิ์ สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค กรรมการผู้มีอำนาจ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด และในฐานะส่วนตัว
28 สิงหาคม 2568