วันนี้ (18 กุมภาพันธ์) ความคืบหน้าคดีพิเศษที่ 24/2568 หรือคดีขบวนการจัดตั้งและฟอกเงินในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หรือ คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ล่าสุดแหล่งข่าวระดับสูงเปิดเผยว่า สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีพิเศษ 1 ได้มีคำสั่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สอบสวนเพิ่มเติมและส่งคืนสำนวนกลับมาเพื่อดำเนินการใหม่ โดยมีสาระสำคัญที่เชื่อมโยงกับกระบวนการไต่สวนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 อัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 ได้ส่งหนังสือถึงอธิบดีดีเอสไอ ให้ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมใน 5 ประเด็นหลัก
1. รวมสำนวน: ให้นำผู้ต้องหา 8 รายแรก (สว.ตัวจริง 2 ราย และเครือข่ายพรรคการเมือง 6 ราย) ที่ส่งฟ้องไปก่อนหน้านี้ กลับมาสอบสวนรวมเป็นสำนวนเดียวกับกลุ่มเครือข่ายผู้ร่วมกระทำความผิดอื่นๆ อีก 7 กลุ่ม
2. ดึงหลักฐาน กกต.: ให้นำพยานหลักฐานทั้งหมดจากสำนวนการไต่สวนของ กกต. มาประกอบ
3. เจาะเส้นทางการเงิน: ตรวจสอบเอกสารการเปิดบัญชีและความเคลื่อนไหวทางการเงินของเครือข่ายทั้งหมด
4. รับเรื่องร้องขอความเป็นธรรม: สอบสวนประเด็นตามหนังสือร้องเรียนของกลุ่ม สว.สำรอง
5. สอบสวนให้สิ้นกระแสความ: ดำเนินการสอบสวนจนกว่าจะได้ข้อยุติที่ชัดเจน
แหล่งข่าวระดับสูงวิเคราะห์ว่า คำสั่งดังกล่าวมีลักษณะเป็นการตีกลับสำนวน เพื่อให้รอผลการพิจารณาคดีความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งจากทาง กกต. ให้แล้วเสร็จก่อน เนื่องจากความผิดมูลฐานในคดีอั้งยี่-ฟอกเงินนี้ อิงตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 77 (1)
ปัจจุบันสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. ของ กกต. ยังอยู่ในชั้นการพิจารณาของ คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ซึ่งต้องใช้เวลาอีกพอสมควร และเป็นอุปสรรคสำคัญเนื่องจากขณะนี้ กกต. ยังไม่ส่งมอบพยานหลักฐานให้แก่ดีเอสไอ แม้จะมีการประสานขอไปแล้วก็ตาม
อัยการคดีพิเศษได้กำชับให้ดีเอสไอสอบปากคำพยานให้ครบถ้วนทั้งสิ้น 1,200 ราย (สอบไปแล้วกว่า 700 ปาก) และขยายผลไปยังกลุ่มบุคคล 7 กลุ่มที่อยู่ในข่ายต้องสงสัย ได้แก่:
- กลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจ
- กลุ่มผู้วางแผนและวางระบบ (แอดมิน/โปรแกรมเมอร์)
- กลุ่มกรรมการบริหารคณะบุคคล
- กลุ่มผู้จัดหาผู้สมัคร สว.
- กลุ่มผู้ได้รับเลือกเป็น สว. (ที่มีรายชื่อในโพย 141 ราย)
- กลุ่มผู้สมัครประเภทโหวตเตอร์
- กลุ่มติวเตอร์ผู้ทำโพย
แหล่งข่าวระบุว่า ผลการวินิจฉัยของบอร์ด กกต. ชุดใหญ่ จะมีนัยสำคัญต่อคดีของดีเอสไออย่างมาก แม้ในทางกฎหมายดีเอสไอสามารถดำเนินคดีอั้งยี่-ฟอกเงินแยกต่างหากได้หากมีหลักฐานชัดเจนว่ามีกระบวนการเป็นซ่องโจร แต่ในทางปฏิบัติจำเป็นต้องใช้ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนของ กกต. มายืนยันการกระทำความผิด
ทั้งนี้ คณะพนักงานสอบสวนดีเอสไอจะเร่งประสานขอข้อมูลจาก กกต. อีกครั้ง หากยังล่าช้าอาจต้องหารือกับอัยการเพื่อหาทางออกต่อไป โดยยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายทั้งกลุ่ม สว.ตัวจริง และกลุ่ม สว.สำรอง ที่ยื่นเรื่องร้องเรียนเข้ามา


