ความคืบหน้ากรณีปฏิบัติการสนธิกำลังตรวจสอบคลังน้ำมัน เพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569
วันนี้ (2 เมษายน) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดความผิดปกติที่พบจากการลงพื้นที่ ซึ่งส่อเค้าว่าอาจมีการกักตุนและประวิงการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยคณะทำงานเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ, พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ร่วมกันลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี
เป้าหมายคือการเข้าตรวจสอบคลังน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 รวม 6 จุด ซึ่งเป็นผู้ค้าขนาดใหญ่ที่รับผิดชอบการขนส่งน้ำมันครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัดในภาคใต้ตอนบน
พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และโฆษกดีเอสไอ เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกจากการตรวจสอบว่า คณะทำงานพบพฤติการณ์น่าสงสัยในคลังน้ำมันบางแห่ง โดยพบว่า ในเดือนมีนาคม 2569 มีปริมาณการรับน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าคลังมากกว่าการขายออกไปอย่างผิดสังเกต ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบการประกอบธุรกิจในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่มียอดการรับเข้าและจำหน่ายออกในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน (หลักล้านลิตร)
พ.ต.ต.วรณัน อธิบายว่า หลักการคำนวณน้ำมันจะประกอบด้วย 4 ส่วน คือ
- ยอดคงคลังจากเดือนที่แล้ว 2. ยอดรับเข้าใหม่ 3. ยอดขายออก และ 4. ปริมาณคงค้าง ณ สิ้นเดือน เมื่อนำตัวเลขมาเทียบเคียงพบว่า ในเดือนมีนาคมมีน้ำมันค้างสต็อกสูงถึง 2 ล้านลิตร แต่อัตราการจำหน่ายกลับลดลงเหลือเพียงไม่กี่แสนลิตร ซึ่งถือเป็นความผิดปกติที่ผู้เกี่ยวข้องต้องชี้แจงต่อพนักงานสอบสวนและพาณิชย์จังหวัด
โฆษกดีเอสไอ ระบุว่า น้ำมันเชื้อเพลิงถือเป็นสินค้าควบคุม หากผลการตรวจสอบพบว่าเป็นการปฏิเสธการขาย หรือประวิงการขายโดยไม่มีเหตุอันสมควร จะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มาตรา 31 ซึ่งพาณิชย์จังหวัดจะต้องเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญาฐานกักตุนน้ำมัน
นอกจากนี้ หากพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 หรือส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจระดับชาติอย่างรุนแรง ดีเอสไอจะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) เพื่อรับเป็นคดีพิเศษ และหากพบว่ามีการกระทำเป็นขบวนการ จะมีการพิจารณาความผิดฐานอั้งยี่ตามประมวลกฎหมายอาญา รวมถึงขยายผลไปสู่การยึดทรัพย์ตามมาตรการฟอกเงินต่อไป เนื่องจากคลังน้ำมันขนาดใหญ่ถือเป็นความมั่นคงของประเทศ การกักตุนในภาวะวิกฤตถือเป็นการเอาเปรียบสังคมอย่างร้ายแรง
สำหรับพื้นที่เป้าหมายบริษัทคลังน้ำมันขนาดใหญ่ทั้ง 6 จุด ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ถูกคณะทำงานสนธิกำลังเข้าตรวจสอบ ประกอบด้วย
- บริษัท พีซี สยาม ปิโตรเลียม จำกัด
- บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) คลังปิโตรเลียม สุราษฎร์ธานี (จุดที่ 1)
- บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) คลังปิโตรเลียม สุราษฎร์ธานี (จุดที่ 2)
- คลังน้ำมันร่วมเชลล์-บางจาก ศรีราชา สุราษฎร์ธานี
- บริษัท สตาร์ฟูเอล มาร์เก็ตติ้ง จำกัด
- บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน)


