วันนี้ (2 เมษายน) พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม เปิดเผยถึงกรณีที่มอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เร่งพิจารณาคดีโครงการก่อสร้างที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (อาคาร สตง.) แห่งใหม่ ความสูง 30 ชั้น ที่ถล่มลง เนื่องด้วยแรงสั่นสะเทือนจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว เพื่อพิจารณาพยานหลักฐานว่าเข้าข่ายรับไว้เป็นคดีพิเศษ ใน 3 ฐานความผิด คือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 พ.ร.บ.ว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 หรือไม่
พ.ต.อ. ทวี กล่าวว่า สำหรับสาเหตุสำคัญของเรื่องดังกล่าว คือ เป็นอาคารสูง 30 ชั้นที่ถล่มลงมา ในขณะที่อาคารอื่นไม่ถล่ม เราก็ต้องหาสาเหตุ ซึ่งตอนนี้ DSI ได้รับเรื่องตรวจสอบกรณีการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว หรือนอมินี เป็นต้น ซึ่งโดยหลักกฎหมายมีเจตนาในเรื่องเศรษฐกิจ เราจะเชิญชวนต่างชาติมาทำงาน แต่ว่าขอให้ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น คนไทยต้องได้รับ 51% ส่วนต่างชาติรับไป 49% แต่ว่าเมื่อมีการจะเอาไปทั้งหมดโดยใช้นอมินีเช่นนี้ ถือเป็นความผิด
โดย DSI จะดำเนินการตรวจสอบในพฤติการณ์ของบริษัทที่จดทะเบียน ในลักษณะที่ว่า “ต้องมีสินทรัพย์ตามบัญชีแสดงสถานะทางการเงิน ตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไป” อย่างไรก็ตาม เท่าที่ดีเอสไอไปตรวจสอบ มีมูลน่าเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิด จึงจะต้องพิจารณารับเป็นคดีพิเศษ อีกทั้งหากมีการรับเป็นคดีพิเศษแล้ว ความผิดอื่นที่เกี่ยวเนื่องก็จะต้องถูกตรวจสอบไปด้วย อาทิ เรื่องฮั้วประมูล เรื่องสินค้าไม่ได้มาตรฐาน
ดังนั้น เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกัน เพราะว่าในการก่อสร้าง หากสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ตึกก็จะเกิดเหตุถล่มได้ นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องนอมินี หรือกลุ่มนักธุรกิจที่มาเอาเปรียบ ก็ควรมีการตรวจสอบทั้งประเทศด้วย
พ.ต.อ. ทวี กล่าวอีกว่า สำหรับการตรวจสอบบริษัทที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ DSI ก็ต้องไปดูว่าบริษัทนี้ไปร่วมค้ากับใครบ้าง ได้งานที่ไหนบ้าง เราจะตรวจสอบทั้งหมดจนสุดสาย และยังได้รับรายงานว่า DSI มีหลักฐานมากพอสมควร ซึ่งมีสถานะทางการเงินของบริษัทตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไปแน่นอน เพราะไม่ได้มีเพียงบริษัทเดียว แต่มีถึง 10 กว่าบริษัท ที่มีการใช้กรรมการชุดเดียวกันที่เป็นคนไทย และใช้สถานที่เดียวกัน
อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ. ทวี แสดงความเห็นใจกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพราะไม่มีเครื่องมือในการตรวจสอบ แต่ DSI สามารถไปตรวจสอบสัญญาได้ โดยทราบว่าเขามีการเก็บไว้ 2 ที่ คือ เก็บไว้กับตัวเอง และเก็บไว้ที่สรรพากร และหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งเราจะเชิญคนเหล่านี้มาสอบถาม
ทั้งนี้ DSI จะสอบสวนบนหลักนิติธรรม ต้องยึดหลักกฎหมาย แม้คนบอกว่าบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ดังนั้น จึงต้องทำอย่างตรงไปตรงมา รอบคอบ และต้องดูว่าบริษัทที่ควบคุมงาน ทำไมถึงปล่อยให้เกิดขึ้น หรือบริษัทที่เขียนแบบต่างๆ ด้วย ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องวิชาชีพของเขา
พ.ต.อ. ทวี กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีที่มีรายละเอียดว่าบริษัทดังกล่าวนี้ได้รับงานภาครัฐไปกว่า 10 โครงการนั้น ส่วนนี้ DSI มีข้อมูลอยู่แล้ว เพราะในการสอบสวนจะต้องมีการไปรวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิด ฉะนั้น เวลาสอบสวน จะต้องดูประวัติผลงานโครงการในอดีตของบริษัทด้วย
ส่วนจะมีการขยายผลไปถึงบริษัทที่ร่วมเข้าประมูลโครงการด้วยหรือไม่ เพราะอาจมีการสมยอมนั้น เรื่องนี้เป็นความผิดตามบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 อยู่แล้ว ซึ่งปกติจะมีเกณฑ์อยู่แล้วว่าถ้าบริษัทมีการสมยอมกัน และไม่สมยอมกัน เรตราคาจะมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง และบางครั้งแม้เรตราคามีความแตกต่างกันมาก ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แต่อาจจะไปใช้วัสดุที่ไม่มีคุณภาพเพื่อเอาของถูกมาใช้ ซึ่งก็มีทั้งกรณีที่มีการฮั้วเกิดขึ้น แต่ก็ต้องไปตรวจเรื่องเนื้องานด้วย เพราะบางทีเนื้องานก็ไม่ได้มาตรฐาน
พ.ต.อ. ทวี กล่าวย้ำว่า ไม่ได้รู้สึกถึงความกังวลใจหรือหนักใจในการสอบสวนคดีนี้ ถึงแม้ว่าบริษัทดังกล่าวจะเป็นบริษัทวิสาหกิจของประเทศจีน ยืนยันว่า ความยุติธรรมไม่ใช่ดูเรื่องคนใหญ่คนโต คนหนึ่งคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่ากัน ต้องได้รับการคุ้มครอง รวมไปถึงเรื่องวิศวกรที่เป็นชาวต่างชาติที่ใช้วีซ่านักศึกษาเข้ามาทำงานด้วย พนักงานสอบสวนก็ต้องตรวจสอบเช่นกัน