เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ใหม่ซึ่งเพิ่งมารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา เปิดเผยมุมมองด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และทิศทางของตลาดหุ้นไทย รวมถึงแผนยุทธศาสตร์สำคัญที่เตรียมนำเสนอต่อคณะกรรมการ กบข. ในช่วงกลางเดือนสิงหาคมนี้
ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการ กบข. เปิดเผยว่า ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยในระยะข้างหน้าว่า ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมี Valuation ที่ปรับตัวขึ้นมาในระดับหนึ่งแต่ยังมีเสน่ห์และมีสตอรี่ ที่น่าสนใจ ประกอบกับความเสี่ยงเรื่องการถูกปรับลดความน่าเชื่อถือ (Downgrade) ของประเทศได้คลี่คลายลงไปแล้ว ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจได้มาก
ในมุมมองของกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (Fund Flow) นักลงทุนต่างชาติเริ่มมองหาการกระจายความเสี่ยง (Diversify) ออกจากตลาดสหรัฐอเมริกาและสินทรัพย์ที่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม AI ซึ่งจุดนี้ถือเป็น โอกาสของไทย โดยเฉพาะเงินบาทที่นักลงทุนต่างชาติมองว่าเป็น Safe Haven ในช่วงเวลานี้
อีกทั้งประเมินว่ามีปัจจัยสำคัญที่จะช่วยดึงดูด Fund Flow เข้าสู่ตลาดหุ้นไทย ประกอบด้วย
- การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ผ่านการส่งเสริมของ BOI โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่าง พลังงานสะอาด และ Data Center ซึ่งจะดึงไทยเข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนของ AI โลก
- การผลักดันนโยบายภาครัฐ (Execution) นักลงทุนสถาบันต่างชาติให้น้ำหนักอย่างมากกับ ‘เสถียรภาพทางการเมือง’ และต้องการเห็นการนำนโยบายภาครัฐหรือโครงสร้างพื้นฐานมาปฏิบัติและเบิกจ่ายจริง
- การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (Earnings)ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้กลับเข้ามา หลังจากที่ผ่านมามีเม็ดเงินไหลออกไปหลายแสนล้านบาท
ปัจจุบัน กบข. มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) รวมทั้งสิ้นประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นกองทุนส่วนของสมาชิกประมาณ 5 แสนล้านบาท และกองทุนเงินสำรองที่บริหารให้กระทรวงการคลังเพื่อเป็นหลักประกันการจ่ายบำเหน็จบำนาญอีก 1 ล้านล้านบาท
สำหรับผลการดำเนินงาน ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยแผนหลัก (General) ของสมาชิกทำผลตอบแทนได้ประมาณ 7.2-7.3% ขณะที่ภาพรวมผล
สำหรับการจัดสรรสินทรัพย์ลงทุน (Asset Allocation) ในปัจจุบัน กบข. รักษาสมดุลระหว่างสินทรัพย์เสี่ยงและสินทรัพย์ปลอดภัยในสัดส่วน 50:50 โดยมีการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ต่างประเทศประมาณ 20% และกลุ่ม Private Market (เช่น Global REITs, Global Infrastructure, Private Equity) อีกเกือบ 20% รวมถึงมีการปรับลดสัดส่วนการลงทุนในทองคำลงจาก 5% เหลือ 3%
โดยมุ่งเน้นลงทุนในหุ้นไทยกลุ่มที่มีการจ่ายเงินปันผลสูง (High Dividend) มีกระแสเงินสดสม่ำเสมอและฐานะการเงินมั่นคง เช่น กลุ่มธนาคาร พลังงาน และสื่อสาร ซึ่ง กบข. สามารถคัดเลือกหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลได้สูงถึง 8-9% ต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดที่ 4-5% สินทรัพย์กลุ่มนี้ถือเป็น Safe Asset ที่ช่วยลดทอนความเสี่ยงและผลกระทบจากความผันผวนของทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย
นอกจากนี้ สมาชิก กบข. เองก็เริ่มมีความรู้ความเข้าใจและสับเปลี่ยนแผนการลงทุน (DIY) เข้ามาในกองทุนหุ้นไทยมากขึ้น เนื่องจากผลตอบแทนที่โดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา
สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา กบข. ยังคงติดตามความเสี่ยงจากปัจจัยมหภาคอย่างใกล้ชิด ดังนี้
- สงครามและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้ตลาดจะเริ่มปรับตัวรับข่าวได้ดีขึ้นกว่าช่วงแรก แต่ยังคงเป็นปัจจัยที่สร้างความผันผวนเป็นระยะ
- การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจและท่าทีต่อสงคราม
- ความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI นักลงทุนยังคงตั้งคำถามถึงมูลค่า (Valuation) ของหุ้นกลุ่ม AI และเทคโนโลยีในต่างประเทศว่าอยู่ในระดับที่สูงเกินไปหรือไม่
กางแผนยุทธศาสตร์ใหม่ เตรียมเสนอชงบอร์ดกลางเดือน ส.ค.นี้
ดร.ศรพล เตรียมนำเสนอแผนกลยุทธ์และวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการ (บอร์ด) กบข. ในช่วงกลางเดือนสิงหาคมนี้ รวมถึงจะมีการทบทวนแผนจัดสรรการลงทุนระยะยาว (Strategic Asset Allocation: SAA )
นอกจากแผนระยะยาวแล้ว ดร.ศรพล ระบุว่ามีแผนงานแบบ Quick Win ที่พร้อมจะดึงขึ้นมาดำเนินการทันทีหลังจากผ่านความเห็นชอบจากบอร์ด เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว ซึ่งหลังจากบอร์ดให้ความเห็นชอบแล้วจึงจะมีการเปิดเผยรายละเอียดของแผนกลยุทธ์และวิสัยทัศน์อีกครั้ง

