“น้ำมันสร้างอ่าวเปอร์เซีย น้ำจืดหล่อเลี้ยงภูมิภาคให้คงอยู่ แต่สงครามกำลังข่มขู่ทั้งสองอย่าง”
เหล่านี้คือนิยามจากสำนักข่าว Associated Press (AP) ที่สะท้อนภาพล่าสุดของ ‘วิกฤตตะวันออกกลาง’ ได้อย่างชัดเจน เมื่อสงครามสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล-อิหร่าน เริ่มขยายเป้าหมายจากสนามรบไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน หลังมีรายงานการโจมตีโรงงานผลิตน้ำจืดในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย
ล่าสุด ทางการบาห์เรนกล่าวหาว่า อิหร่านใช้โดรนโจมตีโรงงานผลิตน้ำจืด ขณะที่ อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านอ้างว่า สหรัฐฯ โจมตีโรงงานผลิตน้ำจืดบนเกาะเคช์ม (Qeshm) อีกทั้งยังมีรายงานความเสียหายในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และคูเวตที่มุ่งเป้าไปยังโรงงานผลิตน้ำจืด นอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างโรงไฟฟ้าและโรงกลั่นน้ำมัน
เหตุใดโรงงานผลิตน้ำจืดจึงกลายเป็นเป้าหมายทางทหาร ทรัพยากรเหล่านี้มีความสำคัญต่อประเทศในตะวันออกกลางมากเพียงใด แล้วการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำจะเปลี่ยนสมดุลของสงครามได้แค่ไหน THE STANDARD สรุปประเด็นสำคัญในบทความนี้
โรงงานผลิตน้ำจืดคืออะไร สำคัญอย่างไร ทำไมตะวันออกกลางหลายประเทศต้องมี?
โรงงานผลิตน้ำจืด (Desalination Plant) คือโรงงานแยกเกลือออกจากน้ำทะเล ถือเป็นกลไกสำคัญที่เปลี่ยนน้ำทะเลให้กลายเป็นน้ำสะอาด เพื่อการบริโภค การเกษตร และภาคอุตสาหกรรม
Al Jazeera ระบุว่า ในตะวันออกกลาง กระบวนการผลิตน้ำจืดมักทำได้ด้วยการกำจัดเกลือ สาหร่าย และสิ่งปนเปื้อนออกจากน้ำทะเล โดยใช้เทคโนโลยี 2 รูปแบบ ได้แก่
1. กระบวนการความร้อน (Thermal Desalination) หรือกระบวนการทำให้น้ำทะเลระเหยเป็นไอน้ำ ทิ้งเกลือและสิ่งสกปรก จากนั้นไอน้ำจะควบแน่นกลายเป็นของเหลวหรือน้ำจืดที่ใช้งานได้
2. กระบวนการผ่านเมมเบรน (Membrane Desalination) หรือการใช้แผ่นกรองน้ำพิเศษแยกเกลือและของแข็ง โดยวิธีที่ได้รับความนิยมในกลุ่มประเทศอาหรับ คือ การออสโมซิสย้อนกลับ เนื่องจากใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเทคโนโลยีความร้อน
สาเหตุที่โรงงานผลิตน้ำจืดมีความสำคัญต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง คือ ปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง เนื่องจากภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย มีสภาพอากาศแห้งแล้ง ปริมาณฝนตกไม่สม่ำเสมอ และมีแหล่งน้ำจืดตามธรรมชาติจำกัด ขณะที่น้ำบาดาลก็เริ่มเสื่อมคุณภาพลงจากวิกฤตโลกเดือด
กล่าวได้ว่า นอกเหนือจากทรัพยากรน้ำมันที่เปรียบเสมือนขุมทรัพย์สำคัญ น้ำจืดยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาค ทำให้ประเทศในอ่าวอาหรับสร้างสรรค์สิ่งก่อสร้างท่ามกลางข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ได้ ไม่ว่าจะเป็นสนามกอล์ฟ น้ำพุขนาดใหญ่ สวนน้ำ และลานสกีในร่มที่มีหิมะเทียม
ปัจจุบันบริเวณชายฝั่งอ่าวเปอร์เซียมีโรงงานผลิตน้ำจืดมากกว่า 400 แห่ง โดย 8 ใน 10 ของโรงงานกลั่นน้ำทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลกตั้งอยู่บนคาบสมุทรอาหรับ ส่วนอีก 2 แห่งตั้งอยู่ในอิสราเอล
ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศที่ผลิตน้ำจืดจากการกลั่นมากที่สุดในโลก มีกำลังผลิตและส่งน้ำผ่านท่อ 19.42 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ขณะที่สัดส่วนประเทศที่ใช้น้ำจากโรงงานผลิตน้ำจืดมากที่สุด คือ คูเวต 90%, โอมาน 86%, ซาอุดิอาระเบีย 70% และ UAE 42%
ไมเคิล คริสโตเฟอร์ โลว์ (Michael Christopher Low) ผู้อำนวยการศูนย์ตะวันออกกลาง มหาวิทยาลัยยูทาห์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AP ว่า กลุ่มประเทศเหล่านี้คือ ‘จ้าวแห่งอาณาจักรน้ำทะเล’ หรือกลุ่มประเทศมหาอำนาจที่มีความสามารถผลิตน้ำจืดโดยใช้พลังงานฟอสซิล ถือเป็นความสำเร็จของมนุษยชาติในศตวรรษที่ 20
โจมตีโรงงานน้ำจืด กระทบภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างไร?
วิกฤตทรัพยากรน้ำจืดในตะวันออกกลางไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นประเด็นที่ถูกจับตามองมาอย่างยาวนาน ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในอดีต คือกรณีสงครามอ่าวปี 1990-1991 กองกำลังอิรักเคยทำลายโรงไฟฟ้าและโรงงานผลิตน้ำจืดจำนวนมากในคูเวต ส่งผลให้รัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาเร่งด่วนด้วยการนำเข้าน้ำฉุกเฉินจากตุรกีหรือซาอุดีอาระเบีย ขณะที่ใช้เวลาหลายปีในการฟื้นฟูระบบน้ำทั้งหมด
ขณะที่เมื่อไม่นานมานี้ กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนเคยโจมตีโรงงานน้ำจืดในซาอุดีอาระเบียปี 2019 และ 2022 แต่ไม่ได้สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
ประเด็นความเปราะบางนี้สอดคล้องกับการประเมินของสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (CIA) ในปี 2011 ว่า หากโรงงานผลิตน้ำจืดในกลุ่มประเทศอ่าวหยุดทำงาน จะนำไปสู่วิกฤตระดับชาติขั้นรุนแรง ขณะที่เอกสารทางการทูตสหรัฐฯ ปี 2008 ยังวิเคราะห์ไปไกลถึงขั้นประเมินว่า ซาอุดีอาระเบียต้องอพยพประชากรภายใน 1 สัปดาห์ หากโรงงานผลิตน้ำจืดที่อัลจูเบลหรือโครงข่ายท่อส่งน้ำได้รับความเสียหาย
ความเสี่ยงดังกล่าวยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อพิจารณาว่า น้ำจืดในภูมิภาคนี้ถึง 90% มาจากโรงงานผลิตเพียง 56 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นระบบผลิตพลังงานควบคู่กับระบบน้ำ นั่นหมายความว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานจุดเดียวจะทำลายระบบสาธารณูปโภคได้พร้อมกันทั้งโครงข่าย
ทั้งนี้ เดวิด มิเชล (David Michel) Senior Fellow จาก Center for Strategic and International Studies (CSIS) วิเคราะห์ผ่านสำนักข่าว AP ว่า การโจมตีทรัพยากรน้ำคือการทำสงครามแบบอสมมาตร กล่าวคือ อิหร่านไม่มีศักยภาพโจมตีสหรัฐฯ หรืออิสราเอลได้ในระดับเดียวกัน แต่สามารถใช้น้ำเป็น ‘ตัวประกัน’ บีบกลุ่มประเทศอาหรับให้กดดันสหรัฐฯ หรืออิสราเอลยุติการโจมตีทางอ้อมได้
นอกจากผลกระทบด้านพลังงานแล้ว ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ให้วิกฤตด้านมนุษยธรรมจากการโจมตีโรงงานผลิตน้ำจืด โดย ราฮา ฮาคิมดาวาร์ นักอุทกวิทยาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Al Jazeera ว่า ปฏิบัติการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการผลิตอาหารในกลุ่มประเทศอ่าว เนื่องจากการแย่งชิงทรัพยากรน้ำ
ต้องเข้าใจก่อนว่า ปกติแล้ว ภาคการผลิตอาหารในตะวันออกกลางจะพึ่งพาน้ำบาดาลเป็นหลัก แต่หากโรงงานผลิตน้ำจืดหลักถูกโจมตีจนใช้งานไม่ได้ รัฐบาลจะไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องดึงน้ำบาดาลที่เคยใช้ทำเกษตรกรรม มาสำรองให้ภาคครัวเรือนดื่มกินเพื่อประทังชีวิตก่อน
ผลที่ตามมาคือภาคการเกษตรจะขาดแคลนน้ำอย่างหนัก และซ้ำเติมวิกฤตความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคให้รุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะวิกฤตทางอาหารหลังเส้นทางขนส่งอย่างช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดล้อม
ขณะที่ โมฮัมเหม็ด อัลซาเยด (Mohamed Alsayed) นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงน้ำ ขยายความว่า ผลกระทบการโจมตีจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เฉพาะของแต่ละรัฐ เช่น ซาอุดีอาระเบียอาจจะมีความยืดหยุ่นในการรับมือสถานการณ์มากกว่า เช่น การมีโรงงานกลั่นน้ำจืดตั้งอยู่ทะเลแดง ขณะที่ UAE สำรองน้ำจืดไว้ล่วงหน้า 45 วันตามแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านน้ำปี 2036
อย่างไรก็ตาม อัลซาเยดชี้ว่า ประเทศขนาดเล็กในอ่าวเปอร์เซียมีความเปราะบางมากกว่า โดยเฉพาะกาตาร์, บาห์เรน และคูเวต เนื่องจากประเทศเหล่านี้พึ่งพาโรงงานกลั่นน้ำทะเลสูง และมีอ่างเก็บน้ำจำกัด
เช่นเดียวกับสถานการณ์ในอิหร่าน โดย AP ให้ข้อมูลว่า เตหะรานขาดแคลนน้ำ เพราะภัยแล้งรุนแรงต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ห้า ทำให้เคยมีแผน ‘ย้ายเมืองหลวง’ ในปีที่ผ่านมา ขณะที่ประเทศมีโรงงานกลั่นน้ำจืดจำกัด และมักพึ่งพาทรัพยากรน้ำจากธรรมชาติส่วนใหญ่ เช่น แม่น้ำ, อ่างเก็บน้ำ และแหล่งน้ำใต้ดิน
อัลซาเยดยังทิ้งท้ายว่า ผลกระทบทางจิตวิทยาของประชาชนร้ายแรงที่สุด เพราะน้ำคือสิ่งที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ เพียงรับรู้ว่ามีความเสี่ยง ก็อาจทำให้เกิดความกลัวและความตระหนกได้ ดังนั้นหลายประเทศในตะวันออกกลางจึงพยายามรับมือสถานการณ์ด้วยความสงบ
แฟ้มภาพ: Stanislav71 / Shutterstock
อ้างอิง:
- https://theconversation.com/persian-gulf-desalination-plants-could-become-military-targets-in-regional-war-277597
- https://gulfnews.com/world/gulf/saudi/saudi-arabia-retains-title-as-worlds-largest-producer-of-desalinated-water-1.500018796
- https://apnews.com/article/iran-war-desalination-water-oil-middle-east-12b23f2fa26ed5c4a10f80c4077e61ce
- https://time.com/7383099/iran-news-oil-strikes-tehran/
- https://www.aljazeera.com/news/2026/3/8/how-targeting-of-desalination-plants-could-disrupt-water-supply-in-the-gulf


