×

แดร์ คลาสสิเคอร์ : ทำไม บาเยิร์น มิวนิค พบ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ จึงเป็นมากกว่าเกมฟุตบอล

30.10.2026
แฮร์รี เคน กองหน้าบาเยิร์น มิวนิค ดวลกับ โฌแอน กาดู แนวรับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในศึกบุนเดสลีกา

หากพูดถึงเกมฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเยอรมนี ชื่อของ ‘แดร์ คลาสิเคอร์’ (Der Klassiker) ระหว่าง บาเยิร์น มิวนิค กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ย่อมเป็นหนึ่งในเกมแรกๆ ที่แฟนบอลนึกถึง

 

 

แม้ทั้งสองทีมจะไม่ได้ตั้งอยู่ในเมืองเดียวกัน และไม่ได้มีความขัดแย้งทางการเมืองหรือสังคมเป็นรากฐานเหมือนเกมดาร์บีชื่อดังหลายแห่งของโลก แต่การต่อสู้เพื่อความเป็นหนึ่งในวงการฟุตบอลเยอรมันตลอดหลายทศวรรษ ได้เปลี่ยนเกมคู่นี้ให้กลายเป็นการแข่งขันที่มีความหมายมากกว่าแค่ 3 คะแนน

 

ศักดิ์ศรีของเกมนี้ย่อมมีความสำคัญ ยิ่งใหญ่ และคลาสสิกสมชื่อ ซึ่งไม่ต่างจาก เอล คลาสิโก ระหว่าง เรอัล มาดริด กับ บาร์เซโลนา หรือ เกมแดงเดือด ระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เลยทีเดียว

 

และเมื่อทั้งสองทีมเตรียมกลับมาพบกันอีกครั้งในศึกบุนเดสลีกาช่วงสุดสัปดาห์นี้ นี่จึงเป็นโอกาสเหมาะที่จะย้อนกลับไปทำความเข้าใจว่า เหตุใดเกมระหว่างเสือใต้กับเสือเหลืองจึงกลายเป็นหนึ่งในแมตช์ที่สำคัญที่สุดของฟุตบอลยุโรป

 

แดร์ คลาสสิเคอร์ คืออะไร และทำไมจึงไม่ใช่ดาร์บีทั่วไป?

 

คำว่า แดร์ คลาสสิเคอร์ แปลตรงตัวว่า ‘เกมคลาสสิก’ และถูกใช้เรียกการแข่งขันระหว่างบาเยิร์น มิวนิค กับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

 

อย่างไรก็ตาม เกมนี้แตกต่างจาก เอล กลาซิโก ระหว่างเรอัล มาดริดกับบาร์เซโลนา หรือเรเวียร์ดาร์บีระหว่างดอร์ทมุนด์กับชาลเก้

 

เพราะความเป็นคู่ปรับไม่ได้เริ่มต้นจากความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ การเมือง หรือวัฒนธรรม แต่เกิดจากการที่ทั้งสองสโมสรกลายเป็นคู่แข่งสำคัญในการแย่งชิงความสำเร็จระดับประเทศ

 

ตลอด 33 ฤดูกาลก่อนหน้านี้ ทั้งสองทีมคว้าแชมป์บุนเดสลีการวมกันถึง 28 ครั้ง ทำให้การพบกันของพวกเขามักมีผลต่อทิศทางของฟุตบอลเยอรมัน

 

การพบกันครั้งแรกของทั้งสองทีมเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 1965 โดยดอร์ทมุนด์บุกเอาชนะบาเยิร์น 2-0 แต่ในเวลานั้น เกมนี้ยังไม่ได้รับความสนใจในฐานะคู่ปรับสำคัญ

 

บาเยิร์นกำลังเติบโตขึ้นเป็นมหาอำนาจของเยอรมนี ขณะที่ดอร์ทมุนด์ยังมีผลงานขึ้นลง และเคยตกไปเล่นในลีกระดับสองช่วงทศวรรษ 1970

 

ความแตกต่างสะท้อนผ่านชัยชนะ 11-1 ของบาเยิร์นในปี 1971 ซึ่งยังคงเป็นชัยชนะด้วยสกอร์มากที่สุดของสโมสรในบุนเดสลีกา

 

หากย้อนกลับไปในยุคนั้น คู่ปรับสำคัญของบาเยิร์นกลับเป็นโบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค มากกว่าดอร์ทมุนด์เสียอีก

 

ทศวรรษ 1990 เมื่อดอร์ทมุนด์เริ่มท้าทายอำนาจเสือใต้

 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1990 เมื่อดอร์ทมุนด์ภายใต้การคุมทีมของ ออตมาร์ ฮิตซ์เฟลด์ ก้าวขึ้นมาท้าทายบาเยิร์นอย่างจริงจัง

 

ดอร์ทมุนด์คว้าแชมป์บุนเดสลีกาสองฤดูกาลติดต่อกันในปี 1994/95 และ 1995/96 ก่อนสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ปี 1997 ด้วยการเอาชนะยูเวนตุส 3-1

 

ที่น่าสนใจคือ นัดชิงชนะเลิศดังกล่าวแข่งขันที่โอลิมเปียสตาดิโอน ซึ่งเป็นสนามเหย้าของบาเยิร์นในเวลานั้น

 

ความสำเร็จของดอร์ทมุนด์จึงไม่ใช่เพียงการคว้าแชมป์ แต่เป็นการประกาศว่าบาเยิร์นไม่ได้ผูกขาดความยิ่งใหญ่ในเยอรมนีอีกต่อไป และเมื่อการแข่งขันเพื่อความสำเร็จรุนแรงขึ้น ความตึงเครียดในสนามก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

 

หนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกจดจำมากที่สุดเกิดขึ้นในปี 1997 เมื่อ โลธาร์ มัทเธอุส ทำท่าปาดน้ำตาล้อเลียน อันเดรียส เมิลเลอร์ ก่อนที่ฝ่ายหลังจะตอบโต้ด้วยการตบหน้า

 

อีกเหตุการณ์เกิดขึ้นในปี 1999 เมื่อ โอลิเวอร์ คาห์น ผู้รักษาประตูบาเยิร์น แสดงพฤติกรรมดุดันทั้งการกระโดดเตะใส่ สเตฟาน ชาปุยซาต์ และทำท่าคล้ายกัดหู ไฮโก แฮร์ลิช

 

เหตุการณ์เหล่านี้ช่วยเปลี่ยนเกมที่เคยเป็นเพียงการแข่งขันระหว่างสองสโมสร ให้กลายเป็นคู่ปรับที่เต็มไปด้วยอารมณ์ร่วม

 

คู่ปรับที่ครั้งหนึ่งเคยช่วยเหลือกัน

 

แม้ภาพจำของทั้งสองทีมจะเต็มไปด้วยการแข่งขัน แต่ประวัติศาสตร์ของพวกเขากลับมีเรื่องที่น่าสนใจอีกด้านหนึ่ง

 

ในปี 2004 ดอร์ทมุนด์ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนักจนเสี่ยงต่อการล้มละลาย บาเยิร์นซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญกลับให้ความช่วยเหลือด้วยเงินกู้จำนวน 2 ล้านยูโร เพื่อช่วยให้ดอร์ทมุนด์สามารถรับมือกับปัญหาสภาพคล่องระยะสั้น

 

เหตุการณ์นี้สะท้อนความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของทั้งสองสโมสร เพราะแม้จะต้องการเอาชนะกันในสนาม แต่ทั้งสองฝ่ายต่างตระหนักถึงความสำคัญของอีกฝ่ายต่อระบบนิเวศฟุตบอลเยอรมัน

 

หากต้องเลือกช่วงเวลาที่ทำให้ แดร์ คลาสสิเคอร์ กลายเป็นเกมระดับโลกอย่างแท้จริง ยุคของ เจอร์เกน คล็อปป์ อาจเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุด

 

หลังเข้าคุมดอร์ทมุนด์ในปี 2008 คล็อปป์สร้างทีมด้วยฟุตบอลเพรสซิงเข้มข้นและเกมสวนกลับความเร็วสูง ทำให้ดอร์ทมุนด์คว้าแชมป์บุนเดสลีกาสองสมัยติดต่อกันในฤดูกาล 2010/11 และ 2011/12

 

ก่อนเอาชนะบาเยิร์น 5-2 ในนัดชิงชนะเลิศเดเอฟเบ โพคาล ปี 2012 โดย โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี ทำแฮตทริก

 

ช่วงเวลานั้นทำให้การพบกันของทั้งสองทีมไม่ใช่แค่เกมใหญ่ แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างสองแนวคิดฟุตบอลที่แตกต่างกัน

 

เวมบลีย์ 2013 จุดสูงสุดของความเป็นคู่ปรับ

 

วันที่ 25 พฤษภาคม 2013 อาจเป็นวันที่ทำให้ แดร์ คลาสสิเคอร์ กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกมากที่สุด เมื่อบาเยิร์นและดอร์ทมุนด์ผ่านเข้าชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ที่สนามเวมบลีย์ หลังเอาชนะบาร์เซโลนาและเรอัล มาดริดตามลำดับในรอบรองชนะเลิศ

 

เกมดำเนินไปอย่างสูสี ก่อนที่ อาร์เยน ร็อบเบน จะยิงประตูชัยในนาทีที่ 89 ช่วยให้บาเยิร์นชนะ 2-1

 

ชัยชนะครั้งนั้นไม่เพียงมอบแชมป์ยุโรปให้ทีมเสือใต้ แต่ยังเป็นส่วนสำคัญของฤดูกาลที่พวกเขาคว้าทริปเปิลแชมป์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร และทำให้ชื่อ แดร์ คลาสสิเคอร์ ถูกพูดถึงในระดับนานาชาติอย่างจริงจัง

 

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองสโมสรเข้มข้นขึ้น คือการย้ายทีมของบุคลากรสำคัญจากดอร์ทมุนด์ไปบาเยิร์น

 

มาริโอ เกิตเซ ตัดสินใจย้ายไปบาเยิร์นในปี 2013 โดยข่าวการย้ายทีมถูกประกาศก่อนนัดชิงแชมเปียนส์ลีกระหว่างทั้งสองทีม หนึ่งปีต่อมา โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี ย้ายตามไปแบบไม่มีค่าตัว ก่อนที่ มัทส์ ฮุมเมิลส์ จะย้ายกลับบาเยิร์นในปี 2016 หลังเคยเป็นเด็กปั้นของทีมและอยู่ที่นั่นจนถึงปี 2009

 

การย้ายทีมเหล่านี้สะท้อนความเหนือกว่าด้านทรัพยากรของบาเยิร์น และทำให้แฟนดอร์ทมุนด์รู้สึกว่าความสำเร็จของทีมมักมาพร้อมความเสี่ยงที่จะสูญเสียผู้เล่นคนสำคัญให้คู่แข่งโดยตรง

 

ความเข้มข้นที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน

 

หนึ่งในฤดูกาลที่สะท้อนความเข้มข้นของการแข่งขันระหว่างสองทีมได้ดีที่สุดคือบุนเดสลีกา 2022/23 หลังดอร์ทมุนด์มีโอกาสยุติการครองแชมป์ 10 สมัยติดต่อกันของบาเยิร์น หากสามารถเอาชนะไมนซ์ในเกมสุดท้ายของฤดูกาล

 

แต่พวกเขากลับทำได้เพียงเสมอ 2-2 ขณะที่บาเยิร์นบุกชนะโคโลญจน์ 2-1 จากประตูช่วงท้ายเกมของ จามาล มูเซียลา

 

ผลการแข่งขันทำให้บาเยิร์นคว้าแชมป์สมัยที่ 11 ติดต่อกันด้วยผลต่างประตูได้เสียที่ดีกว่า สำหรับดอร์ทมุนด์ นั่นคือหนึ่งในความผิดหวังครั้งใหญ่ที่สุดของสโมสรในยุคใหม่

 

แม้บาเยิร์นจะประสบความสำเร็จเหนือกว่าดอร์ทมุนด์อย่างชัดเจนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่การแข่งขันคู่นี้ยังคงมีความหมายอย่างมาก

 

ดอร์ทมุนด์เป็นหนึ่งในทีมที่สร้างปัญหาให้บาเยิร์นได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์บุนเดสลีกา และเคยบุกชนะที่อัลลิอันซ์ อารีนาได้หลายครั้ง

 

ขณะเดียวกัน บาเยิร์นเพิ่งเอาชนะดอร์ทมุนด์ 2-1 ในศึกฟรานซ์ เบคเคนเบาเออร์ ซูเปอร์คัพ 2026 ทำให้การกลับมาพบกันในลีกเป็นอีกโอกาสที่ดอร์ทมุนด์จะทวงศักดิ์ศรี

 

นอกจากสามคะแนนแล้ว ผลการแข่งขันยังส่งผลต่อความมั่นใจ โมเมนตัม และการประกาศตัวว่าใครคือทีมที่พร้อมกำหนดทิศทางของฤดูกาล

 

แดร์ คลาสสิเคอร์ เกมที่สะท้อนตัวตนของฟุตบอลเยอรมัน

 

ท้ายที่สุด ความสำคัญของ แดร์ คลาสสิเคอร์ ไม่ได้อยู่ที่ว่ามันเป็นดาร์บีที่เก่าแก่ที่สุด หรือมีความขัดแย้งรุนแรงที่สุดในเยอรมนี

 

แต่อยู่ที่ประวัติศาสตร์การแข่งขันเพื่อความเป็นหนึ่ง ซึ่งเต็มไปด้วยทั้งชัยชนะ ความพ่ายแพ้ การแย่งชิงนักเตะ และช่วงเวลาที่เปลี่ยนทิศทางของฟุตบอลเยอรมัน

 

บาเยิร์นเป็นตัวแทนของความสำเร็จที่ต่อเนื่องและความแข็งแกร่งของสโมสรระดับมหาอำนาจ ส่วนดอร์ทมุนด์เป็นตัวแทนของความทะเยอทะยานในการท้าทายระเบียบเดิม

 

ทุกครั้งที่ทั้งสองทีมพบกัน จึงไม่ใช่เพียงการตัดสินว่าใครจะชนะใน 90 นาที แต่เป็นการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ว่า ใครมีสิทธิ์เรียกตัวเองว่าเป็นทีมที่ดีที่สุดของเยอรมนี

 

และแฟนๆ สามารถติดตามเกม แดร์ คลาสสิเคอร์ เกมแรกของฤดูกาลนี้ ได้ในคืนวันเสาร์นี้ (31 ตุลาคม ต่อเช้าวันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน) เวลา 00.30 น. ทาง AISPlay

 

ภาพ: Ralf Ibing – firo sportphoto / Getty Images

 

อ้างอิง:


READ MORE






Latest Stories