หากพูดถึงเกมฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเยอรมนี ชื่อของ ‘แดร์ คลาสิเคอร์’ (Der Klassiker) ระหว่าง บาเยิร์น มิวนิค กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ย่อมเป็นหนึ่งในเกมแรกๆ ที่แฟนบอลนึกถึง
ประเด็นสำคัญ
แม้ทั้งสองทีมจะไม่ได้ตั้งอยู่ในเมืองเดียวกัน และไม่ได้มีความขัดแย้งทางการเมืองหรือสังคมเป็นรากฐานเหมือนเกมดาร์บีชื่อดังหลายแห่งของโลก แต่การต่อสู้เพื่อความเป็นหนึ่งในวงการฟุตบอลเยอรมันตลอดหลายทศวรรษ ได้เปลี่ยนเกมคู่นี้ให้กลายเป็นการแข่งขันที่มีความหมายมากกว่าแค่ 3 คะแนน
ศักดิ์ศรีของเกมนี้ย่อมมีความสำคัญ ยิ่งใหญ่ และคลาสสิกสมชื่อ ซึ่งไม่ต่างจาก เอล คลาสิโก ระหว่าง เรอัล มาดริด กับ บาร์เซโลนา หรือ เกมแดงเดือด ระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เลยทีเดียว
และเมื่อทั้งสองทีมเตรียมกลับมาพบกันอีกครั้งในศึกบุนเดสลีกาช่วงสุดสัปดาห์นี้ นี่จึงเป็นโอกาสเหมาะที่จะย้อนกลับไปทำความเข้าใจว่า เหตุใดเกมระหว่างเสือใต้กับเสือเหลืองจึงกลายเป็นหนึ่งในแมตช์ที่สำคัญที่สุดของฟุตบอลยุโรป
แดร์ คลาสสิเคอร์ คืออะไร และทำไมจึงไม่ใช่ดาร์บีทั่วไป?
คำว่า แดร์ คลาสสิเคอร์ แปลตรงตัวว่า ‘เกมคลาสสิก’ และถูกใช้เรียกการแข่งขันระหว่างบาเยิร์น มิวนิค กับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์
อย่างไรก็ตาม เกมนี้แตกต่างจาก เอล กลาซิโก ระหว่างเรอัล มาดริดกับบาร์เซโลนา หรือเรเวียร์ดาร์บีระหว่างดอร์ทมุนด์กับชาลเก้
เพราะความเป็นคู่ปรับไม่ได้เริ่มต้นจากความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ การเมือง หรือวัฒนธรรม แต่เกิดจากการที่ทั้งสองสโมสรกลายเป็นคู่แข่งสำคัญในการแย่งชิงความสำเร็จระดับประเทศ
ตลอด 33 ฤดูกาลก่อนหน้านี้ ทั้งสองทีมคว้าแชมป์บุนเดสลีการวมกันถึง 28 ครั้ง ทำให้การพบกันของพวกเขามักมีผลต่อทิศทางของฟุตบอลเยอรมัน
การพบกันครั้งแรกของทั้งสองทีมเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 1965 โดยดอร์ทมุนด์บุกเอาชนะบาเยิร์น 2-0 แต่ในเวลานั้น เกมนี้ยังไม่ได้รับความสนใจในฐานะคู่ปรับสำคัญ
บาเยิร์นกำลังเติบโตขึ้นเป็นมหาอำนาจของเยอรมนี ขณะที่ดอร์ทมุนด์ยังมีผลงานขึ้นลง และเคยตกไปเล่นในลีกระดับสองช่วงทศวรรษ 1970
ความแตกต่างสะท้อนผ่านชัยชนะ 11-1 ของบาเยิร์นในปี 1971 ซึ่งยังคงเป็นชัยชนะด้วยสกอร์มากที่สุดของสโมสรในบุนเดสลีกา
หากย้อนกลับไปในยุคนั้น คู่ปรับสำคัญของบาเยิร์นกลับเป็นโบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค มากกว่าดอร์ทมุนด์เสียอีก
ทศวรรษ 1990 เมื่อดอร์ทมุนด์เริ่มท้าทายอำนาจเสือใต้
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1990 เมื่อดอร์ทมุนด์ภายใต้การคุมทีมของ ออตมาร์ ฮิตซ์เฟลด์ ก้าวขึ้นมาท้าทายบาเยิร์นอย่างจริงจัง
ดอร์ทมุนด์คว้าแชมป์บุนเดสลีกาสองฤดูกาลติดต่อกันในปี 1994/95 และ 1995/96 ก่อนสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ปี 1997 ด้วยการเอาชนะยูเวนตุส 3-1
ที่น่าสนใจคือ นัดชิงชนะเลิศดังกล่าวแข่งขันที่โอลิมเปียสตาดิโอน ซึ่งเป็นสนามเหย้าของบาเยิร์นในเวลานั้น
ความสำเร็จของดอร์ทมุนด์จึงไม่ใช่เพียงการคว้าแชมป์ แต่เป็นการประกาศว่าบาเยิร์นไม่ได้ผูกขาดความยิ่งใหญ่ในเยอรมนีอีกต่อไป และเมื่อการแข่งขันเพื่อความสำเร็จรุนแรงขึ้น ความตึงเครียดในสนามก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
หนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกจดจำมากที่สุดเกิดขึ้นในปี 1997 เมื่อ โลธาร์ มัทเธอุส ทำท่าปาดน้ำตาล้อเลียน อันเดรียส เมิลเลอร์ ก่อนที่ฝ่ายหลังจะตอบโต้ด้วยการตบหน้า
อีกเหตุการณ์เกิดขึ้นในปี 1999 เมื่อ โอลิเวอร์ คาห์น ผู้รักษาประตูบาเยิร์น แสดงพฤติกรรมดุดันทั้งการกระโดดเตะใส่ สเตฟาน ชาปุยซาต์ และทำท่าคล้ายกัดหู ไฮโก แฮร์ลิช
เหตุการณ์เหล่านี้ช่วยเปลี่ยนเกมที่เคยเป็นเพียงการแข่งขันระหว่างสองสโมสร ให้กลายเป็นคู่ปรับที่เต็มไปด้วยอารมณ์ร่วม
คู่ปรับที่ครั้งหนึ่งเคยช่วยเหลือกัน
แม้ภาพจำของทั้งสองทีมจะเต็มไปด้วยการแข่งขัน แต่ประวัติศาสตร์ของพวกเขากลับมีเรื่องที่น่าสนใจอีกด้านหนึ่ง
ในปี 2004 ดอร์ทมุนด์ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนักจนเสี่ยงต่อการล้มละลาย บาเยิร์นซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญกลับให้ความช่วยเหลือด้วยเงินกู้จำนวน 2 ล้านยูโร เพื่อช่วยให้ดอร์ทมุนด์สามารถรับมือกับปัญหาสภาพคล่องระยะสั้น
เหตุการณ์นี้สะท้อนความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของทั้งสองสโมสร เพราะแม้จะต้องการเอาชนะกันในสนาม แต่ทั้งสองฝ่ายต่างตระหนักถึงความสำคัญของอีกฝ่ายต่อระบบนิเวศฟุตบอลเยอรมัน
หากต้องเลือกช่วงเวลาที่ทำให้ แดร์ คลาสสิเคอร์ กลายเป็นเกมระดับโลกอย่างแท้จริง ยุคของ เจอร์เกน คล็อปป์ อาจเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุด
หลังเข้าคุมดอร์ทมุนด์ในปี 2008 คล็อปป์สร้างทีมด้วยฟุตบอลเพรสซิงเข้มข้นและเกมสวนกลับความเร็วสูง ทำให้ดอร์ทมุนด์คว้าแชมป์บุนเดสลีกาสองสมัยติดต่อกันในฤดูกาล 2010/11 และ 2011/12
ก่อนเอาชนะบาเยิร์น 5-2 ในนัดชิงชนะเลิศเดเอฟเบ โพคาล ปี 2012 โดย โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี ทำแฮตทริก
ช่วงเวลานั้นทำให้การพบกันของทั้งสองทีมไม่ใช่แค่เกมใหญ่ แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างสองแนวคิดฟุตบอลที่แตกต่างกัน
เวมบลีย์ 2013 จุดสูงสุดของความเป็นคู่ปรับ
วันที่ 25 พฤษภาคม 2013 อาจเป็นวันที่ทำให้ แดร์ คลาสสิเคอร์ กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกมากที่สุด เมื่อบาเยิร์นและดอร์ทมุนด์ผ่านเข้าชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ที่สนามเวมบลีย์ หลังเอาชนะบาร์เซโลนาและเรอัล มาดริดตามลำดับในรอบรองชนะเลิศ
เกมดำเนินไปอย่างสูสี ก่อนที่ อาร์เยน ร็อบเบน จะยิงประตูชัยในนาทีที่ 89 ช่วยให้บาเยิร์นชนะ 2-1
ชัยชนะครั้งนั้นไม่เพียงมอบแชมป์ยุโรปให้ทีมเสือใต้ แต่ยังเป็นส่วนสำคัญของฤดูกาลที่พวกเขาคว้าทริปเปิลแชมป์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร และทำให้ชื่อ แดร์ คลาสสิเคอร์ ถูกพูดถึงในระดับนานาชาติอย่างจริงจัง
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองสโมสรเข้มข้นขึ้น คือการย้ายทีมของบุคลากรสำคัญจากดอร์ทมุนด์ไปบาเยิร์น
มาริโอ เกิตเซ ตัดสินใจย้ายไปบาเยิร์นในปี 2013 โดยข่าวการย้ายทีมถูกประกาศก่อนนัดชิงแชมเปียนส์ลีกระหว่างทั้งสองทีม หนึ่งปีต่อมา โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี ย้ายตามไปแบบไม่มีค่าตัว ก่อนที่ มัทส์ ฮุมเมิลส์ จะย้ายกลับบาเยิร์นในปี 2016 หลังเคยเป็นเด็กปั้นของทีมและอยู่ที่นั่นจนถึงปี 2009
การย้ายทีมเหล่านี้สะท้อนความเหนือกว่าด้านทรัพยากรของบาเยิร์น และทำให้แฟนดอร์ทมุนด์รู้สึกว่าความสำเร็จของทีมมักมาพร้อมความเสี่ยงที่จะสูญเสียผู้เล่นคนสำคัญให้คู่แข่งโดยตรง
ความเข้มข้นที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน
หนึ่งในฤดูกาลที่สะท้อนความเข้มข้นของการแข่งขันระหว่างสองทีมได้ดีที่สุดคือบุนเดสลีกา 2022/23 หลังดอร์ทมุนด์มีโอกาสยุติการครองแชมป์ 10 สมัยติดต่อกันของบาเยิร์น หากสามารถเอาชนะไมนซ์ในเกมสุดท้ายของฤดูกาล
แต่พวกเขากลับทำได้เพียงเสมอ 2-2 ขณะที่บาเยิร์นบุกชนะโคโลญจน์ 2-1 จากประตูช่วงท้ายเกมของ จามาล มูเซียลา
ผลการแข่งขันทำให้บาเยิร์นคว้าแชมป์สมัยที่ 11 ติดต่อกันด้วยผลต่างประตูได้เสียที่ดีกว่า สำหรับดอร์ทมุนด์ นั่นคือหนึ่งในความผิดหวังครั้งใหญ่ที่สุดของสโมสรในยุคใหม่
แม้บาเยิร์นจะประสบความสำเร็จเหนือกว่าดอร์ทมุนด์อย่างชัดเจนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่การแข่งขันคู่นี้ยังคงมีความหมายอย่างมาก
ดอร์ทมุนด์เป็นหนึ่งในทีมที่สร้างปัญหาให้บาเยิร์นได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์บุนเดสลีกา และเคยบุกชนะที่อัลลิอันซ์ อารีนาได้หลายครั้ง
ขณะเดียวกัน บาเยิร์นเพิ่งเอาชนะดอร์ทมุนด์ 2-1 ในศึกฟรานซ์ เบคเคนเบาเออร์ ซูเปอร์คัพ 2026 ทำให้การกลับมาพบกันในลีกเป็นอีกโอกาสที่ดอร์ทมุนด์จะทวงศักดิ์ศรี
นอกจากสามคะแนนแล้ว ผลการแข่งขันยังส่งผลต่อความมั่นใจ โมเมนตัม และการประกาศตัวว่าใครคือทีมที่พร้อมกำหนดทิศทางของฤดูกาล
แดร์ คลาสสิเคอร์ เกมที่สะท้อนตัวตนของฟุตบอลเยอรมัน
ท้ายที่สุด ความสำคัญของ แดร์ คลาสสิเคอร์ ไม่ได้อยู่ที่ว่ามันเป็นดาร์บีที่เก่าแก่ที่สุด หรือมีความขัดแย้งรุนแรงที่สุดในเยอรมนี
แต่อยู่ที่ประวัติศาสตร์การแข่งขันเพื่อความเป็นหนึ่ง ซึ่งเต็มไปด้วยทั้งชัยชนะ ความพ่ายแพ้ การแย่งชิงนักเตะ และช่วงเวลาที่เปลี่ยนทิศทางของฟุตบอลเยอรมัน
บาเยิร์นเป็นตัวแทนของความสำเร็จที่ต่อเนื่องและความแข็งแกร่งของสโมสรระดับมหาอำนาจ ส่วนดอร์ทมุนด์เป็นตัวแทนของความทะเยอทะยานในการท้าทายระเบียบเดิม
ทุกครั้งที่ทั้งสองทีมพบกัน จึงไม่ใช่เพียงการตัดสินว่าใครจะชนะใน 90 นาที แต่เป็นการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ว่า ใครมีสิทธิ์เรียกตัวเองว่าเป็นทีมที่ดีที่สุดของเยอรมนี
และแฟนๆ สามารถติดตามเกม แดร์ คลาสสิเคอร์ เกมแรกของฤดูกาลนี้ ได้ในคืนวันเสาร์นี้ (31 ตุลาคม ต่อเช้าวันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน) เวลา 00.30 น. ทาง AISPlay
ภาพ: Ralf Ibing – firo sportphoto / Getty Images
อ้างอิง:
- https://www.bundesliga.com/en/bundesliga/news/what-is-der-klassiker-why-bayern-munich-vs-borussia-dortmund-is-important-7942
- https://www.bundesliga.com/en/bundesliga/news/why-borussia-dortmund-beat-bayern-munich-kovac-kompany-der-klassiker-39749
- https://sports.yahoo.com/articles/der-klassiker-f-llkrug-leads-195900530.html
- https://www.fotmob.com/en-GB/news/18pkmhpejjmj1m9x31elqf7dv-dortmund-will-live-up-their-own-standards-der-klassiker-says-kovac

