การมาถึงของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของวิชาชีพบัญชีและการสอบบัญชีทั่วโลกอย่างรวดเร็ว จากงานที่เคยอาศัยแรงงานคนและการตรวจเอกสารจำนวนมาก กำลังก้าวสู่ยุคของการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่และระบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบงบการเงิน แต่ในอีกด้านหนึ่ง เทคโนโลยีเดียวกันนี้กลับทำให้รูปแบบการทุจริตมีความซับซ้อนมากขึ้น จนกลายเป็นความท้าทายใหม่ของผู้สอบบัญชี
ลี บุน เท็ค Audit & Assurance Regional Managing Partner ของดีลอยท์ เซาท์อีสท์เอเชีย ระบุว่า แม้ AI จะช่วยยกระดับคุณภาพของการตรวจสอบบัญชี แต่สิ่งที่จะกำหนดความเชื่อมั่นของระบบการเงินในอนาคตไม่ใช่เพียงเทคโนโลยี หากคือ ‘ธรรมาภิบาล’ ที่เข้มแข็งขององค์กร
AI เปลี่ยนวิธีทำงานของผู้สอบบัญชี
ที่ผ่านมา การสอบบัญชีมักใช้วิธี การสุ่มตรวจรายการบัญชี (Sampling) ซึ่งตรวจสอบเพียงบางส่วนของข้อมูลทั้งหมด แต่ด้วยเทคโนโลยี AI และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง ทำให้ผู้สอบบัญชีสามารถตรวจสอบ ข้อมูลทั้งหมดขององค์กร (Full-population analysis) และระบุรายการผิดปกติได้แม่นยำยิ่งขึ้น
AI ยังช่วยให้การตรวจจับรูปแบบการทุจริตและความผิดปกติทางการเงินเกิดขึ้นได้รวดเร็วขึ้น ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลในเวลาอันสั้น รวมถึงการใช้ระบบอัตโนมัติในการตรวจสอบข้อมูลที่เป็นกิจวัตร ทำให้ผู้สอบบัญชีสามารถมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์เชิงลึกและการใช้ดุลยพินิจทางวิชาชีพมากขึ้น
แพลตฟอร์มตรวจสอบบัญชีบนคลาวด์ เช่น Omnia ของดีลอยท์ เป็นตัวอย่างของเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มความโปร่งใสและช่วยระบุความเสี่ยงในการตรวจสอบบัญชีผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่

ลี บุน เท็ค Audit & Assurance Regional Managing Partner ของดีลอยท์ เซาท์อีสท์เอเชีย
AI ตัวช่วยกลับทำให้ ‘มิจฉาชีพ’ ฉลาดขึ้น
แม้ AI จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มความแม่นยำของการสอบบัญชี แต่เทคโนโลยีเดียวกันก็ถูกนำมาใช้ในการก่ออาชญากรรมทางการเงินเช่นกัน
หนึ่งในกรณีที่สะท้อนความเสี่ยงดังกล่าวเกิดขึ้นในฮ่องกง เมื่อปีที่ผ่านมา เมื่อพนักงานฝ่ายการเงินของบริษัทแห่งหนึ่งถูกหลอกให้โอนเงินกว่า 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากมิจฉาชีพใช้เทคโนโลยี Deepfake ปลอมตัวเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทในการประชุมออนไลน์
ขณะเดียวกัน แนวคิด Malware as a Service (MaaS) ยังทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถเช่าหรือซื้อเครื่องมือโจมตีไซเบอร์ได้ง่ายขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคสูง ส่งผลให้การปลอมแปลงข้อมูลและการโจมตีทางการเงินในยุคดิจิทัลเพิ่มความซับซ้อนขึ้นอย่างมาก
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้สอบบัญชีต้องพัฒนาทักษะใหม่ เช่น การตรวจจับการบิดเบือนข้อมูลด้วยอัลกอริทึม การติดตามหลักฐานดิจิทัล การวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานระบบ
ผลสำรวจ Deloitte ชี้ AI เปลี่ยนรูปแบบกำลังคน
งานวิจัยของดีลอยท์เกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อกำลังคน พบว่าองค์กรทั่วโลกกำลังปรับรูปแบบการทำงานเป็น 3 โมเดลหลัก ได้แก่
- Human-in-the-loop
มนุษย์มีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจของ AI - Human-on-the-loop
มนุษย์ทำหน้าที่กำกับและตรวจสอบผลลัพธ์จาก AI - Human-off-the-loop
AI ทำงานอัตโนมัติโดยไม่มีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง
ดีลอยท์ ระบุว่า สำหรับงานสอบบัญชี โมเดลที่เหมาะสมคือ Human-in-the-loop และ Human-on-the-loop เพราะต้องอาศัยดุลยพินิจทางวิชาชีพของมนุษย์ในการประเมินความเสี่ยงและความถูกต้องของข้อมูล
‘ธรรมาภิบาล’ ปัจจัยชี้ขาดความเชื่อมั่น
แม้เทคโนโลยีจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการตรวจสอบบัญชี แต่ความเชื่อมั่นในระบบการเงินยังคงขึ้นอยู่กับ ธรรมาภิบาลขององค์กร
ลี บุน เท็ค มองว่า คณะกรรมการบริษัท ผู้บริหาร หน่วยงานกำกับดูแล และผู้สอบบัญชี จำเป็นต้องร่วมกันกำหนดกรอบการใช้ AI อย่างโปร่งใส เช่น การตรวจสอบอคติของอัลกอริทึม การกำหนดขั้นตอนการอนุมัติใช้ AI การติดตามผลการใช้งานอย่างต่อเนื่อง การกำกับดูแลระบบ AI ด้วยมนุษย์
แนวคิด Trustworthy AI หรือ AI ที่น่าเชื่อถือ จึงกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในการกำกับดูแลเทคโนโลยีในภาคธุรกิจ
ไทยเร่งยกระดับมาตรฐานตรวจสอบบัญชี
สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หน่วยงานกำกับดูแล เช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ยังคงเน้นย้ำว่าการกำกับดูแลกิจการที่ดีเป็นรากฐานสำคัญของความเชื่อมั่นในตลาดทุน
ขณะเดียวกัน สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ผลักดันการใช้มาตรฐานสากลด้านการบริหารคุณภาพงานสอบบัญชี เช่น ISQM 1 เพื่อยกระดับคุณภาพการตรวจสอบบัญชีในประเทศ
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เทคโนโลยีอาจช่วยให้การตรวจสอบบัญชีมีความละเอียดและครอบคลุมมากขึ้น แต่ ธรรมาภิบาล ความเป็นอิสระของผู้สอบบัญชี และระบบควบคุมภายในที่เข้มแข็ง ยังคงเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและตลาดการเงิน


