เปรี้ยง! สายฟ้าฟาดลงมากลางโอลด์ แทรฟฟอร์ด เกิดเสียงอันดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วโลกของฟุตบอล
รูเบน อโมริม ถูกปลดจากการเป็น ‘หัวหน้าโค้ช’ (Head Coach) ของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จนได้ โดยสโมสรให้เหตุผลในเรื่องของ ‘ผลงาน’ ไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ
เพียงแต่ในเบื้องหลังที่แทบจะไม่เป็นเบื้องหลังเพราะรู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองว่าปมใหญ่ที่นำไปสู่การตัดสินใจคือการแตกหักกับ เจสัน วิลค็อกซ์ ผู้อำนวยการสโมสรจนเกิดกรณีการพาดพิงแบบไม่เอ่ยชื่อผ่านประโยคอ้อมๆ ว่า “แต่ละคนก็มีงานของตัวเอง” และ “ผมเป็นผู้จัดการทีมไม่ได้มาเป็นแค่โค้ช”
อย่างไรก็ดี หากมองให้ดีในเคสนี้ แม้ตอนจบของอโมริมจะไม่ได้เกิดจากผลงานที่เลวร้ายเพราะในปัจจุบันแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่ในสถานการณ์ที่ดีขึ้นกว่าปีที่แล้วประมาณหนึ่ง เริ่มพอมองเห็นพัฒนาการบ้างในบางจุด
แต่สุดท้ายแล้วมันก็เป็นตอนจบที่เรามองเห็นแววมาตั้งแต่หลายเดือนก่อนหน้านี้
เพราะนี่คือการตัดสินใจที่ผิดพลาดระดับ ‘หายนะ’ อีกครั้งของ INEOS ตั้งแต่แรก

ย้อนกลับไปในฤดูร้อนของปี 2024 เป็นช่วงเริ่มต้นของแมนฯ ยูไนเต็ดในยุค INEOS ภายใต้การนำของเซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์
เจ้าของธุรกิจพลังงาน มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของอังกฤษในเวลานั้น ได้ขอซื้อหุ้นจำนวน 27.7 เปอร์เซ็นต์ ต่อจากครอบครัวเกลเซอร์ เจ้าของสโมสรชาวอเมริกัน โดยขอสิทธิ์ในการบริหารจัดการสโมสรแบบเบ็ดเสร็จทุกอย่าง ท่ามกลางความหวังว่าจะพลิกฟื้นให้กลับมาเป็นอันดับหนึ่งของเมืองผู้ดีอีกครั้ง
แต่ INEOS เผยให้เห็นถึงความอ่อนเชิงในการทำงานจริงในโลกของฟุตบอล แม้ว่าจะเคยมีประสบการณ์ในการบริหารสโมสรนีซ ในลีกเอิงมาบ้างแล้วก็ตาม
ปมใหญ่ที่สุดที่เป็นการกลัดกระดุมเม็ดแรกที่ผิดพลาดคือความลังเลว่าจะปลดหรือไม่ปลด เอริค เทน ฮาก จากการเป็นผู้จัดการทีมหรือไม่ เพราะแม้ผลงานในฤดูกาล 2023/24 จะเข้าขั้นมหันตภัยแต่กลับปิดฉากด้วยการคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ได้ที่สนามเวมบลีย์ ด้วยการสยบแมนฯ ซิตี คู่ปรับร่วมเมือง
2 แชมป์ใน 2 ฤดูกาล กลายเป็นยันต์คุ้มภัยให้กุนซือชาวดัตช์ ที่สุดท้ายแล้ว INEOS เลือกที่จะให้รับตำแหน่งต่อไป หลังจากที่ได้พยายามค้นหาคนที่จะมาทำหน้าที่แทนแต่ยังไม่พบแคนดิเดตที่โดดเด่นชัดเจนในเวลานั้น
มากกว่านั้นคือการต่อสัญญาฉบับใหม่ให้ด้วย พร้อมเทงบประมาณในการซื้อผู้เล่นให้อีกหลายรายตามคำสั่งซื้อ ไม่ว่าจะเป็นโจชัว เซิร์กซี, เลนี โยโร, มัตไธส์ เดอ ลิกต์, นุสแซร์ มาซราอุย, มานูเอล อูการ์เต และ เซคู โคเน
สุดท้ายเรื่องจบแบบเดิมด้วยการที่เทน ฮากถูกปลดจากตำแหน่งแค่ 3 เดือนหลังเริ่มฤดูกาลใหม่
แต่มันกลับนำไปสู่หายนะครั้งใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม

ชื่อของ รูเบน อโมริม ในวงการฟุตบอลยุโรปถือว่าเป็นหนึ่งในชื่อของโค้ชคนหนุ่มที่โดดเด่นน่าจับตามองที่สุด
ผลงานของเขากับสปอร์ติง ลิสบอน เย้ายวนใจด้วยสไตล์ที่น่าประทับใจ หนึ่งในเกมที่สร้างชื่อคือวันที่ถล่มใส่แมนฯ ซิตี ของเป๊ป กวาร์ดิโอลา ในรายการยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก
ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้เขากลายเป็นแคนดิเดตของคนที่จะมาทำหน้าที่แทนเทน ฮากในฐานะนายใหญ่แห่งโอลด์ แทรฟฟอร์ด
‘คนรุ่นใหม่ที่เก่งกาจ’ คือสิ่งที่โอมาร์ เบอร์ราดา ผู้ได้รับอำนาจการบริหารจัดการสโมสรสูงสุดเชื่อว่านี่คือคำตอบที่ถูกต้องสำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด คนที่จะวางรากฐานทีมสมัยใหม่ให้ทีมกลับมาทัดเทียมกับคู่แข่งอย่าง ลิเวอร์พูล, อาร์เซนอล และแมนฯ ซิตี รวมถึงเชลซีได้อีกครั้ง
แต่การดึงตัวอโมริมมาอย่างรีบร้อนในครั้งนั้นสร้างปัญหาร้ายแรงให้กับสโมสร
อย่างแรกคือการแลกด้วยการเสีย แดน แอชเวิร์ธ ผู้อำนวยการสโมสรที่อุตส่าห์ไปคว้าตัวมาจากนิวคาสเซิล เสียทั้งเงินและเวลา สุดท้ายความเห็นไม่ลงรอยกับเบอร์ราดา และเซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ โดยปมแตกหักคือการมองไม่ตรงกันในเรื่องแคนดิเดตผู้จัดการทีมคนใหม่
แอชเวิร์ธ เสนอคนที่มีประสบการณ์ในฟุตบอลอังกฤษอย่างแกเร็ธ เซาธ์เกต, เอ็ดดี ฮาว แต่ฝ่ายเหนือหัวของปีศาจแดงไม่ชอบ พวกเขาเชื่อว่าอโมริม คือคนที่มีโปรไฟล์เหมาะสมที่จะทำหน้าที่นี้มากกว่า
สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือปัญหาที่ไม่มีคำตอบ เพราะแม้กุนซือชาวโปรตุเกสจะทำทีมในแนวทางที่น่าสนใจ แต่วิธีการของเขาไม่เหมือนกับใครเลย
อโมริมต้องการให้ทีมเล่นในระบบ ‘หลังสาม’ หรือ 3-4-3 ซึ่งเป็นระบบเดียวที่เขาช่ำชองและเชื่อที่สุด หลังผ่านการค้นหาคำตอบในชีวิตช่วงแรกถึงระบบการเล่นที่จะเป็นลายเซ็นของตัวเอง
ปัญหาคือนักเตะที่มีในสโมสรไม่สามารถตอบสนองต่อระบบการเล่นนี้ได้
และตัวของเขาเองก็ไม่มีความสามารถที่จะทำให้ทุกคนเล่นในระบบของตัวเองได้ ซึ่งแย่กว่า
ตลอดระยะเวลา 14 เดือนที่ผ่านมาคือการพยายามปรับ จูน ค้นหาคำตอบไปเรื่อยๆ เหมือนการทดลองที่ไม่มีวันสิ้นสุด เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ โดยที่อโมริมยืนยันแบบหัวเด็ดตีนขาดจะไม่มีวันเปลี่ยนปรัชญาการเล่นของตัวเองเด็ดขาด
“เอาผมไปฆ่าให้ตายผมก็จะเล่นหลังสาม” อโมริมไม่ได้กล่าว
จุดนี้เป็นปมใหญ่ในความไม่ยืดหยุ่นของกุนซือผู้แข็งกร้าวในแนวทาง ซึ่งถ้าแนวทางมันได้ผลก็ยังพอมีเหตุมีผลบ้าง แต่เมื่อมองเห็นมาตลอดว่าไม่ได้ผล และในช่วงที่มีการทดลองใช้ระบบกองหลัง 4 คนด้วยความจำเป็นในเกมกับนิวคาสเซิล หลายคนมองเห็นตรงกันว่า “เฮ้ย มันดี”
เจสัน วิลค็อกซ์ ผู้อำนวยการสโมสรคนปัจจุบัน ซึ่งทำงานร่วมกับอโมริมมาตั้งแต่แรกเริ่ม พยายามจะชี้ให้เห็นมุมนี้ แต่สุดท้ายนำไปสู่การแตกหักแบบไม่เผาผีกันระหว่างสองคน
การออกมาแถลงข่าวในเชิงโจมตีทำให้บอร์ดบริหารไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการปลดอโมริมจากตำแหน่ง ต่อให้จะต้องยอมจ่ายค่าชดเชยอีกก้อนก็ตาม

ในความปรีดาที่ “ช่วงเวลานี้มันจะจบลงไปสักที” และ “เราจะได้เริ่มต้นกันใหม่อีกครั้ง” ความเศร้าสำหรับชาวปีศาจแดงคือสิ่งที่พวกเขาสูญเสียไปอย่างเปล่าประโยชน์ในช่วงระยะเวลา 14 เดือนที่ผ่านมา
ทีมสูญเงินกับการไปไล่ล่าตัวอโมริม และการจ่ายเงินชดเชยในการไล่ออกจากตำแหน่งรวมกันแล้ว 20 ล้านปอนด์ โดยที่เราจะไม่พูดถึงการลงทุนซื้อผู้เล่นตามโจทย์ของอโมริมอีก 200 ล้านปอนด์ในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา เพราะนักเตะเหล่านี้ยังใช้การได้ต่อ
ทีมพลาดการได้ไปแชมเปียนส์ ลีก หรือรายการสโมสรยุโรปอื่น ทำให้ขาดรายได้มหาศาลตั้งแต่ 50-150 ล้านปอนด์ในปีนี้
ภาพลักษณ์ของทีมเสียหายร้ายแรงจากผลงาน ‘Win rate’ ระดับ 31.9 เปอร์เซ็นต์ จากผลงานการคุมทีม 63 นัด ชนะแค่ 24 เสมอ 18 และแพ้ถึง 21
ค่าเฉลี่ยแต้มต่อนัดอยู่ที่ 1.23 แต้ม ต่ำที่สุดนับตั้งแต่สิ้นยุคของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในปี 2013
สิ่งเหล่านี้เป็นความสูญเสียที่ไม่มีใครรู้ในวันแรกหรอกว่าจะเกิดขึ้น
ในอีก Multiverse อโมริม อาจจะทำผลงานได้มหัศจรรย์พายูไนเต็ดผงาดขึ้นจ่าฝูงอยู่ก็ได้
เพียงแต่ในโลกนี้ หากวันนั้น INEOS ตัดสินใจอย่างรอบคอบกว่านี้ ไม่รีบร้อนเกินไปในเวลานั้น พิจารณาองค์ประกอบทุกอย่างอย่างถ้วนถี่ โดยเฉพาะแนวทางการทำงานของอโมริม ที่ระบบการเล่นไม่สอดคล้องกับสโมสร
ความเสียหายอาจจะไม่เกิดขึ้น
พวกเขาอาจจะไม่ลงทุนและลงแรงอย่างสูญเปล่า
แฟนบอลปีศาจแดงอาจจะไม่ต้องระทมทุกข์ยาวนานร่วมปี ด่าเช้า ด่ากลางวัน ด่าเย็นขนาดนี้
ถึงวันนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว แต่การขาดวิสัยทัศน์และคนบริหารงานที่ดี กำลังเป็นจุดอ่อนที่ถูกเผยให้เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ของ INEOS ที่ยังคงน่าเป็นห่วงอยู่ว่าพวกเขาจะมีความสามารถและอ่านสถานการณ์ขาดมากพอไหม
คำสั่งแต่งตั้งดาร์เรน เฟล็ตเชอร์ อดีตลูกหม้อระดับ ‘เด็กป๋า’ มาคุมทีมขัดตาทัพจนจบฤดูกาล มีโอกาสจะเป็นการทิ้งฤดูกาลนี้ที่ควรจะได้ไปแชมเปียนส์ ลีกอีกด้วย เพราะไม่มีอะไรการันตีว่าจะทำผลงานและยืนระยะทานความกดดันมหาศาลได้ไหวสำหรับคนไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานจริง
แต่มันอาจจะดีกว่าหากสามารถ ‘ซื้อเวลา’ ให้ INEOS ได้ตัดสินใจอย่างละเอียดถี่ถ้วน
เพราะถ้ารีบร้อนทั้งที่บทเรียนเพิ่งเกิด ถอดบทเรียนกันยังไม่จบดี มีโอกาสที่จะเกิด ‘ภาค 2’ หรือแย่กว่านั้นคือ ‘วนลูปนรก’ ต่อไป
ยกเว้นแต่มันคือโชคชะตาที่ถูกกำหนดมาไว้แบบนี้


