โลกของคริปโตไม่ต่างจากประวัติศาสตร์ที่ทิ้งร่องรอยให้ผู้ลงทุนหน้าใหม่ศึกษาและติดตาม
วัฏจักรของคริปโต โดยเฉพาะเหรียญที่มีมูลค่ามากที่สุดอย่างบิทคอยน์ จะเห็นว่ามีรูปแบบที่เห็นได้ชัดบางอย่างคือ ‘ตลาดกระทิง (Bull Market)’ ที่จะเกิดขึ้นทุกๆ ช่วงเวลาประมาณ 4 ปี ไล่ตั้งแต่ปี 2013, 2017, 2021 จนมาถึง 2024
และในทุกๆ ตลาดกระทิงเราจะเห็นราคาของบิทคอยน์เพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่อยู่ตลอด คำถามสำคัญคือ แล้วตลาดกระทิงรอบนี้จะจบลงที่ตรงไหน?
บทความนี้จะพาทุกคนไปสำรวจสถานการณ์ปัจจุบัน โอกาสที่รออยู่ และความเสี่ยงที่ต้องพิจารณา เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงและเข้าใจโลกของคริปโตได้ดีมากยิ่งขึ้น
ตลาดกระทิงรอบนี้อาจยาวกว่าที่ผ่านมา
หลังจากราคาบิทคอยน์พุ่งทำสถิติใหม่ปิดทะลุ 100,000 ดอลลาร์ ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม ปี 2024 อิงจากข้อมูลของ CoinMarketCap ทำให้ผู้คนจำนวนมากเริ่มกลับมาสนใจคริปโตอีกครั้ง ทั้งคนที่ติดตามบิทคอยน์มาอย่างยาวนาน รวมถึงคนที่ไม่เคยสนใจบิทคอยน์ หรือคนที่อาจจะลังเลก็เริ่มให้การยอมรับบิทคอยน์และคริปโตมากขึ้น
หนึ่งในคำถามที่หลายคนสงสัยคือ แล้วขาขึ้นรอบนี้จะนานแค่ไหน? จากงานใหญ่ล่าสุดของวงการคริปโตไทย ‘Street of the Future’ ที่จัดโดย Binance TH by Gulf Binance เมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา สรวิศ ศรีนวกุล CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง Band Protocol เชื่อว่า “เราจะได้เห็นวัฏจักรขาขึ้นที่ยาวนานมากกว่าที่ผ่านๆ มา”
อีก 4 ปีถัดจากนี้ ในยุคสมัยของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ค่อนข้างสนับสนุนคริปโตผ่านการผ่อนปรนและปลดล็อกกฎหมายที่เป็นข้อจำกัด ถือเป็นปัจจัยหนุนสำคัญ รวมทั้งการที่นักลงทุนสถาบันให้การยอมรับมากขึ้น
ข้อมูลจาก Bitwise ระบุว่า ตลอดทั้งปี 2024 จะเห็นว่า Bitcoin ETF มีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิถึง 3.68 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท
ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานของคริปโตก็พัฒนามาค่อนข้างไกล อย่างเช่นการพัฒนาของ Blockchain Oracle หรือเรียกสั้นๆ ว่า Oracle ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contracts) กับข้อมูลภายนอกเครือข่าย ก็มีการพัฒนา Layer 2 ขึ้นมาช่วย ทำให้ประมวลผลธุรกรรมต่างๆ ได้เร็วขึ้น และค่าธรรมเนียมต่ำลง ช่วยให้แพลตฟอร์มต่างๆ เชื่อมต่อกันได้มากขึ้น
Nicholas Larsen จาก International Banker วิเคราะห์ว่า ปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้คริปโตมีแนวโน้มจะวิ่งขึ้นไปต่อได้มาจากนโยบายของทรัมป์ที่ต้องการจะทำให้สหรัฐฯ เป็น ‘เมืองหลวงคริปโตของโลก’ จนทำให้บริษัทอย่าง Charles Schwab เชื่อว่าบิทคอยน์มีโอกาสจะไปถึง 1 ล้านดอลลาร์ได้ หากได้รับการสนับสนุนด้านกฎระเบียบที่เหมาะสม
เช่นเดียวกับความเห็นของ Marion Laboure นักวิเคราะห์ของ Deutsche Bank ที่เชื่อว่าการสนับสนุนของทรัมป์จะช่วยให้ตลาดกระทิงในปัจจุบันดำเนินต่อไป
อีกประเด็นที่น่าติดตามคือความเห็นของนักลงทุนสถาบันทั่วโลกว่าจะเพิ่มการถือครองคริปโตมากขึ้นหรือไม่
Larry Fink ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ BlackRock บอกว่า มีการพูดคุยกันว่าควรจะเพิ่มน้ำหนักบิทคอยน์ในพอร์ตลงทุนหรือไม่ ทั้งตัวเลข 2% หรือ 5% และหากทุกคนลงทุนโดยอิงตามน้ำหนักนี้ ก็มีโอกาสจะทำให้ราคาบิทคอยน์พุ่งไปถึงระดับ 500,000-700,000 ดอลลาร์
ความเสี่ยงยังอยู่ แต่หน้าตาอาจเปลี่ยนไป
ตลาดคริปโตในปัจจุบันยังคงมีความผันผวนและความเสี่ยงอยู่เช่นเดิม แต่ด้วยพัฒนาการที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้รูปแบบของความเสี่ยงและสภาพแวดล้อมในตลาดเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร
Victor Ji ผู้ร่วมก่อตั้ง Manta Network มองว่าตลาดคริปโตในปัจจุบันมีความชัดเจนมากขึ้นในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของกฎเกณฑ์ในการควบคุม ซึ่งเปิดให้นักลงทุนสถาบันเข้ามามีส่วนร่วมได้มากขึ้น รวมทั้งการเข้ามามีส่วนร่วมของบริษัทต่างๆ มากขึ้น
สำหรับความเสี่ยงที่จะส่งผลต่อทั้งตลาด (Systematic Risk) หากเปรียบเทียบกับวัฏจักรขาขึ้นในรอบก่อน ช่วงปี 2020 จะเห็นว่าความเสี่ยงในลักษณะนี้ลดลงมาก โดยเฉพาะการใช้อัตราทดหรือการปล่อยกู้ที่ค่อนข้างง่ายจนนำไปสู่การล้มละลายของบริษัทอย่าง Genesis แต่ปัจจุบันการปล่อยกู้ในโลกคริปโตถูกควบคุมเข้มงวดขึ้นมาก
หรือแม้แต่ความเสี่ยงจากการควบคุมดูแลให้บริษัทต่างๆ จัดการกับทรัพย์สินของลูกค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีกลไกในการตรวจสอบและป้องกันความเสี่ยง รวมทั้งบทลงโทษสำหรับผู้กระทำความผิด
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญอย่างหนึ่งในปัจจุบันคือคริปโตเริ่มเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจริงมากขึ้น และเชื่อมโยงกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ มากขึ้นเช่นกัน หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ เกิดชะลอตัวรุนแรงก็จะส่งผลกระทบต่อตลาดคริปโตโดยรวมได้
คริปโตกำลังได้ ‘การยอมรับ’ มากขึ้น
แล้วอนาคตของคริปโตจะเป็นอย่างไรต่อไป และจะเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของผู้คนทั่วไปมากขึ้นหรือไม่ ในมุมนี้ U-Chyung ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ Lumia บอกว่า ผู้คนอาจไม่ทันรู้สึกตัวว่าเรากำลังเปิดรับคริปโตมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการที่คริปโตถูกนำมาเป็นสื่อกลางในการชำระเงินมากขึ้น หรือการใช้งาน Stablecoin ที่มากขึ้น
ที่ผ่านมาผู้คนอาจพูดถึงเรื่องของการทำกำไรจากคริปโตเป็นหลัก แต่ตอนนี้คริปโตเริ่มเข้ามาอยู่ในธุรกิจต่างๆ ทำให้เราเห็นบริษัทอย่าง Stripe เข้าซื้อธุรกิจ Stablecoin อย่าง Bridge (มูลค่า 1.1 พันล้านดอลลาร์) เพื่อเพิ่มทางเลือกในการทำธุรกรรม รวมถึงการทำ Tokenization กับสินทรัพย์ในโลกจริง ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ต่างๆ ที่มีราคาสูงเช่นอสังหาริมทรัพย์ได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ เราจะได้เห็นเทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทในโลกคริปโตมากขึ้น โดยเฉพาะการทำงานในฐานะ AI Agents ด้านการวิเคราะห์ตลาด การซื้อขายอัตโนมัติ และการจัดการพอร์ตการลงทุน รวมถึงการเกิดเหรียญ Crypto AI
ไม่เพียงการนำมาใช้งานจริงมากขึ้น แต่ในแง่ของผู้ที่มีอำนาจในการผลักดันคริปโต หรือกำหนดนโยบายและวางกฎเกณฑ์ก็ดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจจากข้อมูลของ Stand With Crypto และ Coinbase ระบุว่า สมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ ในปัจจุบัน มีผู้ที่สนับสนุนคริปโตมากกว่าผู้ที่ไม่สนับสนุนอย่างชัดเจน
Franklin Templeton บริษัทจัดการสินทรัพย์ระดับโลกเชื่อว่าบิทคอยน์จะก้าวขึ้นมาเป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งสะสมมูลค่าดิจิทัลในปีนี้ หลังจากรัฐบาลและสถาบันต่างๆ ให้การรับรองมากขึ้น หลายประเทศจะเพิ่มบิทคอยน์เป็นทุนสำรอง
ปี 2025 จะเป็นปีที่เปลี่ยนแปลงจาก ‘การเก็งกำไรไปสู่การใช้งาน’ เนื่องจากเทคโนโลยีพื้นฐานของคริปโตกลายเป็นส่วนสำคัญของระบบการเงินและการดำเนินงานทั่วโลก
ตลอดวัฏจักรขาขึ้นและขาลงของคริปโต 10 ปีที่ผ่านมา ตอนนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าคริปโตกำลังได้รับการยอมรับมากขึ้น ทั้งในแง่สินทรัพย์สำหรับใช้ลงทุนและเทคโนโลยีเบื้องหลังที่ถูกนำมาใช้งานจริง หลังจากนี้เชื่อว่าจำนวนผู้ใช้งานคริปโตจะค่อยๆ เติบโตขึ้น แต่สำหรับคนที่เพิ่งจะเข้าสู่โลกคริปโต โดยเฉพาะในตลาดกระทิง สิ่งหนึ่งที่ต้องไม่ลืมคือวัฏจักรมีทั้งขึ้นและลง เพราะฉะนั้นการคำนึงถึงความเสี่ยงอยู่เสมอจึงเป็นทักษะสำคัญที่ต้องมีเช่นกัน
คำเตือน: คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้