×

คริสเตียโน โรนัลโด ในวันที่มอบหมายเลข 7 คืนสู่ทีมชาติโปรตุเกสพร้อมกับความยิ่งใหญ่ตลอด 23 ปี

05.11.2026
คริสเตียโน โรนัลโด ชูถ้วยแชมป์กับทีมชาติโปรตุเกส

ฟุตบอลทีมชาติอาจเป็นเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับนักฟุตบอลคนหนึ่ง เพราะนี่ไม่ใช่แค่การลงสนามเพื่อสโมสรหรือถ้วยรางวัลหรือค่าเหนื่อยมหาศาล แต่คือการแบกความหวังของผู้คนทั้งประเทศเอาไว้บนบ่า และตลอด 23 ปีที่ผ่านมา ไม่มีใครทำหน้าที่นั้นให้โปรตุเกสได้โดดเด่นไปกว่า คริสเตียโน โรนัลโด

 

 
 

ในวันนี้ (5 พฤศจิกายน 2026) เจ้าของเสื้อหมายเลข 7 ประกาศอำลาทีมชาติโปรตุเกสอย่างเป็นทางการ ปิดฉากเส้นทางที่เริ่มต้นมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2003 ด้วยสถิติ 234 นัด 146 ประตู ซึ่งยังคงเป็นตัวเลขสูงสุดตลอดกาลของฟุตบอลทีมชาติชายทั้งสองอย่าง

 

นี่คือเรื่องราวของเด็กชายจากเกาะมาเดรา ผู้เติบโตขึ้นเป็นกัปตันทีมที่พาประเทศคว้าแชมป์ระดับเมเจอร์ และกลายเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ก่อนถึงวันที่เขาตัดสินใจส่งต่อเสื้อหมายเลข 7 ให้กับคนรุ่นต่อไป

 

จากเด็กชายมาเดรา สู่การเดินทางที่เปลี่ยนชีวิต

 

เรื่องราวของโรนัลโดกับทีมชาติโปรตุเกสเริ่มต้นขึ้นในเดือนสิงหาคม 2003 หลังจากเขาเพิ่งสร้างความประทับใจให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเกมอุ่นเครื่องกับสปอร์ติง ลิสบอน จนเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตัดสินใจคว้าตัวไปร่วมทีม

 

เด็กหนุ่มจากเกาะมาเดราที่ออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 12 ปีเพื่อไล่ตามความฝัน ก้าวขึ้นสู่ทีมชาติชุดใหญ่ด้วยวัยเพียง 18 ปี ก่อนจะลงเล่นในศึกยูโร 2004 ที่โปรตุเกสเป็นเจ้าภาพ และทำประตูแรกในทัวร์นาเมนต์ระดับเมเจอร์ได้ตั้งแต่เกมเปิดสนาม

 

เมื่อมองย้อนกลับไปในยูโร 2004 คือทัวร์นาเมนต์ที่โรนัลโดได้สัมผัสทั้งความหวังและความผิดหวังครั้งใหญ่ในเวลาเดียวกัน โปรตุเกสผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในบ้านตัวเอง โดยมีดาวรุ่งวัย 19 ปีเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญ แต่กลับพ่ายให้กับกรีซ 0-1 อย่างพลิกความคาดหมาย

 

ภาพโรนัลโดที่หลั่งน้ำตาหลังจบเกมกลายเป็นหนึ่งในภาพจำของทัวร์นาเมนต์ และเป็นจุดเริ่มต้นของความพยายามพาประเทศกลับไปยืนบนจุดสูงสุด

 

ในเวลาต่อมา เขากลายเป็นทั้งผู้เล่นคนสำคัญและผู้นำของทีม ผ่านการแข่งขันฟุตบอลโลกและฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปหลายครั้ง ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนจากดาวรุ่งที่เต็มไปด้วยพรสวรรค์เป็นศูนย์กลางของทีมชาติอย่างเต็มตัว

 

เมื่อโรนัลโดกลายเป็นความหวังของคนทั้งประเทศ

 

ในหลายช่วงเวลา โปรตุเกสไม่ได้มีทีมที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก แต่พวกเขามีโรนัลโดที่สามารถเปลี่ยนเกมได้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะในรอบคัดเลือกฟุตบอลรายการสำคัญ

 

หนึ่งในผลงานที่น่าจดจำเกิดขึ้นในปี 2013 เมื่อโปรตุเกสต้องพบกับสวีเดนในรอบเพลย์ออฟฟุตบอลโลก 2014 หลังจากเสมอกันในเกมแรก 1-1 เกมที่สองกลายเป็นการดวลระหว่างโรนัลโดกับซลาตัน อิบราฮิโมวิช

 

โรนัลโดยิงแฮตทริกในชัยชนะ 3-2 พาทีมผ่านเข้าสู่ฟุตบอลโลกด้วยสกอร์รวม 4-2 และยืนยันให้เห็นว่าในช่วงเวลาที่ประเทศต้องการใครสักคน เขาพร้อมจะเป็นคนคนนั้นเสมอ

 

ข้ามไปที่ฟุตบอลโลก 2018 ในครั้งนั้นก็เป็นอีกหนึ่งเวทีที่โรนัลโดฝากผลงานระดับประวัติศาสตร์เอาไว้ โดยเฉพาะเกมเปิดสนามกับสเปนที่เขาทำแฮตทริก พาโปรตุเกสเสมอคู่แข่ง 3-3

 

ประตูจากฟรีคิกในช่วงท้ายเกมที่ส่งบอลผ่านมือ ดาบิด เด เคอา กลายเป็นหนึ่งในภาพจำของฟุตบอลโลกครั้งนั้น และสะท้อนความสามารถในการสร้างช่วงเวลาสำคัญของนักเตะที่ผ่านเวทีระดับสูงมานับไม่ถ้วน

 

นอกจากนั้น โรนัลโดยังเป็นนักเตะชายคนแรกที่ทำประตูได้ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 5 สมัย ก่อนจะสร้างสถิติใหม่ด้วยการทำประตูในฟุตบอลโลก 6 สมัยติดต่อกันในปี 2026

 

วันที่โปรตุเกสไปถึงฝัน จากยูโร สู่ 2 แชมป์เนชันส์ลีก

 

หากต้องเลือกความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเส้นทางทีมชาติของโรนัลโด คงหนีไม่พ้นการคว้าแชมป์ยูโร 2016 ซึ่งเป็นแชมป์รายการใหญ่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโปรตุเกส

 

เส้นทางครั้งนั้นไม่ได้ราบรื่น โปรตุเกสผ่านรอบแบ่งกลุ่มด้วยการเสมอทั้งสามนัด ก่อนจะค่อยๆ เดินหน้าสู่รอบชิงชนะเลิศกับฝรั่งเศส เจ้าภาพที่ถูกมองว่าเป็นต่อ

 

แต่เกมนัดชิงชนะเลิศกลับกลายเป็นคืนที่โรนัลโดต้องเผชิญความเจ็บปวด เมื่อได้รับบาดเจ็บและถูกเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่นาทีที่ 25 เขาร้องไห้ระหว่างเดินออกจากสนาม ก่อนจะกลับมายืนอยู่ข้างสนามเพื่อกระตุ้นเพื่อนร่วมทีมอย่างไม่หยุดหย่อน

 

สุดท้ายโปรตุเกสชนะ 1-0 จากประตูของเอแดร์ในช่วงต่อเวลาพิเศษ และภาพโรนัลโดชูถ้วยแชมป์ท่ามกลางความดีใจของเพื่อนร่วมทีมก็กลายเป็นหนึ่งในภาพประวัติศาสตร์ของประเทศ

 

ความสำเร็จของโรนัลโดกับทีมชาติไม่ได้หยุดอยู่ที่ยูโร 2016 เพราะในปี 2019 เขายังพาโปรตุเกสคว้าแชมป์ยูฟ่า เนชันส์ลีก ครั้งแรก ด้วยการทำแฮตทริกในรอบรองชนะเลิศที่เอาชนะสวิตเซอร์แลนด์ 3-1 ก่อนที่ทีมจะชนะเนเธอร์แลนด์ 1-0 ในรอบชิงชนะเลิศ

 

6 ปีต่อมา ในวัย 40 ปี โรนัลโดยังมีบทบาทสำคัญในเส้นทางสู่แชมป์เนชันส์ลีก 2025 โดยทำประตูตีเสมอในเกมชิงชนะเลิศกับสเปน ก่อนที่โปรตุเกสจะคว้าชัยในการดวลจุดโทษ

 

ตลอดเส้นทาง 23 ปี เขาจึงไม่ได้เป็นเพียงนักเตะที่ทำประตูได้มากที่สุด แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของยุคที่โปรตุเกสคว้าแชมป์ระดับเมเจอร์ได้ถึง 3 รายการ

 

146 ประตู กับ 234 นัด สถิติที่ยากจะมีใครทำลาย

 

ตัวเลขสุดท้ายของโรนัลโดกับทีมชาติโปรตุเกสคือ 234 นัด และ 146 ประตู เป็นสถิติสูงสุดตลอดกาลของนักฟุตบอลชายในระดับทีมชาติ ทั้งจำนวนการลงสนามและจำนวนประตู

 

เขาทำลายสถิติเดิมของอาลี ดาอี ด้วยการยิงประตูที่ 110 และ 111 ในเกมพบไอร์แลนด์เมื่อปี 2021 ก่อนจะเดินหน้าทำลายสถิติของตัวเองต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้ โรนัลโดยังลงเล่นในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ถึง 12 ครั้ง แบ่งเป็นฟุตบอลโลก 6 สมัย และยูโร 6 สมัย ตัวเลขเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนความยืนระยะ แต่ยังบอกถึงความสม่ำเสมอในการรักษามาตรฐานระดับสูงตลอดช่วงเวลาที่นักฟุตบอลส่วนใหญ่คงเลิกเล่นทีมชาติไปแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ไม่มีนักฟุตบอลคนใดเอาชนะกาลเวลาได้ตลอดไป ในฟุตบอลโลก 2022 โรนัลโดถูก เฟร์นานโด ซานโตส ดร็อปเป็นตัวสำรองในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายกับสวิตเซอร์แลนด์ ขณะที่กอนซาโล รามอส ลงสนามแทนและทำแฮตทริกในชัยชนะ 6-1

 

หลังจากนั้นคำถามเกี่ยวกับบทบาทของเขาในทีมชาติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อโปรตุเกสมีนักเตะรุ่นใหม่ที่ก้าวขึ้นมาทำผลงานได้ดี

 

ถึงอย่างนั้น สถิติของโรนัลโดในช่วงปี 2022-2026 ยังน่าทึ่ง เขาทำได้ถึง 28 ประตูให้ทีมชาติ แม้จะถูกตั้งคำถามเรื่องความเร็วและอิทธิพลต่อเกมมากขึ้นก็ตาม นี่คือหลักฐานว่าต่อให้ไม่ใช่โรนัลโดในช่วงพีก เขาก็ยังเป็นนักเตะที่สร้างตัวเลขระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง

 

จุดแตกหักกับโค้ช และการเดินออกจากแคมป์ทีมชาติ

 

ช่วงท้ายของเส้นทางกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียด หลังเกิดความขัดแย้งกับ ฮอร์เก เซซุส กุนซือคนใหม่ของโปรตุเกส ในช่วงพักเบรกทีมชาติที่ผ่านมา

 

โรนัลโดไม่พอใจที่ไม่ได้รับโอกาสลงสนามในเกมพบกับนอร์เวย์ ทั้งที่เขาระบุว่าได้รับคำยืนยันว่าจะถูกส่งลงเล่นในฐานะตัวสำรอง เขาจึงตัดสินใจเดินออกจากแคมป์ทีมชาติก่อนเกมกับเดนมาร์ก จนถูกสมาคมฟุตบอลโปรตุเกสลงโทษพักการแข่งขัน 30 วันและปรับเงิน

 

แม้เจ้าตัวจะออกมาขอโทษเพื่อนร่วมทีมและแฟนบอล แต่เหตุการณ์ดังกล่าวก็ทำให้อนาคตของเขากับทีมชาติกลับมาเป็นคำถามอีกครั้ง

 

ในวันนี้โรนัลโดประกาศผ่านวิดีโอว่า ถึงเวลาส่งคืนเสื้อหมายเลข 7 ให้กับทีมชาติ เขาย้ำว่าเสื้อตัวนี้ไม่เคยเป็นของเขาเพียงคนเดียว แต่ตลอด 23 ปี เขามีเกียรติและความรับผิดชอบในการสวมใส่ ปกป้อง และนำมันไปสู่สนามฟุตบอลทั่วโลก

 

“วันนี้ผมจบเส้นทางบนสนามกับทีมชาติ ผมจากไปด้วยศีรษะที่เชิดสูง ภูมิใจในเส้นทางที่ผ่านมา และรู้ว่าผมได้มอบทุกอย่างที่มีให้กับโปรตุเกสแล้ว”

 

คำอำลาของเขายังกล่าวถึงเพื่อนร่วมทีม โค้ช ครอบครัว และแฟนบอล โดยเฉพาะความรู้สึกในช่วงที่เพลงชาติโปรตุเกสดังขึ้นก่อนเกมการแข่งขัน ซึ่งทำให้ผู้คนจากทุกชนชั้นและทุกความแตกต่างมารวมกันภายใต้ความรักที่มีต่อประเทศเดียวกัน

 

มรดกที่มากกว่าถ้วยรางวัลและสถิติ

 

สิ่งที่โรนัลโดทิ้งไว้ให้โปรตุเกสไม่ได้มีเพียงตัวเลข 146 ประตู หรือถ้วยแชมป์ 3 รายการ ก่อนยุคของเขา โปรตุเกสเคยเข้าร่วมฟุตบอลโลกเพียง 3 จาก 17 ครั้ง และยูโร 3 จาก 12 ครั้ง แต่ในยุคของเขา ทีมผ่านเข้าสู่ฟุตบอลโลกครบทั้ง 6 ครั้ง และยูโรครบทั้ง 5 ครั้งที่มีสิทธิ์ลงแข่งขัน

 

แน่นอนว่า พัฒนาการของฟุตบอลโปรตุเกสไม่ได้เกิดจากคนคนเดียว ประเทศมีระบบพัฒนาเยาวชนและนักฟุตบอลฝีเท้าดีจำนวนมาก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าโรนัลโดเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ และเป็นภาพแทนของประเทศที่ผู้คนทั่วโลกจดจำ

 

สำหรับประเทศที่มีประชากรราว 11 ล้านคน เขาทำให้ชื่อโปรตุเกสปรากฏอยู่บนแผนที่ฟุตบอลโลกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

อย่างไรก็ตาม การอำลาทีมชาติไม่ได้หมายถึงการแขวนสตั๊ด โรนัลโดยังคงลงเล่นให้กับอัล นาสเซอร์ ในซาอุดีโปรลีก และยังไล่ล่าเป้าหมาย 1,000 ประตูตลอดอาชีพ โดยในวันที่ประกาศอำลา เขาทำไปแล้ว 985 ประตู

 

แต่ไม่ว่าเป้าหมายนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไร สิ่งที่เขาทำให้โปรตุเกสสำเร็จไปแล้วก็ไม่มีวันถูกลบเลือน

 

“ผมใช้ชีวิตทั้งชีวิตเพื่อทำงานให้กลายเป็นนักฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลก แต่วันนี้ผมตระหนักแล้วว่า ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการได้รับเกียรติให้เป็นตัวแทนของประเทศที่ดีที่สุดในโลก”

 

23 ปีของคริสเตียโน โรนัลโดกับทีมชาติโปรตุเกสจบลงแล้ว เสื้อหมายเลข 7 จะถูกส่งต่อให้คนรุ่นใหม่ แต่ความภาคภูมิใจที่เคยสวมมันลงสนามจะยังคงเป็นของเขาตลอดไป

 

ภาพ: Chris Brunskill Ltd / Getty Images

 

อ้างอิง:

 


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories