สุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC กล่าวว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ บริษัทและภาคธุรกิจในประเทศยังไม่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานโดยตรง เนื่องจากภาครัฐยังคงมีมาตรการดูแล ทั้งค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมัน เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและลดต้นทุนของภาคธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่ารัฐบาลอาจไม่สามารถอุดหนุนราคาพลังงานได้ในระยะยาว จึงได้เตรียมแผนรับมือไว้ล่วงหน้า และหากเกิดวิกฤตพลังงานจริง อาจส่งผลกระทบต่อกำไรโดยรวมของบริษัทเพียงประมาณ 1% ซึ่งยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้
ในระยะเบื้องต้น บริษัทเตรียมใช้มาตรการบริหารจัดการพลังงาน เช่น การปรับลดความเร็วของลิฟต์และบันไดเลื่อน รวมถึงอาจจำกัดจำนวนลิฟต์และบันไดเลื่อนที่เปิดให้บริการในบางช่วงเวลา พร้อมแจ้งให้ลูกค้าทราบล่วงหน้า เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานและควบคุมต้นทุนขององค์กร
มั่นใจซัพพลายไม่สะดุด ยังไม่พบสัญญาณสินค้าขาดแคลนหรือขึ้นราคา
สุทธิสารกล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพรวมสต็อกสินค้าของบริษัทในเครือ CRC ยังอยู่ในระดับปกติ และยังไม่พบสัญญาณการขาดแคลนสินค้า โดยสินค้าที่มีอัตราการหมุนเวียนเร็ว มีสต็อกรองรับประมาณ 30 วัน ขณะที่สินค้าที่สามารถเก็บรักษาได้นานมีการสำรองสต็อกไว้สูงสุดประมาณ 6 เดือน
ในด้านแนวโน้มการปรับขึ้นราคาสินค้า ปัจจุบันยังไม่พบสัญญาณการปรับเพิ่มต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากค่าไฟฟ้ายังไม่มีการปรับขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันยังอยู่ภายใต้การดูแลของภาครัฐ อีกทั้งราคาสินค้าที่บริษัทจัดซื้อเข้ามาในช่วงล่าสุดยังคงอยู่ในระดับเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง และยังไม่ได้รับสัญญาณจากคู่ค้าว่าจะจำกัดการส่งสินค้าหรือขึ้นราคาสินค้าแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม มีเพียงสินค้าในกลุ่มน้ำมันพืชที่เริ่มมีความต้องการเพิ่มขึ้นบ้าง แต่บริษัทได้เตรียมสต็อกรองรับไว้ประมาณ 30 วัน จึงยังสามารถรองรับความต้องการของผู้บริโภคได้
ตะวันตกเริ่มอิ่มตัว เร่งเครื่องขยายตลาดไทย-เวียดนาม
สำหรับทิศทางการเติบโตในปี 2569 CRC จะเน้นโฟกัสการลงทุนในตลาดเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทยและเวียดนาม เนื่องจากมองว่าตลาดฝั่งตะวันตกเริ่มอิ่มตัวและเติบโตช้าลง โดยปัจจุบันสัดส่วนธุรกิจหลักๆอยู่ในประเทศไทยประมาณ 80% และเวียดนาม 20%
ในปีนี้บริษัทวางงบลงทุนปีนี้ไว้ที่ 16,000–18,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการรีโนเวตและขยายสาขาในทั้งสองประเทศ ซึ่งถือเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของบริษัท
โดยเฉพาะเวียดนามยังคงเป็นประเทศที่เติบโตโดดเด่นที่สุดในภูมิภาค จากทั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจและจำนวนประชากรกว่า 100 ล้านคน ส่งผลให้หลายประเทศให้ความสนใจเข้าไปลงทุนเพื่อแสวงหาโอกาสการเติบโต
เช่นเดียวกับ CRC ที่มองว่าเวียดนามเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง แม้ปัจจุบันธุรกิจค้าปลีกของบริษัทมีสาขาอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ประเมินว่ายังมีโอกาสขยายสาขาได้มากกว่า 100 สาขาในอนาคต
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาคือพฤติกรรมผู้บริโภคและการแข่งขันในตลาดไทย หลังจากผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แม้ว่าคู่แข่งรายใหญ่จะยังค่อนข้างนิ่ง แต่สิ่งที่น่าจับตามองคือการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Social Commerce หรือการขายสินค้าออนไลน์รายย่อย ขณะที่ในเวียดนามก็มีเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามาจำนวนมาก และธุรกิจท้องถิ่นก็ปรับตัวได้รวดเร็วเช่นกัน
ในส่วนของบริษัทก็จะเดินหน้าธุรกิจอย่างรอบคอบ พร้อมมองว่าเทคโนโลยี AI จะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยเพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ โดยองค์กรจะนำ AI เข้ามาช่วยพัฒนาการดำเนินงานในหลายๆด้าน
สำหรับแผนขยายสาขาใหม่ในปีนี้ บริษัทเตรียมเปิดสาขา Tops 8–10 สาขา, Go Wholesale 2 สาขา และไทวัสดุ 3–5 สาขา ส่วนในเวียดนามเตรียมขยายสาขาในศูนย์การค้า GO จำนวน 2 สาขา, ไฮเปอร์มาร์เก็ต GO 1 สาขา และซูเปอร์มาร์เก็ต Mini go อีก 6 สาขา
ขณะเดียวกัน บริษัทจะบริหารการเงินอย่างระมัดระวังภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน แต่ยังคงเปิดรับโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้ารายได้รวมปี 2569 เติบโต 4-5% และ EBITDA เติบโต 5-7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า พร้อมรักษาวินัยทางการเงินเพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านฐานะการเงิน และรองรับโอกาสในการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&A) ในอนาคต
สำหรับผลประกอบการปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้รวม 253,165 ล้านบาท EBITDA อยู่ที่ 29,836 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 7,432 ล้านบาท โดยการเติบโตส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมถึงการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
อีกทั้ง CRC ยังได้ปรับรูปแบบร้าน Tops Daily จำนวนกว่า 52 สาขา จากทั้งหมดประมาณ 500 สาขา ให้เป็น Tops Daily Hybrid โดยเพิ่มสินค้ากลุ่มเบเกอรี ไวน์ สุรา และครีมกันแดด เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมนักท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลก็เพิ่มการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เพื่อเพิ่มความหลากหลายของสินค้า
นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจฮาร์ดไลน์อย่าง ไทวัสดุ ซึ่งปัจจุบันมี 89 สาขาทั่วประเทศ ยังเติบโตอย่างโดดเด่น โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยราว 9% ต่อปี

