×

“มีวิวัฒนาการ” : ภาพลักษณ์ศาลรัฐธรรมนูญในสายตา ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’

30.03.2026
  • LOADING...
ภาพ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซ้อนทับโลโก้ศาลรัฐธรรมนูญ

โอกาสที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์คณะตุลาการศาลฯ จะให้สัมภาษณ์โดยตรงกับสื่อมวลชนถือว่าไม่บ่อยครั้งนัก หรืออย่างน้อยก็ใน ‘โครงการศาลรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชน’ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นประจำปี และถือเป็นวาระสำคัญที่จะได้ติดตามความคืบหน้าในคดีความต่างๆ ที่สังคมติดตามให้ความสนใจ ตลอดจนเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานะและบทบาทของตุลาการจะไม่สามารถแสดงความคิดเห็นต่อกรณีใดๆ ได้เพราะต้องวางตัวเป็นกลาง ดังนั้น แม้จะมีการให้สัมภาษณ์ ทั้งฝ่ายผู้ถามและผู้ตอบจึงต้องใช้ความระมัดระวัง

 

ดังเช่นที่ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้เน้นย้ำหลายครั้งถึง “วุฒิภาวะ” ของสังคมไทย ที่สอดคล้องไปกับวิวัฒนาการของศาลรัฐธรรมนูญ ในโครงการศาลรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชน เมื่อ 30 มีนาคม 2569

 

 

ภาพ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซ้อนทับโลโก้ศาลรัฐธรรมนูญ 1

 

 

▪️ “มีทั้งดีและไม่ดี” ความเปลี่ยนแปลงตลอด 28 ปี รัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ

 

โครงการฯ ดังกล่าวจัดขึ้นไม่กี่วันก่อนจะถึงวันครบรอบ 28 ปีการก่อตั้งศาลรัฐธรรมนูญชุดแรกเมื่อ 11 เมษายน 2541 โดยนครินทร์ได้บรรยายต่อคณะสื่อมวลชนว่า “หากเปรียบเป็นบุคคลถือว่ามีวุฒิภาวะพอและเหมือนคนหนุ่มสาว แสดงให้เห็นว่าตัวองค์กรของศาลและสังคมไทยได้เรียนรู้แล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญทำอะไร”

 

ตลอดระยะเวลา 28 ปี ของศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีการฉีกและร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่รวม 3 ฉบับ องค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของศาลฯ จึงได้เปลี่ยนแปลงไปพอสมควร ทั้งจำนวนตุลาการ และคุณสมบัติของตุลาการที่แตกต่างกันไป ซึ่งนครินทร์มองว่าความเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดเหล่านี้ “มีทั้งดีและไม่ดี”

 

เขายกตัวอย่างจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (ปี 2560) ที่กำหนดองค์ประกอบว่าต้องมีตุลาการที่เป็นสายข้าราชการระดับอธิบดีไม่น้อยกว่า 5 ปี ซึ่งไม่มีคุณสมบัติชัดเจนว่าต้องมาจากอาชีพอะไร จากเดิมที่ให้มีตุลาการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ 2 ท่าน

 

“หลายคนก็คงจะแปลกใจว่า เรามีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 1 ท่าน ซึ่งเข้ามาโดยกระบวนการถูกต้องทุกอย่าง ท่านมาจากวิศวะ ท่านเป็นอดีตอธิบดีกรมทางหลวง ซึ่งผ่านกระบวนการสรรหา และผ่านวุฒิสภามาเรียบร้อยแล้ว โปรดเกล้าฯ เริ่มทำงานแล้ว ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญโดยชัดเจนและชัดแจ้ง”

 

ตุลาการท่านที่นครินทร์เอ่ยถึง ย่อมเป็น สราวุธ ทรงศิวิไล อดีตอธิบดีกรมทางหลวง ตุลาการคนล่าสุดของชุดนี้ที่ดำรงตำแหน่งเมื่อ 30 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนแรกในประวัติศาสตร์ที่มาจากสายงานของกระทรวงคมนาคมโดยตรง

 

ภาพ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซ้อนทับโลโก้ศาลรัฐธรรมนูญ 2

 

 

นครินทร์ยังเปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสครบรอบ 28 ปีนี้ วันที่ 7-8 เมษายน จะมีเวทีบรรยายพิเศษ โดยได้เชิญประธานสมาคมศาลรัฐธรรมนูญและสถาบันเทียบเท่าแห่งเอเชีย (AACC) ซึ่งขณะนี้ประธานศาลรัฐธรรมนูญประจำประเทศอุซเบกิซสถานดำรงตำแหน่งอยู่ รวมถึงคณะกรรมการเวนิส มาร่วมในการบรรยายพิเศษด้วย

 

นครินทร์ชี้ว่า การที่องค์กรระดับนี้มาร่วมในกิจกรรม เพื่อให้เป็นเครื่องประจักษ์พยานว่าคณะศาลรัฐธรรมนูญของไทยได้รับการยอมรับจากสมาคมศาลรัฐธรรมนูญโลก และจากสมาชิกศาลรัฐธรรมนูญโลก 125 ประเทศ แสดงเห็นให้ว่าประเทศไทยไม่ได้ทำงานแบบไร้ทิศทางหรือไม่เป็นที่ยอมรับของสมาคมโลก ซึ่งสมาคมศาลโลกให้การยอมรับประเทศไทยอย่างดียิ่งและยอมรับในทุกมิติ

 

▪️วิวัฒนาการ ‘ภาพลักษณ์’ ศาลรัฐธรรมนูญไทย ยกเทียบต่างประเทศ

 

ต่อมา นครินทร์ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของศาลรัฐธรรมนูญในมุมมองของประชาชน ที่บางคำวินิจฉัยของศาลมีความท้าทายกับมุมมองนักวิชาการ กระแสสังคม ตลอดถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ศาลรัฐธรรมนูญอาจเป็นเครื่องมือหนึ่งในการใช้ระบบนิติรัฐทำร้ายฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ และภาพลักษณ์ในความเป็นกลาง จำเป็นต้องกู้คืนหรือไม่

 

ประธานศาลรัฐธรรมนูญตอบว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องวิวัฒนาการ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่เกิดขึ้นเพื่อตัดสินวินิจฉัยข้อพิพาททางรัฐธรรมนูญ ผู้ที่ยื่นเรื่องต่อศาลส่วนใหญ่มีทุกฝ่าย ไม่ว่าเสียงส่วนใหญ่หรือเสียงส่วนน้อย ผลก็จะออกได้ทางใดทางหนึ่ง

 

“หากถามว่าคำตัดสินของศาลเป็นที่ยอมรับหรือไม่ สุดท้ายก็ต้องเลือกข้าง ข้างใดข้างหนึ่ง ระหว่างข้างผิดข้างถูก และการตัดสินใจก็อาจไม่เป็นที่ถูกใจใครทั้งหมด

 

“วิวัฒนาการภาพลักษณ์ของศาลเกิดขึ้นเมื่อสังคม การเมือง มีวุฒิภาวะเพียงพอ แปลว่าการแก้ไขปัญหาทางการเมืองบางเรื่อง ควรมีกติกาเป็นที่ยอมรับในสังคม และวุฒิภาวะของสังคมต้องมีในระดับสูงที่มากพอ วุฒิภาวะสังคมแปลว่า กติการของการเข้าสู่อำนาจ การใช้อำนาจ การลงจากอำนาจ ต้องอยู่ในระดับที่ยอมรับกันได้”

 

“… ปัจจุบันสังคมไทย เมื่อมีปัญหาทางรัฐธรรมนูญ ส่วนใหญ่ก็คิดว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นที่พึ่ง ผมเชื่อว่าการที่คิดว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นที่พึ่ง ย่อมแปลว่าท่านให้การยอมรับแล้วส่วนหนึ่งว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นหนทางแก้ปัญหา”

 

ประธานศาลรัฐธรรมนูญยังได้ยกตัวอย่างปัญหาในกระบวนการยุติธรรมประเทศอื่นๆ มาเปรียบเทียบ เช่น กรณีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ที่ถูกศาลสูงสุดสั่งเพิกถอนคำสั่งเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศต่างๆ โดยชี้ว่าเป็นอำนาจของสภาฯ

 

“ท่านคิดว่าศาลช่วยใคร ช่วยคนส่วนน้อยหรือคนส่วนมาก” นครินทร์ตั้งคำถามกลับ

 

เขายังยกตัวอย่างกรณีประเทศเกาหลีใต้ เมื่อครั้ง ยุน ซอก ยอล อดีตประธานาธิบดี ออกกฎอัยการศึก สุดท้ายถูกรัฐสภาโหวตให้ประธานาธิบดีพ้นจากตำแหน่ง แต่ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกครั้งว่า การดำเนินการของรัฐสภาชอบด้วยรัฐธรรมนูญทั้งในเชิงกระบวนการและเนื้อหาหรือไม่ สุดท้ายผลก็ลงเอยที่การถอดถอนประธานาธิบดี

 

เขาทิ้งคำถามอีกครั้งว่า สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญช่วยเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อย ตกลงแล้วเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อยอยู่ตรงไหนกันแน่

 

“มีใครตอบผมได้ไหมครับ นี่ไง นี่คือปัญหาแบบเดียวกันที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เราถอยห่างออกมาสักนิดหนึ่ง เรามองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นใน 2 ประเทศนี้ ลองคิดง่ายๆ ว่า ถ้าศาลตัดสินออกมาแบบนั้น แล้วศาลเป็นเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อยของคนของประเทศนั้นๆ

 

“ถ้าเราใช้อารมณ์คิดก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าเราใช้เหตุผลคิดก็จะเห็นว่าปัญหามันซับซ้อนมาก” นครินทร์ทิ้งท้าย

 

 

ภาพ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซ้อนทับโลโก้ศาลรัฐธรรมนูญ 3

 

 

▪️ย้อนมองเส้นทาง ‘นครินทร์’ 1 ทศวรรษบนบัลลังก์ตุลาการ

 

ศาสตราจารย์ ดร. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นั่งบัลลังก์ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาแล้วร่วม 10 ปี และอยู่บนเก้าอี้ประธานศาลรัฐธรรมนูญเป็นปีที่ 3 ก่อนเข้าสู่สถานะนี้ เขาเคยเป็นหนึ่งในนักวิชาการและนักประวัติศาสตร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของไทย และได้ก้าวสู่ตำแหน่งคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือสำนัก ‘สิงห์แดง’

 

นครินทร์ยังเคยผ่านงานระดับชาติในฐานะ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ปี 2550 และเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ชุดของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ในปี 2558 ก่อนที่จะได้รับการคัดเลือกให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในสัดส่วน ‘ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์’ ในช่วงปลายปีเดียวกัน

 

ปัจจุบันนครินทร์ถือว่าพ้นวาระตุลาการไปแล้วตั้งแต่ 16 พฤศจิกายน 2567 หลังดำรงตำแหน่งครบ 9 ปี แต่ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อในฐานะรักษาการ จนกว่าจะสรรหาผู้มาดำรงตำแหน่งในสายผู้ทรงคุณวุฒิในสาขารัฐศาสตร์มาทดแทน และบุคคลนั้นต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วย

 

ก่อนหน้านี้วุฒิสภาได้ ‘ตีตก’ ชื่อศาสตราจารย์ที่ได้รับการสรรหาในตำแหน่งดังกล่าวมาแล้ว 2 คน คือ สิริพรรณ นกสวน สวัสดี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ ‘สิงห์ดำ’ และ ร.ต.อ. สุธรรม เชื้อประกอบกิจ จากคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ทำให้อดีตครูใหญ่ ‘สิงห์แดง’ ต้องรักษาการต่อไป

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising