×

ล่าอาณานิคม หรือ ปลดปล่อยเวเนซุเอลา?

06.01.2026
  • LOADING...
ล่าอาณานิคม หรือ ปลดปล่อย เวเนซุเอลา?

ไม่กี่วันหลังเข้าสู่ปี 2026 โลกทั้งใบก็ต้องตกตะลึงกับภาพข่าวที่เหมือนกับภาพยนตร์สงครามจากฮอลลีวูด ขีปนาวุธนับร้อยบินว่อน ส่องแสงวูบวาบแดงฉาน ควันระเบิดพวยพุ่งไปทั่วบริเวณ หากแต่ว่าภาพที่เห็นคือความจริงที่สะเทือนโลกทั้งใบจากการที่สหรัฐอเมริกาใช้กำลังทหารบุกเข้าไปยังเวเนซุเอลา พร้อมจับกุมประธานาธิบดี แล้วอุ้มกลับอเมริกา! โอ้ว พระเจ้า…แค่เขียนยังเหมือนภาพยนตร์ เหตุการณ์ดังกล่าวนำมาซึ่งคำถามมากมายจากสังคมโลก แน่นอนมีทั้งเห็นด้วยและต่อต้าน

 

นักวิเคราะห์และวิจารณ์ทั่วโลกมีความเห็นแตกต่างกันไปตามข้อมูลและความเชื่อ ตลอดจน bias ของตน บ้างมองว่า นี่คือการใช้กำลังตามอำเภอใจเหมือนในสมัยล่าอาณานิคมเพื่อเข้าไปยึดครองทรัพยากร (Imperialism) ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งก็บอกว่า นี่คือการปลดปล่อยชาวเวเนซุเอลาจากเผด็จการผู้โหดร้ายและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน (Liberation)

 

เหตุผลกลไกในการเปิดปฏิบัติการดังกล่าว ได้รับการชี้แจงแถลงไขว่าเป็นเรื่องของการปราบปรามยาเสพติด ที่สหรัฐฯ กล่าวหาว่า ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา มีส่วนพัวพันกับการค้ายาเสพติดอย่างมโหฬาร เป็นภัยความมั่นคงของต่อสหรัฐฯ และชาวอเมริกัน

 

แต่ทว่า…ดูแล้วโลกทั้งใบทำท่าว่าจะไม่เชื่อ เพราะต่างก็พอจะรู้ทันว่าเบื้องลึกเบื้องหลังมันมีอะไร “มากกว่านั้น”

 

ในด้านข้อเท็จจริง เวเนซุเอลาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีปริมาณน้ำมันสำรองสูงที่สุดในโลก และสหรัฐฯ เคยได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ แต่ด้วยการเมืองในช่วงสองถึงสามทศวรรษที่ผ่านมา เวเนซุเอลายืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับลุงแซม การลุกขึ้นมาควบคุมน้ำมันโดยรัฐทำให้พ่อค้าน้ำมันสหรัฐฯ หลายเจ้าถูกกีดกันออกจากวงจรน้ำมันของเวเนซุเอลา ในขณะที่เวเนซุเอลาหันไปค้าขายแบบอินเลิฟสุดๆ กับจีนและรัสเซียแทน นี่ยังไม่นับปัญหาความสัมพันธ์ทางการทูตที่มีมาตลอดกับสหรัฐฯ

 

จีน (และรัสเซีย) ที่ค้าขายกับเวเนซุเอลาจึงมีอิทธิพลมากขึ้นในประเทศและภูมิภาค ซึ่งก็เป็นไปตามสไตล์ใช้การค้านำเพื่อสร้างอิทธิพลทางการเมือง แต่ด้วยภูมิรัฐศาสตร์ที่ใกล้กับสหรัฐฯ การขยายอิทธิพลดังกล่าว อาจทำให้สหรัฐฯ หวาดระแวงและรู้สึกว่ามีเวเนซุเอลาเป็นประหนึ่งฐานที่มั่นของฝ่ายตรงข้ามที่จ่อคอหอยอยู่ เวเนซุเอลาจึงเป็นเป้าหมายที่ถูก “เล็ง” มานาน ซึ่งสหรัฐฯ ก็โทษว่าราคาน้ำมันที่ผันผวนก็ดี เงินเฟ้อก็ดี ล้วนเป็นผลลัพธ์จากการที่เวเนซุเอลาค้าขายกับจีนและรัสเซียนั่นเอง

 

เมื่อวิเคราะห์ข้อเท็จจริงเหล่านี้เข้าไป ความเชื่อที่ว่านี่คือการเข้าไปยึดครองทรัพยากรเพียงอย่างเดียวก็ดูท่าจะมีน้ำหนักน้อยลง เพราะดูแล้วเข้าข่ายความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างสองขั้วอำนาจในรูปแบบสงครามเย็น (ครั้งใหม่) เสียมากกว่า ที่พยายามช่วงชิงความได้เปรียบในด้านต่างๆ รวมถึงด้านพลังงานและอิทธิพล

 

เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นสู่อำนาจ นี่จึงอาจเป็นประเด็นที่เขาให้ความสำคัญเป็นที่สุด และหมายมั่นปั้นมือจะสร้างเป็นผลงานชิ้นโบแดงภายใต้บรรยากาศการแข่งขันอย่างหนักกับจีน การ “จัดการ” กับเวเนซุเอลา จึงเสมือนการยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว ได้ทั้งการจำกัดอิทธิพลของจีน เป็นการฉีกเสื้อเบ่งกล้ามโชว์คนทั้งโลกว่าข้าแข็งแกร่งเพียงใด รวมถึงบอกว่า “เอาจริง” และ “ถ้าเอ็งเป็นศัตรูกับข้าเอ็งจะโดนอะไร” แถมยังตอบโจทย์ America First แบบสุดโต่ง คือ เพื่ออเมริกาข้าทำได้ทุกอย่าง ชนิดที่ได้เสียงสรรเสริญจากผู้สนับสนุนตนเองแบบสุดโต่งไปอีกโข และสุดท้ายยังได้พลังงานมาเป็นของแถม จึงไม่แปลกที่โดนัลด์ ทรัมป์ จะเห็นว่าเป็นการกระทำที่ได้ “กำไร” เต็มเม็ดเต็มหน่วย และน่าลงมือ โดยนำประเด็นเรื่องยาเสพติดและความมั่นคงเป็นข้ออ้าง

 

แต่ไอ้วิธีการลงมือนี่แหล่ะ ที่ทำให้ถูกมองว่าเป็นลัทธิอาณานิคมครั้งใหม่ เพราะมันคือการโนสนโนแคร์ กฎกติกาสากลที่มนุษย์ร่วมกันสร้างเพื่อป้องกันการเข่นฆ่ากันตามอำเภอใจเพื่อแสวงหาทรัพยากรอย่างเช่นในอดีต

 

ในอีกฝากฝั่งหนึ่ง แน่นอนว่า เสียงสนับสนุนต่างๆ ทั้งจากประเทศลาตินอเมริกาบางประเทศ ชาวเวเนซุเอลาบางส่วน รวมถึงชาวอเมริกัน ก็บอกกับโลกว่า นี่ไม่ใช่การเข้าไปยึดครองแบบป่าเถื่อน แต่นอกเหนือจากประเด็นด้านยาเสพติด นี่คือการ “ปลดปล่อย” (Liberation) ชาวเวเนซุเอลาที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับระบอบเผด็จการที่โหดร้าย ซึ่งก็มีมูลความจริงเช่นกัน โดยเฉพาะจากปากของผู้ที่ลี้ภัยออกนอกประเทศมาเป็นจำนวนมหาศาล รวมถึงผู้คนที่ทนทุกข์กับความล้มเหลวของการบริหารประเทศอย่างรุนแรงมาตลอดหลายปี ซึ่งกลุ่มนี้ก็ออกมา โห่ร้องยินดีกันยกใหญ่ ดังที่เห็นในข่าว และคลิปวิดีโอมากมายที่ว่อนโลกอินเตอร์เน็ต

 

เรื่องนี้จึงหนีการถูกตั้งคำถามไม่พ้น ว่านี่คือการปลดปล่อย หรือจริงๆ แล้ว คือการแสดงอำนาจแบบตามใจฉัน เข้ายึดครองทรัพยากรแบบตามใจฉัน และจับประธานาธิบดีแบบตามใจฉัน มิต่างอะไรกับสมัยล่าอาณานิคม ดึงโลกย้อนกลับหลังไปหลักร้อยปี

 

จะให้ฟันธงก็คงยาก เพราะต่างคน ต่างกรรม ต่างวาระ ต่างสถานการณ์และประสบการณ์ ก็ย่อมมองต่างมุมกันเป็นธรรมดา

 

แต่จะอะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่น่าสนใจและน่าคิดต่อ คือเหตุการณ์นี้ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ปัญหาความขัดแย้งและบรรยากาศการแข่งขันกันแบบสงครามเย็นที่ดำเนินมาระยะเวลาหนึ่ง ได้ปะทุออกมาเป็นกิจกรรมทางทหาร ที่ไม่ได้ตีกรอบอยู่ที่การกดดัน การเล่นเกมการเมือง หรือสงครามการค้าอีกต่อไป

 

กระสุน ขีปนาวุธ และการปฏิบัติการทางทหาร ได้อุบัติขึ้นแล้วในสงครามเย็นครั้งนี้…หรือนี่อาจไม่ใช่แค่สงครามเย็นอีกต่อไป

 

นี่อาจเป็นสัญญาณบอกว่า โลกอาจกำลังเข้าสู่ยุค “สงครามร้อน” อีกครั้ง โดยมีวิธีการที่ “โนสนโนแคร์” ระเบียบและกฎหมายระหว่างประเทศ ประหนึ่งโลกเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว

 

ซึ่งต้องบอกว่า น่าขนลุกไม่น้อยเลยทีเดียว

 

เมื่อมองต่อไปในอนาคต คำถามที่ตามมมาหลังจากนี้คือ นี่จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ (แบบเก่าๆ) ที่เหล่ามหาอำนาจจะนำมาใช้กันต่อไปหรือไม่? จากนี้ไปอยากได้อะไร หรือเมื่อเกิดการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ก็จะใช้กำลังทหารลุยเข้าไปเพื่อแก้เกมหรือไม่ ในเมื่อมีตัวอย่างแล้วว่า “ก็ทำได้นี่หว่า” ไม่ต้องตีกรอบอยู่ที่สงครามการค้าหรืออื่นใดอีกต่อไป ความคิดแบบว่า “เอ็งทำได้ ข้าก็ทำได้” นี่แหล่ะ ที่น่ากลัวที่สุด

 

งานนี้ต้องติดตามดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิด ว่าหลังจากนี้ สิ่งที่เรามองกันว่าเป็นสงครามเย็นครั้งใหม่ จะคงสถานภาพอยู่ที่แค่ “สงครามเย็น” หรือจะเลยเถิดกลายเป็น สงครามร้อน ครั้งใหม่

 

ถ้าไปกันไกลกว่าสงครามเย็น งานนี้บอกเลยว่า โลกจะร้อนขึ้นอีกมาก

 

อยู่ที่โลกทั้งใบจะเข้มแข็งและร่วมมือกันได้แค่ไหน ในการที่จะยับยั้งมหาอำนาจต่างๆให้ลดละเลิก และตีกรอบให้ยังคงเป็นแค่สงครามเย็น

 

แต่เท่าที่ดู….ก็ยังไม่เห็นความกล้าหาญของประชาคมโลก จนทำให้แอบหวั่นว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร

 

ฟางเส้นสุดท้าย น่าจะเป็นเกาะที่ชื่อ ไต้หวัน แตะเหมือนไร….คงได้เวลาขุดหลุมหลบภัย

 

ภาพ: Jorge Mantilla / NurPhoto

 
  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising