จุฬาฯ พลิกโฉมสยามสแควร์สู่ ‘แรงงานสแควร์’ สร้างศูนย์กลางแห่งโอกาสในการเข้าถึงสุขภาพที่ดี พร้อมส่งเสริมความรู้ที่เท่าเทียมให้คนไทยทุกลุ่ม กับ ‘จุฬาฯ ห่วงใย แรงงานไทยแข็งแรง’ ในวันแรงงานแห่งชาติ 2569 ที่สยามสแควร์ Walking Street ต่อเนื่องปีที่ 2
ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างพื้นที่ใจกลางเมืองอย่างสยามสแควร์ ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของจุฬาฯ ให้เป็นพื้นที่แห่งโอกาส และการเข้าถึงการบริการด้านสุขภาพที่ดีให้กับแรงงาน และประชาชนทั่วไป โดยปีนี้มียอดผู้เข้ารับบริการตรวจสุขภาพมากกว่า 8,000 คน
งานในปีนี้ได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มาร่วมเปิดงาน พร้อมเยี่ยมชมบูธต่างๆ และพูดคุยกับนิสิตและพี่น้องแรงงานอย่างใกล้ชิด

งานครั้งนี้เป็นการผนึกกำลังคณะ และสถาบันต่างๆ ภายในจุฬาฯ กว่า 26 คณะ และพันธมิตรภาคเอกชน มาร่วมกันยกระดับคุณภาพชีวิตพี่น้องแรงงานและประชาชน ผ่านจุดให้บริการด้านต่างๆ ฟรี กว่า 30 จุด เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายหลัก 3 ข้อ
1.ให้นิสิตได้มีประสบการณ์ในการทำงานจริง และปลูกฝังจิตสำนึกของการทำกิจกรรมเพื่อสังคม
2.เพื่อให้จุฬาฯ ได้มีโอกาสดูแลพี่น้องแรงงานไทย ที่แม้จะไม่สามารถเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำให้ได้ แต่งานนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และเสริมทักษะต่างๆ เพื่อยกระดับตัวเองให้เข้าถึงโอกาสการทำงานที่ดีขึ้น
3.เปลี่ยนพื้นที่สยามสแควร์ให้เป็นพื้นที่แห่งโอกาส ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ และนวัตกรรมจากจุฬาฯ ออกสู่สังคม

‘Labour is power’ จุฬาฯ เปิดสยามให้นิสิตเติมพลังให้แรงงานผ่านบริการสุขภาพ ให้คำปรึกษาด้านต่างๆ ฟรี คือสิ่งสำคัญที่ ศ.ดร. วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เน้นย้ำ พร้อมแสดงความมุ่งมั่นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เห็นความสำคัญของพี่น้องแรงงาน ซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศ
“จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับพี่น้องแรงงานในฐานะฟันเฟืองหลักที่ขับเคลื่อนประเทศ แม้เราจะไม่สามารถเพิ่มรายได้โดยตรง แต่เรามุ่งหวังที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ผ่านการดูแลสุขภาพ เพื่อให้ท่านมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งทางกาย ใจ ด้วยการเปลี่ยนพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ อย่างสยามสแควร์ ให้กลายเป็น ‘แรงงานสแควร์’ พื้นที่ที่ตอบโจทย์และเล็งเห็นถึงความสำคัญของพี่น้องแรงงาน เราได้ระดมกำลังนิสิต นำองค์ความรู้ความสามารถมาใช้ในการพัฒนาและสร้างประโยชน์ ช่วยเหลือสังคม ให้นิสิตได้ลงมือทำจริง ขณะเดียวกันพี่น้องแรงงานก็ได้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพ รวมไปถึงการรับบริการด้านกฎหมาย ได้เรียนรู้ทักษะอาชีพใหม่ๆ เพื่อนำไปต่อยอดในอนาคต ซึ่งโครงการทั้งหมดนี้เป็นนโยบายที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากทั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงแรงงาน นี่คือตัวอย่างของการเชื่อมโยงระหว่างอุดมศึกษากับภาคแรงงานให้เห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง”

“ผมเชื่ออย่างยิ่งว่า การที่นิสิตได้ลงมือปฏิบัติงานจริง ไม่เพียงหล่อหลอมจิตวิญญาณของการรับใช้สังคม แต่หล่อหลอม ‘เกียรติภูมิ’ ที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น การได้เห็นด้วยตาและการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงเช่นนี้ คือการเรียนรู้ที่เข้าถึงระดับจิตใจ ซึ่งผมเชื่อมั่นว่านี่คือบทบาทของการศึกษายุคใหม่ ทั้งในส่วนของมหาวิทยาลัยเอง และเป็นไปตามนโยบายของกระทรวง อว. และเป็นเป้าหมายสำคัญของจุฬาฯ ที่อยากผลิตบัณฑิตที่ไม่ได้มีแค่ความรู้ความสามารถ แต่ต้องมีจิตวิญญาณของการให้ และดูแลผู้อื่น เหมือนคำที่ว่า ‘เกียรติภูมิของจุฬาฯ คือเกียรติแห่งการรับใช้ประชาชน’”

“สิ่งที่เราทำในวันนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการจุดประกายความคิดเท่านั้น มหาวิทยาลัยในประเทศไทยมีอยู่ทั่วทุกภูมิภาค หากเราสามารถเชื่อมโยงสถาบันอุดมศึกษาเข้ากับภาคแรงงานและหน่วยงานอื่นๆ ได้อย่างทั่วถึง เชื่อว่านี่คือโมเดลต้นแบบที่แสดงให้เห็นว่า การเรียนในมหาวิทยาลัยไม่ใช่เพียงการศึกษาในห้องเรียน แต่เป็นการเรียนรู้ที่ช่วยเหลือสังคมได้อย่างแท้จริง และสามารถขยายผลไปได้ในทุกๆ ที่ ซึ่งที่ใดที่มีมหาวิทยาลัย ที่นั่นก็จะมีแรงงาน และที่ใดที่มีแรงงาน ที่นั่นก็จะมีนิสิตนักศึกษาคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มองว่า วันนี้ประเทศไทยมีความพร้อมทุกด้าน จึงต้องเปลี่ยนคำนิยามจาก “แรงงาน” ให้เป็นการ “บริหารจัดการทุนมนุษย์” แทน ซึ่งการจัดการทุนมนุษย์ที่ว่านี้ ต้องดูแลทุกช่วงวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ปัญหาเศรษฐกิจและพลังงานกำลังส่งผลกระทบต่อรายจ่ายของทุกคน
“เราจำเป็นต้องช่วยเหลือกลุ่มแรงงานและกลุ่มเปราะบางอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการเข้ามาของเทคโนโลยี AI และการเปลี่ยนผ่านสู่ Green Transition ที่จะทำให้บางอาชีพได้รับผลกระทบ หากรัฐบาลไม่เตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้าก็จะเกิดปัญหาตามมา ผมต้องขอขอบคุณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ใช้กลไกของกระทรวง อว. นำความรู้จากหลายคณะมาให้คำปรึกษา ทั้งด้านกฎหมาย การแพทย์ การเงิน และบัญชี เพื่อช่วยในการประกอบอาชีพ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง เราอาจต่อยอดพื้นที่แบบนี้ให้เกษตรกรได้นำสินค้ามาขายเพื่อให้คนไทยได้ช่วยเหลือกัน เพราะเรื่องของแรงงานไม่ใช่ภาระของกระทรวงแรงงานเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบของทุกหน่วยงานที่ต้องร่วมมือกัน อีกทั้งยังเป็นโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้เรียนรู้การทำงานเชิงสังคม ใช้องค์ความรู้ไปช่วยเหลือคนในพื้นที่หรือคนในบ้านของเขาเอง ซึ่งแรงบันดาลใจจากการให้นี้คือความรู้นอกห้องเรียนที่ประเมินค่าไม่ได้”
“โมเดลความร่วมมือระหว่างหน่วยงานการศึกษากับท้องถิ่นแบบนี้ควรขยายผลไปทุกอำเภอ ทุกจังหวัด และทุกหมู่บ้านที่มีกลุ่มเปราะบาง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงแค่วันแรงงาน ในภาวะวิกฤตนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องแก้ปัญหาเชิงระบบ สร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเศรษฐกิจรายได้สูง ซึ่งจะส่งผลให้ค่าแรงของทุกคนสูงขึ้นตามไปด้วย ผมอยากให้เรามองว่านี่ไม่ใช่แค่วิกฤต แต่เป็นโอกาสในการปรับประเทศไทยใหม่เพื่อพิสูจน์ให้โลกเห็น โดยมีพี่น้องแรงงานทุกคนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ”

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ย้ำว่า การพัฒนาทุนมนุษย์ คือหัวใจสำคัญ การจัดงานในปีนี้ คือ ภาพสะท้อนที่ชัดเจนของนโยบายกระทรวงแรงงาน ที่มุ่งเน้นการดูแลอย่างรอบด้าน ทั้งสุขภาพกาย สุขภาวะทางจิตใจ และที่สำคัญคือการ ‘ติดอาวุธทางปัญญา’ ด้วยความรู้ที่ทันยุคสมัย เพื่อให้แรงงานไทยมีทักษะในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
“วันนี้กระทรวงแรงงานและกระทรวง อว. ก้าวข้ามคำว่าบูรณาการไปสู่การ ‘Synergy’ เป็นการลงแรงร่วมกันเพื่อให้ผลลัพธ์ที่ได้ทวีคูณขึ้น เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้เกิดขึ้นจริง งานในวันนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากครับ สิ่งเหล่านี้สร้างประโยชน์แบบสองทาง คือนอกจากพี่น้องแรงงานจะได้รับการดูแลแล้ว นิสิตนักศึกษาเองก็ได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์จริงนอกห้องเรียน ได้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในภาคแรงงาน ทางกระทรวงมีแผนที่จะสานต่อโครงการดีๆ แบบนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเราจะใช้พลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐและสถาบันการศึกษาเข้าไปช่วยเสริมในภาคส่วนอื่นๆ เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นภาคการเกษตร การศึกษา หรือตัวภาคแรงงานเอง ผมเชื่อมั่นว่าการทำงานเชิงรุกที่เสริมพลังกันแบบนี้ จะสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้และยั่งยืนให้กับพี่น้องประชาชนทุกคนอย่างแน่นอน”

ความพิเศษของงานในปีนี้ ครอบคลุมสุขภาวะกาย-ใจ ไม่ว่าจะเป็น ‘กิจกรรมร่างกายแข็งแรง’ บริการเจาะเลือด ตรวจเบาหวาน คัดกรองสมองเสื่อม คัดกรองความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง ตรวจสุขภาพในช่องปาก ตรวจสุขภาพสายตา และตัดแว่นฟรี ฝึกทักษะการตรวจเต้านมด้วยตัวเอง ทดสอบสมรรถภาพทางกาย ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

‘กิจกรรมการงานแข็งแรง’ ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน แนะนำเรื่องสิทธิบัตรทอง และสิทธิรักษาพยาบาล บริการถ่ายภาพติดบัตรให้แรงงาน สอนการทำบัญชีออมเงิน ไปจนถึง Upskill Reskill เพิ่มความรู้ทักษะใหม่ๆ ในการทำงาน

และ ‘กิจกรรมจิตใจแข็งแรง’ ดูแลสุขภาพใจ ให้คำปรึกษาคลายเครียด พร้อมจัดเต็มกิจกรรมความบันเทิง พบศิลปิน – ดาราจากช่อง 7 และ Grammy แบบใกล้ชิด อาทิ แบงค์ เส้นเล็ก, ปอย ภานุรัจน์, เต๋า ทัศนัย, โหน ธนากร, J Jazzsper และ บี กมาสน์ รวมถึงโชว์จากนิสิตจุฬาฯ

ปีนี้ มีผู้ที่สนใจมาต่อคิวเพื่อเข้ารับบริการเจาะเลือด ตรวจสุขภาพ และเข้าร่วมกิจกรรมในบูธต่างๆ ตั้งแต่เช้า ส่งผลให้ยอดผู้เข้ารับบริการตรวจสุขภาพปีนี้มีมากกว่า 8,000 คน เติบโตขึ้นจากปีที่แล้วเกือบเท่าตัว อีกทั้งยังได้รับความสนใจจากภาคเอกชนเข้าร่วมจัดกิจกรรมมากขึ้น

งาน “จุฬาฯ ห่วงใย แรงงานไทยแข็งแรง” จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมวันแรงงานเพียงวันเดียว แต่เป็นการเปิดพื้นที่เพื่อสังคม และเผยให้เห็นศักยภาพของนิสิตจุฬาฯ ในการนำความรู้ไปสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นจริงในสังคม และนี่คือโฉมหน้าใหม่ของสยามสแควร์ ที่สามารถเป็นมากกว่าแค่ศูนย์กลางของเศรษฐกิจ แต่เป็นศูนย์กลางแห่งโอกาสของประชาชนคนไทยทุกกลุ่มได้เช่นกัน


