×
334148

สรุปประเด็น ช่อ พรรณิการ์ เปิดซักฟอกนอกสภา อัดรัฐบาลประยุทธ์เอี่ยวคดี 1MDB อาชญากรรมการเงินระดับโลก

โดย THE STANDARD TEAM
23.02.2020
  • LOADING...

 

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่ศูนย์ประสานงานพรรคอนาคตใหม่ ฝั่งธนบุรี พรรณิการ์ วานิช อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคอนาคตใหม่และโฆษกพรรคอนาคตใหม่ เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนอกสภา สืบเนื่องจากที่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบพรรค อันส่งผลให้พรรณิการ์และกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี และไม่สามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในรัฐสภาได้ โดยบรรยากาศภายในศูนย์ประสานงานฝั่งธนฯ นั้นมีสื่อมวลชนและประชาชนร่วมรับฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนอกสภาเป็นจำนวนมาก

 

 

พรรณิการ์ระบุว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภาวันนี้เกี่ยวข้องระหว่างรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา กับคดี 1Malaysia Development Berhad (1MDB) ซึ่งเป็นกองทุนช่วยเหลือและพัฒนาประชาชนมาเลเซีย ข้อเท็จจริงหลายกรณีที่ทำให้เชื่อได้อย่างเต็มใจว่า พล.อ. ประยุทธ์ ไม่สมควรได้รับความไว้วางใจให้ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีอีกต่อไป โดยสิ่งที่ตนจะนำเสนอต่อไปนี้เป็นเรื่องที่หลายคนไม่เคยรู้และไม่อาจคาดคิดมาก่อนเลยว่ารัฐบาลไทยภายใต้การนำของ พล.อ. ประยุทธ์ อาจสมรู้ร่วมคิดปกปิดผู้กระทำผิดในคดีอาชญากรรมการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

 

“หลักฐานข้อมูลที่ดิฉันจะกล่าวต่อจากนี้ไปเป็นเหตุทำให้ควรเชื่อได้ว่ารัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ กระทำการปกปิดข้อเท็จจริงกรณีอาชญากรรมการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลกจากการรับรู้ของประชาชน ทั้งคนมาเลเซีย คนไทย และประชาคมโลก บิดผันกระบวนการยุติธรรม เอาคนบริสุทธิ์เข้าคุก และปล่อยให้อาชญากรข้ามชาติลอยนวล ให้ที่พักพิงหลบซ่อนตัวแก่ผู้ต้องหาที่มีหมายแดงจากอินเตอร์โพลหรือตำรวจสากลที่เป็นที่ต้องการตัวในหลายประเทศ บ่อนทำลายความสัมพันธ์อันดีกับชาติพันธมิตรของไทย ทั้งหมดนี้คือการใช้อำนาจในทางมิชอบ เอาจุดยืนทางการเมืองระหว่างประเทศของไทยไปแลกกับผลประโยชน์ส่วนตัว เป็นการกระทำที่น่าละอาย อย่าว่าแต่น่าละอายในฐานะนายกรัฐมนตรีที่กินเงินเดือนจากภาษีประชาชน แต่ยังน่าละอายในฐานะคนที่ประกาศว่าตนเอง ‘รักชาติ’ ด้วย” พรรณิการ์กล่าว

.

**คดีอื้อฉาวทางการเงินระดับโลก 

 

พรรณิการ์กล่าวต่อว่าคดี 1MDB เป็นเรื่องอื้อฉาวทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในปี 2558 แคลร์ บราวน์ แห่ง The Sarawak Report และแบรดลีย์ โฮป กับทอม ไรต์ สองนักข่าวสายการเงินแห่ง The Wall Street Journal ตีแผ่ข้อมูลนี้ออกมา โดยข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยว่ามีเงินจำนวนถึง 1.4 แสนล้านบาท หรืออย่างน้อย 4.5 พันล้านดอลลาร์ที่มีไว้สำหรับช่วยเหลือประชาชนมาเลเซียหายเข้าสู่ระบบการเงินโลกอย่างมีเงื่อนงำ ซึ่งภายหลังมาเลเซียเปิดเผยว่าเงินจำนวนถึง 2 หมื่นล้านบาทถูกนำเข้าบัญชีเจ้าหน้าที่รัฐมาเลเซียหมายเลข 1 โดยตรง นั่นคือ นาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย 

 

ความจริงที่น่าเศร้าก็คือเราไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองเข้าไปพัวพันกับคดีนี้เลย ถ้าไม่เกิดการรัฐประหารโดย พล.อ. ประยุทธ์ ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ในเวลานั้นรัฐบาลทหารขาดความชอบธรรมอย่างหนักทั้งในและนอกประเทศ การบังคับควบคุมในประเทศยังพอทำได้ด้วยมาตรา 44 และการควบคุมสื่ออย่างเบ็ดเสร็จ ในเวลานั้นเองนาจิบก็กำลังตกที่นั่งลำบากเพราะความผิดปกติในกองทุน 1MDB และนาจิบเองก็กำลังต้องการเพื่อนผู้ช่วยเหลือในยามยาก และนั่นอาจทำให้เขาตัดสินใจเป็นผู้นำคนแรกที่ให้การรับรองรัฐบาลทหารของไทย การรับรองรัฐบาลทหารในครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ตนขอเรียกว่า ‘พันธมิตรมืด’ ระหว่าง พล.อ. ประยุทธ์ และนาจิบ 

 

**เอาคนบริสุทธิ์เข้าคุกเพื่อปิดปาก

 

พรรณิการ์กล่าวต่อว่า ผ่านไปไม่กี่เดือน พันธมิตรที่นาจิบสร้างไว้ก็ได้เวลาใช้ประโยชน์ ชาเบียร์ ฆุสโต ชายชาวสวิสเชื้อสายสเปน หนึ่งในผู้บริหารของปิโตรซาอุดี บริษัทที่เป็นเครือข่ายฟอกเงินของแก๊ง 1MDB ลาออกจากบริษัทพร้อมนำข้อมูลอีเมล 230,000 ฉบับ รวม 90 กิกะไบต์ เปิดเผยต่อสาธารณะผ่าน แคลร์ บราวน์ แห่ง The Sarawak Report ในเดือนกุมภาพันธ์ 2558 และในเดือนมิถุนายน The Wall Street Journal ก็ตีพิมพ์เรื่องนี้จนกลายเป็นข่าวที่โด่งดังไปทั่วโลก 

 

“ดิฉันได้พูดคุยกับแคลร์และชาเบียร์ด้วยตนเอง พวกเขายืนยันว่าถูกคุกคามอย่างหนักจากนาจิบ แม้แคลร์จะมีศักดิ์เป็นถึงน้องสะใภ้ของ กอร์ดอน บราวน์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เธอก็ยังถูกสะกดรอยตาม ถูกพยายามแฮกอีเมล ถูกดิสเครดิตว่าเป็นคนสติไม่สมประกอบ และทั้งแคลร์และชาเบียร์ถูกป้ายสีว่าเป็นพวกที่สมรู้ร่วมคิดกับฝ่ายค้าน แคลร์บอกว่าเธอตัดสินใจเดินทางกลับอังกฤษ เพราะรู้ตัวว่าไม่ปลอดภัยที่จะอยู่ในมาเลเซียหรือประเทศใดในอาเซียน ส่วนชาเบียร์ยังอยู่ในประเทศไทย เขาคิดจะลงหลักปักฐานที่เกาะสมุยพร้อม ลอร่า ภรรยา และซานเดอร์ ลูกที่เพิ่งคลอด 

 

บ่ายวันที่ 22 มิถุนายน 2558 ตำรวจนับสิบบุกจับชาเบียร์ที่บ้านบนเกาะสมุย เขามาทราบภายหลังว่าตนเองถูกตั้งข้อหาพยายามกรรโชกทรัพย์จากตำรวจไทย การจับกุมครั้งนี้ตำรวจแถลงข่าวใหญ่โตมาก แต่แล้วกลับเงียบหาย มีการกำชับว่าบุคคลที่มีสิทธิ์ให้ข่าวเรื่องนี้มีเพียง พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในขณะนั้น นอกจากนี้ทางการไทยก็มีความพยายามกีดกันไม่ส่งชาเบียร์กลับสวิตเซอร์แลนด์ และไม่เปิดโอกาสให้ใครเข้าเยี่ยมได้ง่ายๆ ระหว่างที่ชาเบียร์ติดคุกอยู่ที่ประเทศไทย” พรรณิการ์กล่าว

 

พรรณิการ์กล่าวต่อว่า ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็คือทั้งหมดกลายเป็นปาหี่ระดับชาติ เป็นเรื่องต้มตุ๋นครั้งใหญ่ที่กระบวนการยุติธรรมไทยรวมหัวกับเครือข่าย 1MDB ยัดคนบริสุทธิ์เข้าคุก ตำรวจไทยบอกว่าอังกฤษส่งตำรวจมาร่วมสอบสวน ซึ่งในความเป็นจริง พอล ฟินนิแกน บุคคลที่อ้างว่าเป็นตำรวจสกอตแลนด์ยาร์ดกลับเป็นตำรวจปลอม เขาเป็นอดีตตำรวจที่ปิโตรซาอุดีจ้างมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินคดีชาเบียร์ที่ไทย โดยหลักฐานสำคัญคืออีเมลจาก แอตกินส์ ทอมป์สัน สำนักทนายความที่ปิโตรซาอุดีว่าจ้าง อีเมลนี้ส่งไปถึงสำนักข่าว The Guardian ของอังกฤษเพื่อชี้แจงแก้ต่างให้ปิโตรซาอุดี หลังจาก The Guardian ตีพิมพ์ข่าวคดีทุจริต 1MDB ในอีเมลนั้นระบุชัดว่าปิโตรซาอุดีว่าจ้างที่ปรึกษาด้านความมั่นคงผู้เป็น ‘อดีตตำรวจ’ เพื่อดูแลประสานงานกับทางการไทยในการดำเนินคดีชาเบียร์

 

สิ่งที่ผิดปกติมากไปอีกขั้นคือมีหลักฐานว่าพอลได้เข้าเยี่ยมชาเบียร์และบีบให้เขารับสารภาพ แต่สิ่งที่น่าสงสัยที่สุดคือไม่มีชื่อของพอลในรายชื่อผู้เข้าเยี่ยม เป็นคนอยู่เหนือกฎระเบียบของเรือนจำหรือจึงไม่ต้องถูกบันทึกชื่อไว้ ที่น่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีกคือบันทึกบทสนทนา WhatsApp ระหว่าง แพทริก มาฮอนี ตัวแทนของแอตกินส์ ทอมป์สัน กับลอร่า ฆุสโต ภรรยาของชาเบียร์ เป็นหลักฐานที่ได้รับการรับรองจากศาลสวิตเซอร์แลนด์แล้วว่าเป็นหลักฐานจริง บทสนทนานี้แพทริกระบุว่าตนสามารถควบคุมการเข้าเยี่ยมชาเบียร์ได้ ยกเว้นทนายความ ทำไมคนของปิโตรซาอุดีจึงกล้าพูดว่าสามารถควบคุมคนเข้าเยี่ยมในเรือนจำไทยได้ และดูเหมือนจะควบคุมได้จริง จากการที่พอลสามารถเข้าเยี่ยมชาเบียร์ได้ตลอดเวลาโดยไม่มีการบันทึกรายชื่อ

 

ถ้าจะมีอะไรที่ชัดเจนไปยิ่งกว่านี้ นั่นคือบทสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างลอร่าและ พ.ต.อ. พงษ์ไสว แช่มลำเจียก เจ้าของคดีผู้ที่จับกุมและดำเนินคดีชาเบียร์ ลอร่าพยายามถาม พ.ต.อ. พงษ์ไสว ซึ่งยืนยันว่ารู้จักกันดีกับพอลและเข้าไปเยี่ยมชาเบียร์บ่อยๆ จะเห็นได้ว่าสุดท้ายแล้วเรือนจำไทยกลายเป็นที่คุมขังปิดปากพยานปากเอกของคดี 1MDB โดยตำรวจและเจ้าหน้าที่เรือนจำประเทศไทยให้ความร่วมมือกับเรื่องนี้หรือไม่

 

 

นอกจากนี้ลอร่ายังบอกกับตนเองว่า FBI ได้เคยมาติดต่อเธอและเล่าให้ฟังว่าพยายามเข้าไปขอสอบสวนชาเบียร์ในเรือนจำกลางคลองเปรม 3 ครั้ง ได้รับการปฏิเสธทั้ง 3 ครั้ง สิ่งที่ FBI ทำได้คือการไปติดต่อลอร่าและให้ลอร่าเขียนจดหมายถึงสามีเพื่อลักลอบนำข้อมูล 1MDB ออกมาจากเรือนจำไทย ซึ่งต้องใช้เวลา 6 เดือนเพื่อให้ FBI มีข้อมูลเพียงพอในการสอบสวนคดี

 

สุดท้ายชาเบียร์รับสารภาพในข้อมูลอันเป็นเท็จจากการบีบบังคับของพอล โดยต้องโทษจำคุก 3 ปี ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์พยายามขอส่งตัวชาเบียร์กลับมาประเทศไทยตามสนธิสัญญาโอนตัวนักโทษที่มีระหว่างกัน กระบวนการเอกสารใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว แต่ในเดือนกันยายน ปี 2559 ที่ชาเบียร์ควรจะได้รับการส่งตัว นาจิบมาเยือนประเทศไทย ที่น่าแปลกคือพร้อมๆ กันนั้นข้อตกลงการส่งตัวชาเบียร์ก็ล่มไป

 

**บิดผันกระบวนการยุติธรรมในประเทศ คุ้มครองอาชญากรข้ามชาติ

 

พรรณิการ์กล่าวต่อไปว่านอกจากนี้ยังมีกรณีของบุคคลที่ช่วยนาจิบบริหารเครือข่ายฟอกเงินระดับโลก นั่นก็คือ โลเตี๊ยกโจ หรือโจ โล นักธุรกิจเชื้อสายจีนจากปีนัง คนสนิทของนาจิบ ซึ่งสิงคโปร์ต้องการตัวมาสอบสวนในคดี และได้ขอให้ตำรวจสากลออกหมายแดงนำตัวมาเข้าสู่กระบวนการในประเทศ ซึ่งประเทศต่างๆ ในภาคีเครือข่ายของตำรวจสากลจะต้องมีข้อมูล โดยเฉพาะการเดินทางเข้าออกผ่าน ตม. จะมีการแสดงผลขึ้นทันทีว่ามีหมายแดง

 

แต่ปรากฏว่ามีหลักฐานประวัติการเดินทางผ่านแดนไทยของโจ โล ที่เข้าออกประเทศไทยถึง 5 ครั้ง นับตั้งแต่วันที่มีหมายถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2561 โดยที่ไม่ปรากฏว่าทางการไทยแจ้งไปยังสิงคโปร์ ประเทศผู้ขอหมายแดงเลย คำถามคือ พล.อ. ประยุทธ์ เลือกที่จะซื่อสัตย์ต่อพันธมิตรมืดมากกว่ารักษากฎกติการะหว่างประเทศที่ไทยได้เข้าเป็นภาคี เลือกที่จะรักษาความสัมพันธ์กับนาจิบมากกว่านายกรัฐมนตรีลีเซียนลุงของสิงคโปร์หรือไม่

 

พรรณิการ์กล่าวในช่วงท้ายว่า จากพยานหลักฐานและข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดทำให้เชื่อได้ว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้ซึ่งมีอำนาจสั่งการข้ามกระทรวงทุกกระทรวงและหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมราชทัณฑ์ กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย ให้ร่วมมือกันปกปิดข้อเท็จจริงของคดีปล้นเงินชาวมาเลเซียครั้งใหญ่ ขัดขวางกระบวนการยุติธรรมของต่างประเทศที่จะเอาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี บิดผันกระบวนการยุติธรรมในประเทศ เอาคนบริสุทธิ์เข้าคุกเพื่อปิดปาก แต่กลับปล่อยให้คนที่มีหมายแดงจากอินเตอร์โพลลอยนวล ใช้ไทยเป็นที่กบดานนานหลายปี บ่อนทำลายความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ด้วยการขัดขวางการสอบสวนของ FBI บ่อนทำลายความสัมพันธ์ไทย-สวิตเซอร์แลนด์ด้วยการไม่ยอมส่งตัวชาเบียร์กลับมาตุภูมิ บ่อนทำลายความสัมพันธ์ไทย-สิงคโปร์ด้วยการเพิกเฉยต่อหมายแดงอินเตอร์โพลที่ขอโดยสิงคโปร์ 

 

“แต่ที่รอไม่ได้ ณ ขณะนี้ก็คือการให้ พล.อ. ประยุทธ์ ดำเนินนโยบายขายชื่อเสียงประเทศชาติแลกกับผลประโยชน์ส่วนตัว ดิฉันขอให้ทุกคนตัดสินใจว่าเราจะเอาคนที่เชื่อได้ว่าอาจเกี่ยวข้องกับการนำเอาคนบริสุทธิ์เข้าคุก ให้ที่พักพิงอาชญากรระดับโลก ขัดขวางการนำเงินภาษีของพี่น้องมาเลเซียที่ถูกปล้นไปกลับคืนเจ้าของ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปได้อย่างไร 

.

“คดี 1MDB ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในมาเลเซียมาแล้ว เรื่องอื้อฉาวที่ใหญ่โตด้วยจำนวนเงินและความพยายามปกปิดความผิดได้ทำให้ระบอบอัมโนของนาจิบล้มลง ก่อเกิดเป็นพันธมิตรแห่งความหวังในยุคที่มืดที่สุดของมาเลเซีย ทำให้ประชาชนรวมตัวกันจุดแสงสว่างแห่งความจริงและความหวังขึ้นมา หวังว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นเช่นกันในประเทศไทย ในยุคที่มืดมิดที่สุด และทำให้เราเชื่อว่าอำนาจมืดกดหัวให้เราทำอะไรไม่ได้” พรรณิการ์กล่าว

 

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories