×

ถอดรหัสการทูตจีน, นิยาม ‘นักรบหมาป่า’ และโจทย์ถ่วงดุลมหาอำนาจ รักษาผลประโยชน์ไทย

22.08.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบแสดงถึงการทูตของจีนในประเทศไทยและผลกระทบต่อความสัมพันธ์

มีสัญญาณว่าความสัมพันธ์ไทย-จีนกำลังเผชิญบททดสอบสำคัญ แต่ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระดับรัฐต่อรัฐที่ปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าอยู่บนจุดสูงสุดทางการทูต หากแต่เป็นความสัมพันธ์ระดับประชาชนของสองประเทศที่ควรจะเป็นรากฐานสำคัญ แต่วันนี้เส้นกราฟดูเหมือนกำลังวิ่งลงสวนทาง

 

 
 

เกิดคำถามเกี่ยวกับความไม่ไว้ใจซึ่งกันและกันในหมู่ประชาชนบางกลุ่ม กระแสต้านจีนในไทยเริ่มก่อตัวอย่างมีนัยสำคัญและโหมกระพือในโซเชียลมีเดียในช่วงหลัง และกำลังสร้างโมเมนตั้มมากขึ้นเรื่อยๆ จากประเด็นร้อนหลายเรื่องที่ถาโถมเป็นระลอกๆ ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งกลายเป็นความท้าทายสำหรับรัฐบาลจีนและไทยในการรีเซ็ตให้บรรยากาศกลับมาเป็นปกติ

 

บทความนี้มุ่งทำความเข้าใจถึงวิธีคิดและวิเคราะห์เหตุผลเบื้องหลังของนโยบายการทูตจีนที่กำลังเป็นประเด็นถกเถียง และต้องการชี้ให้เห็นว่าทั้งจีนและไทยต่างก็มีโจทย์และบทบาทที่ต้องเล่นหลังจากนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ร่วมกัน ในขณะที่สองประเทศเพิ่งผ่านหมุดหมายครึ่งศตวรรษ (51 ปี) แห่งความสัมพันธ์ทางการทูตที่ยังมีความท้าทายมากมายรออยู่ข้างหน้า

 

เกิดอะไรขึ้นในความสัมพันธ์ระดับประชาชน

 

“ไทย-จีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ประโยคนี้มีความเป็นมาในทางประวัติศาสตร์ยาวนาน และเป็นคำที่ฝ่ายจีนมักชูขึ้นเพื่อสะท้อนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและใกล้ชิดระหว่างจีนและไทยในหลายโอกาส แต่ในมิติหนึ่ง วาทกรรมเชิงเครือญาตินี้ถูกย้อนถามกลับในทางการเมืองระหว่างประเทศ หรือแม้แต่ในหมู่ประชาชนว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่

 

ถ้าถามคนรุ่นเจน X, Y หรือย้อนไปถึงรุ่น Baby Boomers ยังมีคนจำนวนมากที่อาจรู้สึกเช่นนั้น อาจจะด้วยความผูกพันทางสายเลือด เพราะมีคนไทยจำนวนหนึ่งสืบเชื้อสายจีน หรือมีบรรพบุรุษที่อพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่มาตั้งรกรากในไทย

 

แต่ถ้าถามคนเจน Z ลงมา หรือที่เกิดตั้งแต่ปี 1997 เป็นต้นไป ในเชิงการรับรู้หรือความรู้สึก คนส่วนใหญ่ไม่ได้คล้อยตามวาทกรรมนี้ มิหนำซ้ำภาพลักษณ์จีนยังดูติดลบด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีแนวคิดเสรีนิยมหรือหัวก้าวหน้า

 

มีปัญหาสั่งสมหลายเรื่องที่บั่นทอนภาพลักษณ์ของจีนในสายตาคนไทยอยู่แล้ว อย่างเช่นปัญหาทุนเทา ปัญหาสวมสิทธิ์สินค้าส่งออก หรือแม้แต่ปัญหาโรงงานศูนย์เหรียญ ซึ่งล้วนแล้วแต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม และมีคนไทยจำนวนมากสูญเสียประโยชน์ในทางเศรษฐกิจกับจีน จากเดิมที่เสียเปรียบดุลการค้าให้กับมหาอำนาจเศรษฐกิจเบอร์สองของโลกอยู่แล้ว

 

วันนี้บาดแผลยังถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาหลากเรื่อง ไล่ตั้งแต่ปัญหาสารพิษในแม่น้ำกกที่จุดชนวนให้ประชาชนออกมาเคลื่อนไหวประท้วงที่หน้าสถานกงสุลจีนในเชียงใหม่และสถานทูตจีนในกรุงเทพฯ เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม มีรายงานว่าต้นตอของมลพิษปนเปื้อนเกิดจากธุรกิจเหมืองแร่ของบริษัทจีนที่ตั้งอยู่ในเมียนมา เรื่องราวลุกลามกลายเป็นประเด็นใหญ่โตเมื่อคนของสถานทูตจีนกดดันนักข่าวให้ลบรูปผู้ประท้วงที่สวมหน้ากากล้อเลียนประธานาธิบดีสีจิ้นผิง จนเกิดคำถามเกี่ยวกับการแทรกแซงเสรีภาพของสื่อมวลชนนอกดินแดนอธิปไตยของจีน

 

ต่อมาไม่นานนักยังมีประเด็นเทศกาลภาพยนตร์ไต้หวันในไทยที่มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่สถานทูตได้ขอให้ทางผู้จัดงานของไทยลบรูปโลโก้กระทรวงวัฒนธรรมไต้หวันออกจากสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ เช่น บนโปสเตอร์และแบคดร็อปในงานด้วย ซึ่งจากการสอบถามเจ้าหน้าที่สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปในกรุงเทพฯ ก็ได้รับการยืนยันว่า เรื่องแบบนี้เพิ่งเคยเกิดขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่จัดงานมาแล้ว 7 ครั้ง ซึ่งสำหรับจีนแล้ว เมื่อมีการสถาปนาความสัมพันธ์การทูตอย่างเป็นทางการกับประเทศใดแล้ว ก็มักมีการเฝ้าระวังประเด็นอ่อนไหว หากปรากฏกิจกรรมหรือสัญลักษณ์ที่สามารถตีความได้ว่ามีการยอมรับไต้หวันในฐานะรัฐอธิปไตยในประเทศนั้นๆ

 

อีกกรณีที่สร้างความไม่พอใจจนเกิดความขัดแย้งขึ้นในโลกออนไลน์คือกรณีที่สถานทูตจีนโพสต์ข้อความกดดันให้หน่วยงานไทยตรวจสอบการใช้กำลังเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่ไทยที่กระทำต่อแฟนคลับหญิงชาวจีนที่ไปร่วมกิจกรรมรวมพลศิลปินในมหกรรมนิยายนานาชาติที่จัดในกรุงเทพฯ แต่เมื่อตรวจสอบภายหลังแล้ว ปรากฏว่าเป็นฝ่ายพลเมืองจีนที่แทรกตัวเข้าไปนั่งในพื้นที่ที่แฟนคลับชาวไทยจับจองก่อน และเธอไม่ให้ความร่วมมือเมื่อถูกเชิญออก แถมยังไปใช้กำลังกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก่อน ซึ่งเกิดคำถามตามมาถึงบทบาทที่เหมาะสมของสถานทูตจีนครั้งนี้

 

และล่าสุดยังเกิดกรณีที่แฟนคลับซีรีส์วายชาวจีนติดตามศิลปินจนฝ่าฝืนกฎระเบียบความปลอดภัยในสนามบินสุวรรณภูมิจนถูกปฏิเสธไม่ให้ขึ้นเครื่อง และมีประเด็นดราม่าต่อเนื่องกับการที่เจ้าหน้าที่ไทยในสนามบินบางคนทำท่าเหยียดกลุ่มคนจีนเหล่านี้

 

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงที่จางเจี้ยนเว่ยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย แน่นอนว่าเขาจึงตกเป็น ‘จำเลยทางสังคม’ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมกับคำถามตัวโตๆ ว่า การขับเคลื่อนนโยบายการทูตเชิงรุกเขา หรือที่บางคนนิยามว่า ‘การทูตหมาป่า’ นี้ กำลังทำให้ความสัมพันธ์ระดับประชาชนของสองประเทศถดถอยลงหรือไม่

 

นี่ยังไม่รวมมิติทางภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงที่วันนี้มีกระแสความกังวลจากคนไทยจำนวนหนึ่งที่อาจมองว่าจีนให้การสนับสนุนกัมพูชาด้านอาวุธในการทำสงครามกับไทยหรือไม่ ซึ่งเพิ่มความหวาดระแวงที่มีต่อจีนมากขึ้นไปอีก ถึงแม้ว่าจีนจะยืนกรานมาตลอดว่า จีนต้องการให้ไทยและกัมพูชาแก้ปัญหาโดยสันติวิธี โดยที่จีนพร้อมอำนวยความสะดวกในการเจรจาระดับทวิภาคีระหว่างสองประเทศก็ตาม

 

จีนกับนิยาม ‘การทูตนักรบหมาป่า’ ของตะวันตก และการเมืองระหว่างประเทศ

 

ทำไมจีนจึงดูแข็งกร้าวขึ้น? นโยบายการทูตที่เปลี่ยนไปพร้อมกับการมาของทูตคนใหม่นี้กำลังส่งสัญญาณอะไรจากปักกิ่งหรือไม่? และท่ามกลางมรสุมการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ ไทยควรวางตัวหรือดำเนินนโยบายอย่างไรต่อจีน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน ขณะเดียวกันก็ไม่ทำลายมิตรภาพระหว่างกัน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นคำถามชวนคิด และบทความนี้พยายามจะหาคำตอบ

 

‘การทูตนักรบหมาป่า’ หรือ Wolf Warrior Diplomacy เป็นคำนิยามจากตะวันตกที่หมายถึงรูปแบบนโยบายการต่างประเทศเชิงรุกและมุ่งเผชิญหน้า มีลักษณะเด่นคือการใช้วาทกรรมตอบโต้ที่ดุดัน โฉ่งฉ่าง ตรงไปตรงมา และเด็ดขาดผ่านแถลงการณ์ทางการ การให้สัมภาษณ์สื่อ และการโพสต์บนโซเชียลมีเดียของนักการทูตและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีน

 

Lowy Institute สถาบันวิจัยอิสระหรือคลังสมองด้านนโยบายระหว่างประเทศชั้นนำที่ตั้งอยู่ในนครซิดนีย์ของออสเตรเลีย ระบุว่า ชื่อ ‘การทูตนักรบหมาป่า’ นี้มีที่มาจากภาพยนตร์แนวชาตินิยมจีนเรื่อง Wolf Warrior ซึ่งสไตล์การทูตแบบนี้มักใช้วาทกรรมที่เจ็บแสบ เสียดสี และบางครั้ง ‘ตั้งใจยั่วยุ’ โดยไม่ยึดติดกับกรอบธรรมเนียม มารยาท หรือพิธีการทางการทูตแบบดั้งเดิม

 

ในบทความของนิก บิสลีย์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและศาสตราจารย์สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่ง La Trobe University ในเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ Lowy Institute ยังยกตัวอย่างลักษณะการทูตหมาป่าของจีนจาก 2 เหตุการณ์ในอดีต คือในปี 2019 เอกอัครราชทูตจีนประจำสวีเดนเคยกล่าวไว้ว่า “สำหรับมิตร เรามีไวน์ชั้นดีไว้ต้อนรับ แต่สำหรับศัตรู เรามีปืนลูกซองให้” และปี 2020 จ้าวลี่เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน เคยทวีตภาพวาดแนวล้อเลียนเป็นรูปทหารออสเตรเลียกำลังใช้มีดจ่อทำร้ายเด็กชาวอัฟกานิสถาน

 

เพื่อทำความเข้าใจถึงเหตุผลที่จีนเลือกใช้แนวทางการทูตนี้กับบางประเทศ ภากร กัทชลี ผู้เชี่ยวชาญนโยบายจีนจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายว่า จีนจะแสดงท่าทีตอบโต้ที่แข็งกร้าวและชัดเจน (Assertive) ทันทีเมื่อรู้สึกว่าอธิปไตย ศักดิ์ศรี หรือผลประโยชน์หลัก (Core Interests) ของตนกำลังถูกท้าทายก่อน และจีนรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่เป็นมิตร หรือเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจน

 

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ภากรระบุว่า จีนมองวาทกรรม ‘การทูตนักรบหมาป่า’ เป็นเพียง ‘กับดักทางวาทกรรม’ ที่สหรัฐฯ และพันธมิตรสร้างขึ้นเพื่อตีตราจีน ในขณะที่จีนยืนยันมาตลอดว่า ไม่ต้องการเข้ารุกรานหรือข่มขู่ใคร

 

สำหรับจีนแล้ว มีเส้นแดงที่จีนขีดไว้ว่าเป็นผลประโยชน์ระดับแกนกลางที่ห้ามล้ำอย่างเด็ดขาด ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับอธิปไตยเหนือไต้หวัน ฮ่องกง มาเก๊า ทิเบต และซินเจียง นอกจากนี้ยังมีประเด็นพิพาทเรื่องเขตทางทะเลในน่านน้ำทะเลจีนใต้ที่จีนมักใช้นโยบายเผชิญหน้ากับหลายประเทศในอาเซียนที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนกัน เช่น ฟิลิปปินส์และเวียดนาม

 

ซึ่งในกรณีของทะเลจีนใต้นั้น จีนลากเส้นประ 9 เส้นคร่อมเหนือน่านน้ำเกือบทั้งหมดเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของโดยอ้างการครอบครองที่สืบต่อมาทางประวัติศาสตร์ ซึ่งศาลอนุญาโตตุลาการ ณ กรุงเฮก เคยมีคำตัดสินให้ฟิลิปปินส์เป็นฝ่ายชนะคดีที่เป็นข้อพิพาทกันเมื่อ 10 ปีที่แล้ว โดยวินิจฉัยว่าการอ้างสิทธิ์ของจีนไม่มีฐานทางกฎหมายภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) และการกระทำของจีนเป็นการละเมิดสิทธิ์อธิปไตยของฟิลิปปินส์ แต่จีนปฏิเสธ และปัญหาความขัดแย้งนี้ก็ยังลากยาวมาจนถึงปัจจุบัน

 

จาก ‘หานจื้อเฉียง’ สู่ ‘จางเจี้ยนเว่ย’ ถอดรหัสสัญญาณจากปักกิ่ง และประเด็นไต้หวัน

 

จางเจี้ยนเว่ยเข้ามารับช่วงต่อในฐานะเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยแทนหานจื้อเฉียงที่หมดวาระเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ดูเหมือนแนวทางการดำเนินนโยบายของเขาจะดูดุดันกว่าทูตคนก่อนอย่างเห็นได้ชัด

 

หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่สะท้อนการทูตเชิงรุกในประเด็นไต้หวันและหลักการจีนเดียวของทูตจาง คือการที่เขาเขียนบทความและส่งให้สื่อมวลชนเผยแพร่ โดยเนื้อหาเป็นเรื่องเกี่ยวกับหลักการจีนเดียวและเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนของไทยสนับสนุนการรวมชาติอย่างสมบูรณ์ และต่อต้านการแบ่งแยกไปสู่เอกราชของไต้หวัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในสารของทูตคนก่อนๆ เพราะครอบคลุมข้อเรียกร้องถึงภาคประชาชน เอกชน และสื่อมวลชนในไทย กลายเป็นคำถามตามมาว่าทูตจีนพยายามกดดันไทยมากเกินไปหรือไม่

 

ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นไม่นานก่อนที่ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล จะเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม ซึ่งก็มีแถลงการณ์ร่วมจีน-ไทยตามมาเกี่ยวกับหลักการจีนเดียว โดยมีถ้อยคำที่ดูเป็นส่วนต่อขยายและไม่เคยปรากฏในแถลงการณ์ร่วมฉบับก่อนๆ อย่างเช่น ‘การสนับสนุนการรวมชาติอย่างสันติ’ ซึ่งต่อมาไต้หวันได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้แถลงการณ์ร่วมดังกล่าวอย่างรุนแรง

 

กระทรวงการต่างประเทศชี้แจงว่า ถ้อยคำต่างๆ ที่ปรากฏในแถลงการณ์ดังกล่าวล้วนอยู่ในกรอบคำนิยาม ‘หลักการจีนเดียว’ ซึ่งเป็นเงื่อนไขอันดับแรกระหว่างจีนกับทุกประเทศทั่วโลกที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ เพียงแต่การบรรจุคำต่างๆ ลงไปนั้นเป็นไปตามบริบทหรือสถานการณ์การเมืองโลกในช่วงเวลานั้นๆ ซึ่งผ่านการพูดคุยเจรจาระหว่างรัฐบาลจีนกับไทย เหมือนกับที่จีนทำกับประเทศต่างๆ

 

ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า “ในแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทยและจีนครั้งนี้ ส่วนที่กล่าวถึงนโยบายจีนเดียวมีการเพิ่มถ้อยคำใหม่เพิ่มเติมจากครั้งก่อนๆ ในอดีต เช่น การที่ไทยระบุถึงการสนับสนุน ‘การรวมชาติอย่างสันติ’ หรือการสนับสนุนกรอบ ‘หนึ่งประเทศ สองระบบ’ ซึ่งเป็นภาษาทางการทูตที่จีนต้องการ”

 

ส่วนเหตุผลว่า ทำไมกระทรวงการต่างประเทศถึงยอมเพิ่มถ้อยคำบางอย่างเข้าไปจากเดิมนั้น ในมุมมองของอาจารย์อาร์มวิเคราะห์ว่า รัฐบาลภายใต้อนุทินอาจมองว่า การเพิ่มคำเหล่านี้ไม่ได้ต่างจากหลักการจีนเดียวที่ไทยเคยยึดถือมาโดยตลอด อย่างไรก็ตามการเติมข้อความเพิ่มจากเดิมเหล่านี้ก็อาจถูกมองได้ว่าเป็นการปรับจุดยืนของไทยให้เข้าใกล้จีนมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

 

ทว่าอาจารย์อาร์มเชื่อว่า ฝ่ายไทยเองก็อาจมีความพยายามที่จะปรับถ้อยคำให้มีความรัดกุมขึ้นในระหว่างการเจรจา เช่น มีคำว่า ‘อย่างสันติ’ ขยายคำว่ารวมชาติ เป็นต้น

 

กลับมาสู่คำถามว่า ทำไมทูตจีนคนใหม่ในไทยจึงมีนโยบายที่ดูแข็งกร้าวขึ้นเกี่ยวกับไต้หวัน รวมถึงในประเด็นอื่นๆ อย่างเช่นปัญหาทุนเทาที่ตัวทูตเคยออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายอย่าเรียกเหมารวมคนจีนด้วยคำว่า ‘จีนเทา’

 

อาจารย์ภากรเปรียบเทียบแนวทางการทูตของหานจื้อเฉียงและจางเจี้ยนเว่ยโดยให้มองผ่านกรอบใหญ่นโยบายการต่างประเทศของจีนในระดับโลกที่มีแรงขับเคลื่อนทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 ยุค คือยุคหลังการระบาดของโควิด และยุคที่การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์มีความผันผวนและเข้มข้นขึ้น

 

หานจื้อเฉียงมารับตำแหน่งเอกอัครราชทูตในช่วงที่จีนต้องการฟื้นฟูภาพลักษณ์ หลังถูกโจมตีอย่างหนักจากทั่วโลกว่าเป็นต้นตอการแพร่ระบาดของเชื้อ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มองว่าช่วงนี้จีนต้องการแสวงหาพันธมิตรในภูมิภาค และมีความพยายามที่จะใช้นโยบายการทูตวัคซีนเพื่อเพิ่มความร่วมมือกับหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่ยังไม่สามารถเข้าถึงวัคซีนของตะวันตก ตัวทูตหานเองก็มีแนวทางที่ประนีประนอมและชูวาทกรรม ‘ไทย-จีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน’ อย่างมากในช่วงนี้ เพื่อดึงไทยไว้เป็นพันธมิตรหลัก

 

แต่ในยุคของจางเจี้ยนเว่ย เขาเข้ามาในวันที่โครงสร้างภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความตึงเครียดถึงขีดสุด ทั้งจากสงครามเทคโนโลยี สงครามการค้า สงครามในตะวันออกกลาง และประเด็นช่องแคบไต้หวันที่ร้อนระอุขึ้น ดังนั้นจางเจี้ยนเว่ยจึงเข้ามาพร้อมกับภารกิจในการ ‘กระชับพื้นที่’ ประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะไทยให้ยึดมั่นอยู่ในกรอบของปักกิ่งอย่างเคร่งครัด

 

อาจารย์ภากรวิเคราะห์ว่า จางเจี้ยนเว่ยอาจไม่ได้ตั้งใจมาเป็น ‘Wolf Warrior’ เต็มรูปแบบตั้งแต่วันแรก เพราะเขายังคงขับเคลื่อนความสัมพันธ์ในระดับรัฐต่อรัฐ (G2G) อย่างเข้มแข็ง แต่จุดต่างคือ เมื่อเกิดประเด็นที่กระทบผลประโยชน์ของจีน ทูตจางเลือกใช้การสื่อสารแบบ Proactive และรวดเร็ว เพื่อตีกรอบและปกป้องจุดยืนของปักกิ่งทันที โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง ‘หลักการจีนเดียว’ และภาพลักษณ์ของนักลงทุนและพลเมืองจีน แต่เมื่อสั่งสมหลายกรณีเข้า ก็กลายเป็นทำให้เกิด “ช่องโหว่ขนาดใหญ่” ในความสัมพันธ์ระดับประชาชนต่อประชาชน (People-to-People: P2P) แม้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จในการควบคุมท่าทีของรัฐบาลไทยก็ตาม

 

อีกสิ่งสำคัญที่ทำให้แนวทางการทูตแตกต่างกันคือแบคกราวด์ของทูตทั้งสอง

 

พิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศสหรัฐอเมริกามองว่า ภูมิหลังของทั้งสองเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อแนวทางการทำงานของทั้งคู่ เพราะหานจื้อเฉียงมาจากสายงานกระทรวงการต่างประเทศ จึงรู้ธรรมเนียมปฏิบัติทางการทูตมากกว่า ในขณะที่จางเจี้ยนเว่ยมาจากสายงานพรรคคอมมิวนิสต์โดยตรง จึงไม่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการทูตมากนัก

 

ทูตพิศาลมองว่า เมื่อเขาไม่ได้มาจากสายงานนักการทูตอาชีพของกระทรวงการต่างประเทศจีน แต่เป็นข้าราชการที่เติบโตมาจากสายงานของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ธงในการทำงานของเขาจึงไม่ได้มุ่งสร้างความนิยมชมชอบในหมู่ประชาชนคนไทยเป็นหลัก แต่มุ่งตอบสนองกรอบนโยบายการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์ในปักกิ่ง

 

แน่นอนว่า ถึงแม้จางเจี้ยนเว่ยจะเผชิญกระแสต่อต้านถึงขั้นมีกระแสเรียกร้องในโลกออนไลน์ให้มีการเปลี่ยนตัวทูต แต่ก็ไม่ได้สร้างความกังวลให้มากนัก ตราบใดที่เขายังสามารถรักษาและปกป้องผลประโยชน์ของจีนได้สำเร็จตามที่พรรคสั่งการ เขาก็ถือว่าปลอดภัยและประสบความสำเร็จในหน้าที่แล้ว

 

แหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญจีนอีกคนก็มองคล้ายคลึงกัน โดยเปรียบเทียบว่า ถ้ามองในสายตาของคนในพรรคคอมมิวนิสต์จีนแล้ว ทูตคนเก่าอย่างหานจื้อเฉียงอาจดูละมุนละม่อมหรือประนีประนอมเกินไป เพราะในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง กระแสต่อต้านจีนในไทยเรื่อง ‘ทุนจีนสีเทา’ และกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติพุ่งขึ้นสูงมาก จนทำให้ภาพลักษณ์ของจีนดูแย่ และแนวทางประนีประนอมของเขาก็ไม่ได้ช่วยยับยั้งกระแสต้านจีนในหมู่ประชาชนคนไทยเลย

 

ในทางกลับกัน เมื่อเปลี่ยนมาเป็นจางเจี้ยนเว่ย แม้ผลลัพธ์ในไทยอาจไม่แตกต่าง คือกระแสต่อต้านจีนยังคงมีอยู่หรืออาจจะมีเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ แต่ในมิติการเมืองภายในพรรคนั้น จางเจี้ยนเว่ยจะไม่ถูกวิจารณ์จากคนในพรรคเลย เนื่องจากเขาได้ทำหน้าที่อย่างเด็ดขาด มีความแข็งกร้าว และปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างเต็มที่ นี่คือวิธีคิดแบบข้าราชการพรรคที่เน้นตอบโจทย์สายการบังคับบัญชาในปักกิ่งเป็นหลัก

 

นอกจากนี้แหล่งข่าวคนเดียวกันยังชี้ให้เห็นว่า จางเจี้ยนเว่ยเคยดำรงตำแหน่งทางการทูตในประเทศขนาดเล็กกว่าอย่างคูเวต ซึ่งสไตล์การทูตที่เขาใช้อาจมองผ่านเลนส์ของมหาอำนาจที่มีต่อประเทศขนาดเล็กกว่า ซึ่งมักจะคาดหวังให้เจ้าบ้านยอมรับและเกรงใจจีนในฐานะมหาอำนาจ แต่แนวทางนี้อาจใช้ไม่ได้กับไทย เนื่องจากบริบทโครงสร้างสังคม ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชนไทยนั้นมีความซับซ้อน ขณะที่การวิพากษ์วิจารณ์ในไทยก็เปิดกว้างกว่า จึงทำให้เกิดแรงเสียดทานตามมาทันที

 

อย่างไรก็ตาม ทูตพิศาลมองว่า ทูตจีนจำเป็นต้องปรับตัวเช่นกัน โดยเปรียบเทียบกับวังเหวินปิน ทูตจีนประจำประเทศกัมพูชาว่าทำหน้าที่นักการทูตที่สร้าง ‘ศรัทธา’ ได้ดี พร้อมแนะว่า ทูตจีนควรเรียนรู้จากเขา

 

ที่ผ่านมา วังเหวินปิน อดีตโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนใช้กลยุทธ์การสื่อสารที่ทำให้คนเชื่อมั่นว่าจีนและกัมพูชาเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ‘ดุจเหล็กกล้า’ และพยายามแสดงให้เห็นความจริงใจผ่านการลงพื้นที่เยี่ยมประชาชนผู้ประสบภัย และสร้างความรู้สึกดีๆ ให้เกิดขึ้นในใจของคนท้องถิ่น ไม่ใช่การใช้อำนาจกดดันจนสร้างความรู้สึกบาดหมาง

 

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ภากรชี้ว่า จีนก็มีการเรียนรู้และแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดอยู่ตลอดเช่นกัน ถึงแม้รัฐบาลจีนจะไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติในการออกมาขอโทษต่อสาธารณะ เพราะจีนมีวัฒนธรรมให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และการรักษาหน้า โดยที่ไม่ยอมถูกมองว่าพรรคคอมมิวนิสต์ทำอะไรผิดพลาด แต่จีนจะรับฟีดแบคเพื่อนำปัญหาไปแก้ไขอย่างเงียบๆ

 

อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยกตัวอย่างช่วงโควิดว่า จีนไม่เคยออกมารับผิดชอบว่าเป็นต้นตอการแพร่ระบาด แต่จีนก็พยายามแก้ไขด้วยการพัฒนาวัคซีนและสร้างความร่วมมือกับนานาประเทศในเรื่องนี้แทน

 

อีกกรณีที่เห็นได้ชัดคือ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ออกมาเรียกร้องให้ทูตจีนแสดงบทบาทสร้างความเข้าใจกับพลเมืองของตนเกี่ยวกับกฎหมายและข้อปฏิบัติในการเดินทางมาไทย ซึ่งหลังจากผ่านไปไม่นาน สถานทูตจีนก็มีการออกคำแนะนำเกี่ยวกับข้อปฏิบัติสำหรับพลเมืองจีนในไทยตามมา ซึ่งเป็นการลดแรงเสียดทานจากสังคมอย่างเงียบๆ

 

โจทย์ไทยในวันที่ต้องสร้างสมดุลในความสัมพันธ์กับมหาอำนาจ

 

การเมืองเป็นเรื่องของการต่อรองผลประโยชน์ การเมืองระหว่างประเทศก็เช่นเดียวกัน ซึ่งมีผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ แต่ที่ผ่านมารัฐบาลมักถูกตั้งคำถามว่า ประชาชนหรือประเทศไทยได้อะไรหรือเสียเปรียบหรือไม่จากการทำข้อตกลงกับมหาอำนาจ ซึ่งแถลงการณ์ร่วมที่ไทยลงนามกับจีนก็ถูกตั้งคำถามว่ามีการคล้อยตามจีนหมดทุกเรื่องจนสูญเสียไพ่ต่อรองในมือหรือไม่

 

ไทยมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของอาเซียนและ 30 ของโลก มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มหาอำนาจต่างหมายปอง ดังนั้นทูตพิศาลจึงเชื่อว่าไทยมีไพ่ต่อรองอยู่ในมือสูงมาก อยู่ที่ว่าจะใช้มันอย่างไร

 

การส่งทูต ‘สายเหยี่ยว’ มาดำรงตำแหน่งในไทย ทูตพิศาลไม่ได้ตีความเป็นอื่น นอกจากมองว่าไทยเป็นประเทศที่มีผลประโยชน์สูงมากสำหรับจีน ดังนั้นจึงต้องส่งทูตสายพรรคมาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติโดยตรง คำถามคือ เมื่อจีนทำหน้าที่ของเขาแล้ว ไทยเองได้ทำหน้าที่ในการปกป้องประโยชน์ของชาติมากพอแล้วหรือไม่ หากรู้สึกว่าไทยสูญเสียผลประโยชน์จากนโยบายของจีน

 

อดีตแคนดิเดตรัฐมนตรีต่างประเทศของพรรคประชาชนในการเลือกตั้งปี 2026 มองว่า ไทยมักทำให้จีนรู้สึกว่า “ยังไงก็ได้” ด้วยความเกรงอกเกรงใจจนอาจเข้าขั้น ‘นอบน้อม’ ของผู้นำและฝ่ายการเมืองไทยในหลายยุคสมัย ทำให้จีนประเมินว่าไทยเป็นประเทศที่ยอมรับเงื่อนไขได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องผ่อนปรนหรือประนีประนอมด้วยมากนัก ยิ่งไทยเกรงใจ จีนก็จะยิ่งกระชับพื้นที่และเรียกร้องเพิ่มขึ้น

 

ในส่วนของแหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับแถลงการณ์ร่วมไทย-จีนเรื่องหลักการจีนเดียวว่า เบื้องหลังการปรับเพิ่มถ้อยคำอาจมาจากการเจรจาที่ไทยยอมแลกเพื่อให้จีนเพิ่มถ้อยคำที่เป็นคุณกับฝ่ายไทยเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา แต่ถึงกระนั้นผู้เชี่ยวชาญจีนคนนี้มองว่า การต่อรองโดยการขอไม่ปรับเปลี่ยนถ้อยคำจากแถลงการณ์เดิมก่อนหน้า ก็สามารถทำได้เช่นกัน และเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ ก็พยายามทำกับจีนมาตลอด นั่นคือการรับประกันขั้นต่ำว่าจะไม่ทำให้อะไรแย่ลงไปกว่านี้ ซึ่งสำหรับจีนแล้ว การรักษาสถานภาพเดิมเอาไว้ ก็อาจเป็นสิ่งที่จีนพึงพอใจแล้วเช่นกัน

 

ผู้เชี่ยวชาญคนนี้ยังเตือนว่า การผูกมัดด้วยถ้อยคำหรือเงื่อนไขเพิ่มเติมจะเพิ่มความเสี่ยง เพราะในอนาคต หากสถานการณ์ตึงเครียดขึ้น ไทยจะไม่สามารถตัดคำเหล่านี้ออกจากแถลงการณ์ฉบับถัดๆ ไปโดยที่ไม่ถูกจีนมองว่าตีตนออกห่างหรือกำลังปรับเปลี่ยนนโยบายต่อปักกิ่งได้เลย ซึ่งถือเป็นการสูญเสียความยืดหยุ่นทางการทูตโดยไม่จำเป็น

 

ส่วนการสื่อสารกับทูตจีนคนปัจจุบันนั้น เขามองว่า จากกรณีที่รองนายกฯ สีหศักดิ์ออกมาแสดงจุดยืนเรียกร้องให้ทูตจีนช่วยสร้างความเข้าใจกับคนจีนเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายไทย ไม่ใช่มุ่งปกป้องแต่ผลประโยชน์ของพลเมืองจีนเพียงอย่างเดียวนั้น ได้แสดงให้เห็นว่าฝ่ายไทยเองก็เริ่มรับรู้ถึงความสุ่มเสี่ยงนี้ และจีนเองก็จำเป็นต้องทบทวนผลลัพธ์ของการทูตลักษณะนี้เช่นกัน ซึ่งอาจทำให้บรรยากาศหลังจากนี้คลายความตึงเครียดลงได้บ้าง

 

แต่แน่นอนว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข เพื่อทำให้ความสัมพันธ์ไทย-จีนในระดับประชาชนดีขึ้น โดยเฉพาะปัญหาที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย เช่น ปัญหาสารพิษในแม่น้ำ ไปจนถึงปัญหาทุนสีเทา การสวมสิทธิ์สินค้าส่งออก และการมาตั้งโรงงานโดยที่แรงงานและธุรกิจไทยได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

 

ทูตพิศาลให้ข้อเสนอแนะว่า ทางออกของไทยคือ ไม่ใช่การไปแข็งกร้าวหรือประกาศตัวเป็นศัตรูกับจีน แต่ไทยต้องวางตัวแบบ ‘นิ่มนวลแต่ไม่นอบน้อม‘ และ ’แข็งแกร่งแต่ไม่แข็งกร้าว’

 

“อะไรที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ไทยพร้อมทำ แต่ถ้าสิ่งไหนที่จีนได้ประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียว แล้วไทยเสียประโยชน์ รัฐบาลก็ต้องกล้าพูดอย่างตรงไปตรงมาด้วยความจริงใจ ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ในระดับประชาชนด้วย” อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ กล่าว

 

ทูตพิศาลเสนอว่า ไทยต้องใช้ประโยชน์จากกระแสมวลชนและภาคประชาสังคม (NGO) ให้เป็นไพ่ต่อรองทางการทูต เช่น กรณีปัญหามลพิษในแม่น้ำโขงหรือแม่น้ำกก ฝ่ายการเมืองไทยสามารถอ้างกระแสความไม่พอใจของประชาชน เพื่อเพิ่มน้ำหนักในการเจรจากับปักกิ่งว่า “เรื่องนี้หากจีนไม่ลงมาช่วยแก้ปัญหา จะกระทบต่อภาพลักษณ์และมิตรภาพระยะยาวของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะเป็นเหตุผลทางการทูตที่มีพลังอย่างยิ่ง”

 

อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการสร้างการทูตที่สมดุลระหว่าง G2G และ P2P (Bridging the G2G-P2P Gap) ทูตพิศาลและอาจารย์ภากรมองในทิศทางเดียวกันว่า รัฐบาลไทยและสถานทูตจีนควรตระหนักว่า ในยุคโซเชียลมีเดีย ความสัมพันธ์ระดับ G2G ที่ดี ไม่เพียงพอที่จะค้ำยันความมั่นคงของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้อีกต่อไป ฝ่ายไทยต้องกล้าสื่อสารกับฝ่ายจีนอย่างตรงไปตรงมาในเชิงรับและเชิงรุกว่า การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดต่อทุนเทาและคนจีนที่ทำผิดกฎหมาย ไม่ใช่การ ‘ต่อต้านคนจีน’ แต่เป็นการ ‘ปกป้องมาตรฐานนิติรัฐ’ ซึ่งจะช่วยคัดกรองทุนจีนคุณภาพดี และช่วยสร้างบรรยากาศ P2P ที่เป็นมิตรและยั่งยืนในระยะยาว

 

ความสัมพันธ์ไทย-จีนจะมีความยั่งยืนได้นั้น ไม่ได้เกิดจากการที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดต้องยอมจำนนให้อีกฝ่ายหนึ่งด้วยความหวาดกลัวหรือเกรงใจ หากแต่เกิดจากความเข้าใจในผลประโยชน์ของกันและกัน

 

ในยุคที่จีนกำลังผงาดขึ้นมาท้าทายบัลลังก์มหาอำนาจเบอร์หนึ่งท่ามกลางสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์โลก ไทยมีโจทย์ต้องรักษาสมดุลกับมหาอำนาจเพื่อลดความเสี่ยง ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นร่วมกับประเทศอำนาจขนาดกลางและอาเซียน โดยยึดมั่นการทูตที่กล้าปกป้องผลประโยชน์ของชาติบนพื้นฐานของมิตรภาพที่เท่าเทียม

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising