ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงสู่ระดับสูงสุด ‘จีน’ ในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ของโลกได้แสดงให้เห็นถึงการวางหมากเชิงกลยุทธ์ที่รัดกุม ด้วยการเร่งสะสมสต็อกน้ำมันดิบครั้งใหญ่ เพื่อสร้าง ‘กันชนพลังงาน’ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของอุปทานโลก
จีนเตรียมตัวเพื่อรับแรงกระแทก
ข้อมูลศุลกากรจีนระบุว่า ในช่วง 2 เดือนแรกของปี (มกราคม-กุมภาพันธ์) ที่ผ่านมา จีนนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นถึง 15.8% YoY คิดเป็นปริมาณเกือบ 97 ล้านตัน ซึ่ง Chim Lee นักวิเคราะห์จาก EIU มองว่านี่คือการเคลื่อนไหวเชิงรุกเพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์ที่สหรัฐฯ อาจขยายขอบเขตการโจมตีอิหร่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในคู่ค้ารายสำคัญ
ช่องแคบฮอร์มุซ จุดเปราะบางของพลังงานโลก
การโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีความสำคัญที่สุดในโลก (น้ำมันราว 20% ของอุปทานโลกต้องผ่านจุดนี้)
โดยบาร์เคลย์สประเมินว่า จีนต้องพึ่งพาน้ำมันผ่านเส้นทางนี้สูงถึง 35% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด
นอกจากนี้ ความขัดแย้งยังส่งผลให้โรงกลั่นในซาอุดีอาระเบียและอิรักต้องลดกำลังการผลิตลง ยิ่งกดดันตลาดน้ำมันโลก
ทั้งนี้ แม้ว่าจีนจะพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางในระดับสูง แต่ประเทศได้สะสมคลังสำรองพลังงานจำนวนมาก โดย Lee ประเมินว่าปริมาณสำรองดังกล่าวสามารถรองรับการนำเข้าได้ประมาณ 120 วัน ซึ่งช่วยทำหน้าที่เป็นกันชนหากเกิดแรงกระแทกต่ออุปทาน
ราคาน้ำมันผันผวนหนัก ตอบรับสัญญาณจากทรัมป์
สำหรับความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมัน ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสงคราม ราคาน้ำมันได้ทะยานเหนือ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะส่งสัญญาณเมื่อวันจันทร์ (9 มีนาคม) ว่า ความขัดแย้งอาจยุติลงในไม่ช้า ส่งผลให้การปรับขึ้นของราคาชะลอตัว
ราคาน้ำมัน Brent crude ซึ่งเป็นหนึ่งในดัชนีอ้างอิงสำคัญของตลาดน้ำมันโลกอยู่ที่ประมาณ 91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเย็นวันอังคาร โดยเพิ่มขึ้น 26% นับตั้งแต่ก่อนความขัดแย้งจะทวีความรุนแรง ขณะที่ West Texas Intermediate (WTI) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานน้ำมันของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 32% สู่ระดับมากกว่า 88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
Lee ระบุว่า “ในระยะต่อไป เราคาดว่าจีนจะลดการนำเข้าน้ำมันและก๊าซลงเนื่องจากราคาที่สูงขึ้น ในระหว่างนี้ จีนจะบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของราคา ผ่านการบริหารราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปภายในประเทศ รวมถึงการใช้สต็อกเชิงพาณิชย์และสต็อกเพื่อการดำเนินงาน”
นักวิเคราะห์จาก บาร์เคลย์ส (Barclays) ประเมินว่า มากกว่า 35% ของการใช้น้ำมันทั้งหมดของจีน และเกือบ 12% ของการใช้ก๊าซธรรมชาติ ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ตามรายงานที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า คลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ของจีนสามารถ ปล่อยออกมาเพื่อบรรเทาการหยุดชะงักของอุปทานระยะสั้น และช่วยลดการพุ่งขึ้นของราคา ซึ่งจะทำให้จีนมีเวลามากขึ้นในการหันไปซื้อน้ำมันจากประเทศนอกภูมิภาคอ่าวอาหรับ
ขณะเดียวกัน ทรัมป์ ยังขู่เมื่อวันจันทร์ว่า อาจดำเนินการโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม โดยโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า หากอิหร่านหยุดการไหลของน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ประเทศดังกล่าวจะถูกโจมตี ‘รุนแรงกว่าที่เคยถึงยี่สิบเท่า’
ภาพ: QQMinh88 / Shutterstock
อ้างอิง:

