วันนี้ (26 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์และเก็บภาพบรรยากาศปัญหาฝุ่นควันในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ พบว่าสถานการณ์มลพิษทางอากาศยังคงอยู่ในขั้นวิกฤต โดยค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) พุ่งสูงขึ้นจนอยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในหลายพื้นที่
จากการตรวจสอบข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันเฝ้าระวังคุณภาพอากาศ IQAir เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ผ่านมา พบว่า
- พื้นที่เทศบาลนครเชียงใหม่: ตรวจวัดค่าคุณภาพอากาศ (US AQI) ได้ที่ระดับ 160 ส่งผลให้เชียงใหม่พุ่งทะยานขึ้นรั้งอันดับ 4 ของเมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงที่สุดในโลก
- อำเภอหางดง: ตรวจวัดค่าคุณภาพอากาศ (US AQI) ได้ที่ระดับ 162 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์สีแดงที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนทุกคน
สำหรับต้นตอสำคัญของวิกฤตฝุ่นควันในครั้งนี้ คาดว่ามาจากสถานการณ์ไฟป่าที่ยังคงปะทุและลุกลามอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ภาคเหนือ โดยรายงานการตรวจพบจุดความร้อน (Hotspot) ล่าสุดในจังหวัดเชียงใหม่ มีจำนวนมากกว่า 100 จุด กระจายตัวอยู่ในหลายอำเภอหลัก อาทิ อำเภอเชียงดาว, อำเภอแม่แตง และอำเภอแม่วาง
นอกจากนี้ ด้วยลักษณะทางภูมิประเทศของจังหวัดเชียงใหม่ที่เป็นแอ่งกระทะ ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสูง ยิ่งกลายเป็นปัจจัยทางธรรมชาติที่ทำให้กลุ่มควันและเถ้าถ่านจากไฟป่าถูกกักเก็บและสะสมตัวอยู่ในชั้นบรรยากาศ ประกอบกับสภาพอากาศที่ปิดและการระบายอากาศที่ทำได้ยาก ส่งผลให้ค่าฝุ่น PM2.5 ยังคงลอยตัวขังอยู่ในระดับที่สูง
ทั้งนี้ สถานการณ์ฝุ่นควันในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนยังคงต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เนื่องจากตราบใดที่ยังคงมีการลักลอบเผาและพบจุดความร้อนในหลายพื้นที่ ปัญหาฝุ่นมลพิษก็มีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อและสร้างผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจของประชาชนต่อไปในระยะนี้







