สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือยังคงอยู่ในระดับวิกฤตต่อเนื่อง และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่มีความเปราะบางมากกว่าผู้ใหญ่
หนึ่งในนั้นคือ ‘มะนาว’ ชญาภัทร ลิมปนารมณ์ เด็กหญิงวัย 8 ปี ชาวจังหวัดเชียงใหม่ ที่ต้องเผชิญอาการเลือดกำเดาไหลซ้ำทุกปีในช่วงค่าฝุ่นพุ่งสูง ต้องใช้กระดาษซับเลือดจากจมูก และได้รับผลกระทบต่อสุขภาพต่อเนื่องยาวนานกว่า 5 ปี
มะนาวเล่าว่า ในปีนี้มีเลือดกำเดาไหลแล้ว 2 ครั้ง หลังสถานการณ์ฝุ่นควันเริ่มรุนแรงขึ้น ทำให้ต้องใช้ชีวิตอยู่เพียงในบ้านและห้างสรรพสินค้า ไม่สามารถไปว่ายน้ำหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งได้ตามปกติ
ด้านผู้ปกครองระบุว่า ในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง จำเป็นต้องงดกิจกรรมกลางแจ้งทั้งหมด และให้บุตรหลานสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นทุกครั้งเมื่อออกนอกบ้าน โดยในแต่ละปีมะนาวมีอาการเลือดกำเดาไหลมากกว่า 10 ครั้ง
สำหรับการดูแลภายในบ้าน มีการใช้เครื่องเติมอากาศ 1 เครื่อง และเครื่องฟอกอากาศ 8 เครื่อง เปิดใช้งานตลอดเวลา โดยปรับจำนวนตามความรุนแรงของฝุ่น
ผู้ปกครองยังระบุว่า การพาบุตรหลานไปใช้เวลาในห้างสรรพสินค้า นอกจากช่วยลดการสัมผัสฝุ่น ยังเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศให้เด็กได้ผ่อนคลาย จากเดิมที่สามารถว่ายน้ำหรือวิ่งเล่นกลางแจ้งได้ ปัจจุบันต้องทำกิจกรรมภายในบ้าน เช่น วาดภาพ อ่านหนังสือ และใช้โทรศัพท์
ทั้งนี้ ผู้ปกครองเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาฝุ่นควันอย่างจริงจัง เพื่อให้เด็กและประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก UNICEF ปี 2566 ระบุว่า เด็กกว่า 13.6 ล้านคนในประเทศไทย กำลังเผชิญความเสี่ยงจากมลพิษ PM2.5 โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง เนื่องจากร่างกายยังพัฒนาไม่เต็มที่
ฝุ่น PM2.5 ยังส่งผลกระทบระยะยาว เช่น การคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกเกิดต่ำ และพัฒนาการทางสมองล่าช้า ขณะที่เด็กหายใจรับอากาศมากกว่าผู้ใหญ่เมื่อเทียบต่อน้ำหนักตัว ทำให้ดูดซับมลพิษเข้าสู่ร่างกายได้มากกว่า








