วันนี้ (30 มีนาคม) จากรายงานสถานการณ์วันที่ 30 มีนาคม พบว่าเชียงใหม่ยังคงวิกฤตหนัก โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอดอยสะเก็ดที่ทัศนวิสัยแย่ลงอย่างมาก จนไม่สามารถมองเห็นพระธาตุดอยสะเก็ดได้ชัดเจน ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ อากาศเชียงใหม่ ยังคงครองอันดับ 1 ของโลกในด้านอากาศแย่นั้น มาจากปัจจัยหลัก ดังนี้
📌 การเผาไหม้ในพื้นที่ป่าและข้างทาง
จากการลงพื้นที่ของช่างภาพทีมข่าว THE STANDARD บริเวณถนนเชียงใหม่-ดอยสะเก็ด และพื้นที่อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ พบกลุ่มควันจากการลักลอบเผาไหม้บริเวณป่าใกล้ถนนตลอดสองข้างทาง ที่เจ้าหน้าที่คาดว่าเกิดจากชาวบ้านลักลอบหาของป่าและล่าสัตว์
นี่คือสาเหตุหลักที่ปล่อยฝุ่น PM2.5 เข้าสู่ชั้นบรรยากาศโดยตรงและในปริมาณมาก ทำให้ค่า US AQI เทศบาลนครเชียงใหม่พุ่งสูงเกิน 163 อยู่ในระดับ ‘มีผลกระทบต่อสุขภาพ’ เช่นเดียวกับ อำเภอหางดงที่มีค่า US AQI พุ่งสูงถึง 170 ส่งผลใหม่เมืองเชียงใหม่ติดอันดับ 1 ของเมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงสุดของโลกในช่วงเวลา 13.00 น.
📌 สภาพภูมิประเทศแบบแอ่งกระทะ
เชียงใหม่มีลักษณะเป็นเมืองในหุบเขา เมื่อเกิดการเผาในพื้นที่รอบนอก มวลอากาศที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันจะถูกกักขังไว้ในแอ่งกระทะ ไม่สามารถระบายออกไปได้ตามธรรมชาติ ทำให้ความเข้มข้นของฝุ่นสะสมตัวจนวิกฤต
นอกจากนี้ ในช่วงนี้สภาพอากาศมักมีชั้นอากาศร้อนกดทับอากาศเย็นไว้ด้านล่าง ทำหน้าที่เหมือน ‘ฝาชี’ ที่ครอบเมืองเอาไว้ ทำให้ฝุ่นควันที่เกิดจากการเผาป่าทั้งจากในพื้นที่ และประเทศเพื่อนบ้าน หรือการเกษตรไม่สามารถลอยตัวขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศชั้นบนได้









