วันนี้ (2 เมษายน) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงความคืบหน้าสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อค่าฝุ่นในขณะนี้ขึ้นอยู่กับทิศทางลมเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันเป็นช่วงลมฤดูร้อนที่พัดจากทิศใต้ (อ่าวไทย) ขึ้นไปทางภาคเหนือ ทำให้ฝุ่นควันจากทางภาคเหนือยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ กทม.
อย่างไรก็ตาม ทางกรุงเทพมหานครยังคงต้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจมีบางช่วงเวลาที่กระแสลมเปลี่ยนทิศหรือหวนกลับได้
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ปัจจุบัน กทม. ได้นำเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ โดยได้ทำการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศขั้นสูง (Super Station) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสาธารณรัฐประชาชนจีน นำร่องติดตั้งแล้วที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สถานีดังกล่าวมีขีดความสามารถในการวิเคราะห์แหล่งที่มาของฝุ่นละอองแบบเรียลไทม์ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถแยกแยะได้อย่างแม่นยำว่า ฝุ่นละออง ณ ช่วงเวลานั้นเกิดจากการเผาไหม้ทางการเกษตร หรือเกิดจากการปล่อยไอเสียของยานพาหนะ ซึ่งข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้จะช่วยให้การวางแผนและแก้ไขปัญหาฝุ่นของ กทม. ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
สำหรับภาพรวมสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ประจำปีนี้ นายชัชชาติ ระบุว่ามีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยพบว่าจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินค่ามาตรฐานลดลงไปประมาณร้อยละ 50
ผลลัพธ์ดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งแคมเปญรณรงค์เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรองรถยนต์ การยกระดับมาตรฐานการตรวจวัดควันดำให้เข้มงวดขึ้น รวมถึงความถี่ในการตั้งด่านตรวจจับรถควันดำที่เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ตลอดจนได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากเกษตรกรในพื้นที่รอบกรุงเทพฯ ที่ช่วยกันลดการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร
“ผมเชื่อมั่นว่าหากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง จะสามารถช่วยให้สถานการณ์ฝุ่นบรรเทาลงได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว และในโอกาสนี้ ขอส่งความห่วงใยและกำลังใจไปยังพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ ที่กำลังเผชิญกับวิกฤตปัญหาฝุ่นละอองอย่างหนักอยู่ในขณะนี้ด้วย” ผู้ว่าฯ กทม. กล่าว
ในส่วนของแนวทางการแก้ปัญหาระดับโครงสร้าง ผู้ว่าฯ กทม. ได้แสดงความเห็นสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาด โดยมองว่าแท้จริงแล้วปัญหาฝุ่นควันคือปัญหาทางเศรษฐกิจ เนื่องจากกลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อยมักไม่มีทางเลือกในการดำเนินชีวิตมากนัก จึงจำเป็นต้องใช้รถยนต์เก่า หรือในมุมของเกษตรกรก็จำเป็นต้องใช้วิธีการเผาตอซังเพราะเป็นต้นทุนในการจัดการที่ถูกที่สุด
ด้วยเหตุนี้ การผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาด ให้สำเร็จเป็นรูปธรรม จะช่วยให้เกิดการตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนช่วยเหลือกลุ่มคนดังกล่าว รวมถึงกำหนดเกณฑ์ให้ผู้ก่อการปล่อยมลพิษต้องเป็นผู้รับผิดชอบชดเชยค่าเสียหาย (Polluter Pays Principle) ตลอดจนเป็นการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถจัดการปัญหาในพื้นที่ของตนเองได้อย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน


