“To achieve great things, we must first dream”
SUBLIMAGE Les Extraits
นี่คือคำกล่าวของ Gabrielle Chanel ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ที่ให้ความสำคัญกับช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน หรือการนอนในฐานะจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์งานและความงามอย่างแท้จริง คำกล่าวนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงวิธีคิดในการใช้ชีวิตของเธอเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นรากฐานสำคัญของปรัชญาการดูแลผิวของ CHANEL ที่เชื่อผิวควรได้รับการฟื้นฟูและซ่อมแซมตัวเองอย่างดีที่สุด

CHANEL SUBLIMAGE
และหากพูดถึงสกินแคร์ระดับโอต์กูตูร์ ชื่อที่ผุดขึ้นมาในหัวของคนวงการความงามทั่วโลกไม่อาจหลีกเลี่ยง SUBLIMAGE ของ CHANEL ได้ นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2006 ไลน์นี้ได้ถูกยกย่องให้เป็นจุดสูงสุดของงานวิจัยด้านความงามของแบรนด์ และเป็นผลลัพธ์จากห้องแล็บกลางแจ้งที่กระจายอยู่ทั่วโลก ตั้งแต่ทุ่งวานิลลาในมาดากัสการ์ ไปจนถึงเชิงเขาหิมาลัยในภูฏาน
และในปัจจุบัน CHANEL ก็ยกระดับขึ้นอีกชั้นด้วยการเปิดตัว SUBLIMAGE Les Extraits ซับไลน์ที่ไม่ได้แค่ฟื้นฟูผิว แต่ยังซ่อมแซมในระดับลึกที่สุด ด้วยการจับคู่พลังของพืชสองชนิดที่หายากที่สุดในโลก และเรื่องราวของมันไม่ได้เริ่มในปี 2024 ที่เปิดตัว แต่ย้อนกลับไปสามสิบปีก่อนหน้า
จุดเริ่มต้นของ SUBLIMAGE
ในปี 1995 CHANEL เริ่มต้นการค้นหาวานิลลาที่ใช่จากกว่า 117 สายพันธุ์ทั่วโลก ค้นหาชนิดที่มี polyketones หรือสารออกฤทธิ์หลักในการกระตุ้นการฟื้นฟูเซลล์ผิวสูงที่สุด จนได้คำตอบว่าคือ Vanilla Planifolia จากมาดากัสการ์ วานิลลาที่มีสารฟื้นฟูผิวเข้มข้นกว่าสายพันธุ์อื่นๆ และและแทนที่จะซื้อผ่านซัพพลายเออร์ CHANEL เลือกลงทุนสร้าง open-sky laboratory หรือห้องแล็ปแบบเปิดแห่งแรกในมาดากัสการ์เมื่อปี 2002 เพื่อควบคุมคุณภาพตั้งแต่เมล็ดพันธุ์จนถึงหยดสุดท้ายในขวด
จากนั้น CHANEL Research Center ใช้เวลาหลายปีพัฒนาเทคนิคสกัดที่จดสิทธิบัตรไว้เป็นของตัวเอง ซึ่งสามารถดึงพลังของวานิลลาออกมาได้เข้มข้นกว่าการสกัดทั่วไปถึง 40 เท่า และที่น่าทึ่งคือจากวานิลลาต้นเดียวกัน พวกเขาสามารถสกัดออกมาได้ถึงสี่รูปแบบที่แตกต่างกัน ทั้งจากดอก ผล และน้ำของพืช โดยแต่ละรูปแบบทำหน้าที่ดูแลผิวในมิติที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟู ให้ความชุ่มชื้น หรือปกป้องจากความเสื่อมสภาพ ทั้งหมดนี้กลายมาเป็น DNA หลักของผลิตภัณฑ์ SUBLIMAGE ที่เราเห็นกันในวันนี้

ส่วนผสมสำคัญอีกซีกโลกของ SUBLIMAGE Les Extraits
ความแตกต่างของ Les Extraits จาก SUBLIMAGE รุ่นก่อนหน้าอยู่ที่การเพิ่มส่วนผสมที่สองจากอีกมุมโลก คือดอกไม้ Himalayan Swertia หรือ Swertia Chirata พืชดอกจากเชิงเขาหิมาลัยในภูฏาน ที่ชุมชนท้องถิ่นใช้ดูแลผิวมาหลายศตวรรษ ความพิเศษของ Swertia ไม่ได้อยู่แค่เพียงที่คุณสมบัติ แต่อยู่ที่ข้อจำกัด มันออกดอกเพียงครั้งเดียวทุกสามปี และต้องเก็บเกี่ยวด้วยมือในช่วงนั้นเท่านั้น และ CHANEL เลือกสร้าง open-sky laboratory แห่งใหม่ในภูฏาน และสร้างพาร์ตเนอร์ชิประยะยาวกับชุมชนท้องถิ่น
พูดง่ายๆ คือถ้า Vanilla Planifolia คือพลังแห่งการฟื้นฟู Swertia ก็คือพลังแห่งการซ่อมแซม รวมกันเพื่อทำงานในระดับเซลล์เพื่อยับยั้งกระบวนการเสื่อมสภาพของผิว หนึ่งตัวกระตุ้นให้ผิวสร้างเซลล์ใหม่ อีกหนึ่งตัวหยุดความเสียหายที่สะสมอยู่ไม่ให้ลุกลาม เมื่อรวมกัน ผลลัพธ์จึงครอบคลุมทุกมิติของผิวสุขภาพดี ทั้งความชุ่มชื้น ความกระชับ ริ้วรอย สีผิว และเปล่งประกาย ซึ่งสะท้อนแนวคิดเรื่องความหายาก ความพิถีพิถัน และศาสตร์การฟื้นบำรุงผิวระดับสูงของ SUBLIMAGE ได้อย่างชัดเจน

กิจวัตรเหนือระดับที่มาพร้อมเนื้อสัมผัสหลากหลาย
SUBLIMAGE Les Extraits ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ใช้แยกกันทีละชิ้น แต่เป็นเหมือนพิธีกรรมการดูแลผิวที่แต่ละผลิตภัณฑ์ทำงานต่อเนื่องกันอย่างเป็นลำดับ เพื่อฟื้นบำรุงผิวในหลายมิติ ตั้งแต่การเติมความชุ่มชื้น การฟื้นฟู ไปจนถึงการเสริมเกราะป้องกันผิว
เริ่มจาก L’Extrait de Lotion โลชั่นขั้นแรกหลังล้างหน้า ที่อัดแน่นด้วยหยดน้ำมันขนาดเล็กกว่า 128,000 หยดต่อขวด ช่วยเติมความชุ่มชื้นทันทีโดยไม่ทิ้งความเหนอะหนะ เนื้อสัมผัสสดชื่น ซึมไว ทำหน้าที่เหมือนการปลุกผิวและเตรียมผิวให้พร้อมรับการบำรุงในขั้นตอนต่อไป โดยสามารถใช้ทั้งเช้าและกลางคืนด้วยการกดลงบนผิวเบาๆ ด้วยฝ่ามือ
ตามด้วย L’Extrait de Nuit เซรั่มกลางคืนตัวแรกของ CHANEL ที่พัฒนาขึ้นจากแนวคิดเรื่อง “จังหวะการทำงานของผิว” ในช่วงกลางคืน ซึ่งเป็นช่วงที่ผิวฟื้นฟูตัวเองได้ดีที่สุด ภายในเซรั่มบรรจุหยดเข้มข้นขนาดเล็กกว่า 16 ล้านหยดในขวดขนาด 30 มล. ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียน กระจ่างใส และดูเหมือนได้พักผ่อนเต็มที่เมื่อตื่นนอน โดยแนะนำให้ใช้หลังโลชั่นในช่วงกลางคืน พร้อมนวดเบาๆ ทั่วใบหน้าและลำคอ
ขั้นตอนต่อมาคือ L’Extrait de Crème ครีมบำรุงเนื้อบางเบาที่รวมคุณค่าของ Vanilla Planifolia และ Swertia เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อช่วยฟื้นบำรุงผิวให้ดูแน่น กระชับ และแข็งแรงขึ้น เนื้อครีมสัมผัสแรกจะสดชื่น ก่อนละลายแนบไปกับผิวและซึมได้อย่างรวดเร็ว สามารถใช้ปิดล็อกความชุ่มชื้นทั้งเช้าและกลางคืน อีกทั้งยังมาในบรรจุภัณฑ์แบบรีฟิลที่ออกแบบร่วมกับผู้ผลิตเครื่องแก้วชั้นสูงจากฝรั่งเศส สะท้อนแนวคิดเรื่องความยั่งยืนควบคู่ไปกับความหรูหรา
สำหรับผู้ที่ต้องการการบำรุงเข้มข้นขึ้น ยังมี L’Extrait Huile Lèvres ออยล์บำรุงผิวสูตรไม่มีน้ำหอมที่เหมาะกับผิวบอบบางง่าย สามารถใช้ได้หลายรูปแบบ ทั้งใช้เดี่ยวๆ ผสมเข้ากับครีม หรือทาทับหลังเซรั่มกลางคืนเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและช่วยให้ผิวดูอิ่มฟูขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ผิวแห้งล้าหรือพักผ่อนน้อย
ปิดท้ายด้วย L’Extrait Pommade Or บาล์มบำรุงเนื้อเข้มข้นที่ผสานประกายสีทองละเอียด ช่วยให้ผิวดูเปล่งปลั่งทันทีหลังใช้ พร้อมช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นและเสริมเกราะป้องกันผิวด้วยส่วนผสมอย่างเซราไมด์และไฮยาลูรอนิก แอซิด เหมาะสำหรับใช้เป็นขั้นตอนสุดท้ายเพื่อเคลือบล็อกการบำรุงทั้งหมดไว้บนผิว พร้อมมอบฟินิชผิวที่ดูโกลว์อย่างเป็นธรรมชาติ

CHANEL SUBLIMAGE Le Baume
และล่าสุดกับ SUBLIMAGE Le Baume ผลิตภัณฑ์ใหม่ของไลน์ที่ออกแบบมาสำหรับผิวที่อ่อนแอหรืออยู่ในช่วงต้องการการฟื้นฟูเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะหลังทำเลเซอร์ ทรีตเมนต์ หรือเผชิญมลภาวะและสภาพอากาศหนักๆ แม้เนื้อครีมจะดูเข้มข้นเหมือนกำมะหยี่ แต่เมื่อสัมผัสผิวจะค่อยๆ ละลายเป็นเนื้อสัมผัสบางเบาเหมือนไหม ช่วยปลอบประโลมผิว ลดความแห้งตึง และเติมความสบายผิวได้ทันที อีกทั้งยังเป็นสูตรไม่มีน้ำหอม จึงเหมาะกับผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ

Le Geste Sublime และปรัชญาที่อยู่เบื้องหลัง
CHANEL ไม่ได้หยุดอยู่แค่สูตรผลิตภัณฑ์ แต่ออกแบบเทคนิคการ apply ที่เรียกว่า Le Geste Sublime Réparation มาควบคู่กัน ผ่านสามขั้นตอนที่รวมการป้ายกลางหน้าออกสู่ขมับ การกดและลูบลึกจาก T-zone ผ่านขากรรไกรลงสู่คอ และการนวดวนเพื่อกระตุ้นการไหลเวียน ทำให้การทาสกินแคร์กลายเป็นโมเมนต์ของการดูแลตัวเองที่ชุบชูใจอย่างมาก
CHANEL เรียกปรัชญาทั้งหมดนี้ว่า Integrative Beauty หรือความงามแบบองค์รวมที่สืบสานจากวิสัยทัศน์ของ Gabrielle Chanel ในทางปฏิบัติ ปรัชญานี้แสดงออกทั้งในระดับการลงทุนกับวัตถุดิบที่ต้องเก็บเกี่ยวด้วยมือในสองทวีป และในระดับความยั่งยืน บรรจุภัณฑ์ทุกชิ้นของ Les Extraits รองรับการเติม และจัดงานเปิดตัว 15 งานทั่วโลกในปี 2024 ออกแบบให้มี carbon footprint ต่ำกว่างานระดับลักชัวรีทั่วไปถึง 89%
SUBLIMAGE Les Extraits ไม่ได้เป็นเพียงไลน์สกินแคร์ระดับสูงของ CHANEL แต่คือภาพสะท้อนของปรัชญาที่ Gabrielle Chanel เชื่อมาตั้งแต่แรกเริ่ม ว่าความงามที่แท้จริงเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เราได้พักผ่อน ฟื้นฟู และดูแลตัวเองอย่างลึกซึ้ง ผ่านการผสานศาสตร์การวิจัยระดับสูง วัตถุดิบหายากจากธรรมชาติ และพิธีกรรมการบำรุงผิวที่ละเอียดอ่อนเข้าด้วยกัน จนทำให้ทุกขั้นตอนของ SUBLIMAGE ไม่ได้มุ่งเพียงผลลัพธ์บนผิว แต่ยังเปลี่ยนการทาสกินแคร์ให้กลายเป็นช่วงเวลาแห่งการเยียวยาและมอบคุณค่าให้กับตัวเองในทุกวัน

ภาพ: CHANEL

