วันนี้ (10 กันยายน) ที่รัฐสภา พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยก่อนเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการสื่อสาร โทรคมนาคม พิจารณาแนวทางบริหารจัดการปัญหาผลกระทบจากศูนย์จัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ (ดาต้าเซ็นเตอร์) ที่ตั้งอยู่ในเขตเมือง ว่า จากที่ได้รับมอบหมายจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา ต้องขอขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ได้รวบรวมข้อมูลร่วมกับกรุงเทพมหานคร ในเบื้องต้นพบว่ามีจำนวน 49 แห่ง โดยแบ่งเป็นอาคารเดี่ยว 6 แห่ง ที่ขออนุญาตจากกรุงเทพฯ เรียบร้อยแล้ว ส่วนอีก 43 แห่ง อยู่ตามอาคารต่างๆ แบ่งเป็น 10 แห่งที่เป็นของภาครัฐ และอีก 33 แห่งเป็นของภาคเอกชน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จึงได้สั่งการสำนักงานเขต ให้เข้าไปตรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมด ก่อนจะแถลงสรุปผลในวันศุกร์ที่ 11 กันยายนนี้ ว่าดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟและน้ำไปเท่าไหร่
ส่วนจำนวน 10 แห่งที่เป็นอาคารของรัฐนั้น หมายความว่ารัฐเป็นเจ้าของใช่หรือไม่ พรพรหมชี้แจงว่า ตึกดังกล่าวเป็นของรัฐ พร้อมยกตัวอย่างว่า กรุงเทพฯ ก็มีดาต้าเซ็นเตอร์ไว้ใช้ภายใน แต่ไม่ได้ใช้เพื่อการบริการหน่วยงานอื่น โดยจะเป็นการใช้สำหรับเก็บข้อมูลขององค์กรเท่านั้น
ส่วนปริมาณน้ำหรือไฟที่เหมาะสมในการทำดาต้าเซ็นเตอร์ควรอยู่ที่เท่าใดจึงจะเกิดความปลอดภัยต่อชุมชนรอบข้าง พรพรหมระบุว่า ตนไม่แน่ใจว่าควรจะมีปริมาณเท่าใด แต่ส่วนใหญ่ที่ใช้อยู่ภายในอาคารจะมีปริมาณไม่มาก เพราะทำ EIA หรือการสำรวจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว ซึ่งต้องมีการชี้แจงเรื่องค่าไฟ รวมถึงค่าอื่นๆ ที่ต้องถูกประเมิน อย่างไรก็ตามเรามีสำนักงานเขตที่ลงพื้นที่อยู่ตลอด ส่วนสิ่งที่จะดำเนินการต่อ เราจะไปพูดคุยกับทางศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) เพื่อร่วมมือการประเมินถึงผลกระทบ
ส่วนจากที่ลงพื้นเพื่อสำรวจดาต้าเซ็นเตอร์จำนวน 43 แห่ง มีการสำรองน้ำมันในปริมาณ ในปริมาณที่เทียบเท่ากับพื้นที่ห้วยขวางหรือไม่ พรพรหมกล่าวว่า ที่ตนเข้าใจมีปริมาณไม่มาก และได้มีการตรวจอย่างเข้มข้นโดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์อาคารเดี่ยวที่มีรูปแบบให้บริการผู้อื่น หรือปล่อยเช่าเพื่อเป็นเซิร์ฟเวอร์ ที่จำเป็นจะต้องมีการสำรองน้ำมันไว้ใช้
ส่วนจำเป็นต้องจัดเป็นโซนนิ่งหรือไม่ เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชน พรพรหมกล่าวย้ำว่า ต้องรอคำนิยาม จากคณะกรรมการนโยบายประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 1 เดือน ฉะนั้นเมื่อคำนิยามชัด ก็จะมีแนวทางที่ชัดเจน และครอบคลุมทุกด้าน


