ครม.อนุมัติ แผนบริหารหนี้ใหม่ เพิ่มการก่อหนี้ 221,200 ล้านบาท แบ่งเป็น พ.ร.ก. กู้เงิน 2 แสนล้านบาท เสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมันอีก 2 หมื่นล้านบาท ส่วนเงินกู้อีก 1,200 ล้านบาทใช้เพื่อดำเนินกิจการกฟน. ยันหนี้สาธารณะยังต่ำกว่ากรอบ 70% ต่อ GDP
ประเด็นสำคัญ
วันนี้ (19 พฤษภาคม) จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ ได้เสนอแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ปรับปรุงครั้งที่ 2 (แผนฯ) ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติและรับทราบ
สาระสำคัญของการปรับแผนดังกล่าว ประกอบด้วยการปรับเพิ่มแผนก่อหนี้ใหม่สุทธิ จำนวน 221,200 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมในการกู้เงินและรองรับการใช้จ่ายเงินของพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569
สำหรับวงเงินก่อหนี้ใหม่ดังกล่าว แบ่งเป็น
- วงเงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงินฯ จำนวน 200,000 ล้านบาท
- เงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 20,000 ล้านบาท
- เงินกู้เพื่อดำเนินกิจการของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) จำนวน 1,200 ล้านบาท
สบน. ระบุว่า การกู้เงินครั้งนี้จะเป็นการกู้ในประเทศทั้งหมด และทยอยดำเนินการตามความจำเป็นในการใช้จ่ายเงินจริง โดยประเมินว่าสภาพคล่องของตลาดการเงินไทยในปัจจุบันยังเพียงพอรองรับการระดมทุนดังกล่าว
พร้อมย้ำว่า การกู้เงินตามแผนฯ ครั้งนี้ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศจะยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยทางการคลังที่ 70%
ตั้งกรรมการกลั่นกรอง-ประเมินผลใช้เงินกู้
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังเตรียมตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ เพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการต่าง ๆ ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินฯ ให้เป็นไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกฎหมาย
พร้อมกันนี้ จะมีการตั้งคณะกรรมการติดตามและประเมินผลโครงการ เพื่อกำกับดูแลการใช้จ่ายเงินกู้ตามหลักเกณฑ์และระเบียบที่กระทรวงการคลังกำหนด
ปรับลดแผนบริหารหนี้เดิม-เพิ่มแผนชำระหนี้
นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม. ยังพิจารณาอนุมัติและรับทราบแผนบริหารหนี้เดิม ซึ่งมีการปรับลดสุทธิ 23,960 ล้านบาท จากการปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ที่ดำเนินการแล้ว
ส่วนแผนการชำระหนี้มีการปรับเพิ่มสุทธิ 27,668 ล้านบาท จากการชำระหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน รวมถึงธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
การปรับแผนบริหารหนี้สาธารณะครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมด้านการคลัง เพื่อรองรับมาตรการช่วยเหลือประชาชนและการประคองเศรษฐกิจในช่วงที่ไทยเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตราคาพลังงานและต้นทุนเศรษฐกิจโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง
รัฐบาลย้ำหนี้สาธารณะยังต่ำกว่ากรอบ 70%
ด้าน รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบการปรับแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 2 เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ การบริหารงบประมาณ และภารกิจของรัฐบาล
“การปรับแผนครั้งนี้เป็นการทบทวนให้สอดคล้องกับการใช้งบประมาณตามภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน แต่รัฐบาลยังคงยึดกรอบวินัยการคลังเป็นหลักสำคัญ ให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลระหว่างการใช้เครื่องมือทางการคลังเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กับการรักษาเสถียรภาพการคลังของประเทศ” รัชดา กล่าว
ทั้งนี้ รัชดาย้ำว่า หลังการปรับปรุงแผนฯ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะอยู่ที่ 68.03% ซึ่งยังต่ำกว่ากรอบวินัยการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% สะท้อนว่ารัฐบาลยังสามารถบริหารภาระหนี้ได้อย่างมีเสถียรภาพ และยังมีพื้นที่ทางการคลังรองรับสถานการณ์จำเป็นในอนาคต
รัชดากล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด และใช้การบริหารหนี้สาธารณะเป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน นักลงทุน และภาคธุรกิจ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน
ภาพ: Lisa-S / Shutterstock

